อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2562

'เซ็กส์ทอล์ค'การพูดเรื่องเพศ สังคมควรเปิดกว้างแค่ไหน

สัปดาห์นี้สะท้อน “เซ็กส์ทอล์ค” เรื่องธรรมชาติที่เราควรจะพูดกันได้ ป้องกันนำไปสู่อันตรายหลายๆ อย่าง หาจุดพอดีที่คุยกันแล้วเข้าใจ ยอมรับกันได้ระหว่างสองขั้วความคิด พฤหัสบดีที่ 5 กันยายน 2562 เวลา 12.00 น.


เมื่อไม่กี่เดือนก่อน มีข่าวฮาแบบตลกร้ายที่เป็นกระแสตีไปเล่นในสำนักข่าวต่างประเทศด้วย ซึ่งคาดว่าเพราะเขาก็คงตลกเหมือนกัน คือ มีกลุ่มตำรวจได้ลงพื้นที่ตรวจค้นพัทยา แล้วพบว่า “ไม่มีผู้ประกอบอาชีพค้าประเวณี” เลย เท่ากับพัทยาไม่ใช่ sin city ...เมืองบาป อย่างที่คิดกันนะจ๊ะ แบบว่ามาเที่ยวกันใสๆ ข่าวนี้คนไทยเขาเอาไปแชร์กันเป็นที่สนุกสนาน เสียดสีการทำงานของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเราอยู่ไม่ใช่เล่น

คือมันก็น่าตลกจริงๆ อะไรที่เขาบอกเป็นปัญหา เวลามีข่าวไปตรวจปุ๊บไม่เคยเจอ ตรวจหวยขายเกินแปดสิบบาทไม่เจอ ตรวจรถควันดำไม่เจอ ตรวจหาบ่อนไม่เจอ มีคนสงสัยว่า ตอนที่ไปตรวจน่าจะยกโขยงกันไปแบบกะลงบันทึกไว้ว่า “ได้มีส่วนร่วมในงานนโยบายด้วย” เลยไปกันแบบครึกครื้น อย่างตรวจพัทยานี่เห็นภาพข่าวตำรวจไปกันพรึ่บ ..ก็คงจะมีคนโง่ขนาดบอก “ใช่ค่ะหนูทำอาชีพขายบริการทางเพศ” อยู่หรอกนะ

นี่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริงวันตรวจนั้น ไม่รู้จริงเท็จแค่ไหน แต่มีคนเล่นโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คที่เขาว่าเขาก็ทำอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอยู่แถวนั้นแหละ มาโพสต์เล่าว่า เขาอยู่ในเหตุการณ์ ตำรวจใช้วิธีเดินถาม ..ซึ่งถ้าเกิดจริงขึ้นมาก็ไม่รู้จะพูดยังไงดี แต่ก็น่าสงสัยว่าร้านรวงอะไรต่างๆ ในซอยแถวนั้นนี่เขาเข้าใจว่า ทำอะไรกันเหรอ? หรือจะว่าไป เข้ามาใน กทม.เนี่ย คิดว่า ในอาบอบนวดทั่วเมืองนี่ เขาทำกิจกรรมกันแค่อาบน้ำเหรอ?



จะว่าไป เรื่องเซ็กส์นี่ ประเทศไทยเราถือเป็นเรื่องลี้ลับอับอายแบบ “เราเป็นเมืองพุทธที่มีศีลธรรมอันดีงาม” ดังนั้นไม่ควรมีอะไรสัปดนๆ ในสังคม ( แต่ก็น่าขำที่ในบรรดาคำด่าของคนไทย มีการใช้คำแทนอวัยวะเพศ หรือการร่วมเพศเต็มไปหมด ) พอมันถูกทำให้เป็นเรื่องลี้ลับอับอาย มันกลายเป็นว่า “ไม่มีใครให้ความรู้กันแบบถึงลูกถึงคน” ซึ่งไม่ได้หมายถึงว่าพวกลีลากาลามสูตรแต่อย่างใด แต่มันเป็นความรู้ที่จำเป็น โดยเฉพาะกับวัยรุ่น

ยอดผู้ติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในช่วงวัย 15-24 ปีเพิ่มขึ้นมาก เพราะเด็กเองก็อยากรู้อยากลอง เคยคุยกับนักแสดงหนังติดเรทบางคนว่า “เขามองว่า เด็กเข้าถึงสื่อลามกทำให้เด็กใจแตก มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม” แต่รายนั้นเขาตอบว่า “พี่คิดว่าหนังโป๊มีส่วนอย่างเดียวเหรอ พี่ไม่คิดเหรอว่า การเจริญเติบโตตามวัย ทำให้เด็กมันฮอร์โมนพลุ่งพล่าน มันหาทางลงของมันเอง บางทีหนังโป๊อาจเป็นทางลงที่ดีเสียกว่าที่ไม่ต้องไปละเมิดใคร”

“คือมันดูแล้วใช้ช่วยตัวเองได้ แต่ถ้าเด็กที่มันมีอารมณ์ ถึงไม่มีหนังโป๊มันก็หาทางระบาย เช่นไปถ้ำมองคนอื่น หรืออย่างที่เราเห็นข่าวกันชักจะมากขึ้นแล้วว่า ขนาดเด็กๆ ก็วางแผนล่อลวงเด็กชั้นเล็กกว่าไปล่วงละเมิดทางเพศแล้ว เรื่องสื่อลามกมันเป็นเรื่องสองคนยลตามช่องนะ คิดไม่เหมือนกัน แต่เรื่องที่สำคัญคือ การที่เราไม่สอนกันแบบเปิดใจ เราก็เลยอาจสอนเรื่องเพศกันในมิติของสังคมและความสัมพันธ์ไม่เพียงพอ”



สิ่งที่ควรสอนกันในมิติของสังคมและความสัมพันธ์ที่ว่า รายนี้เขาว่า เบื้องต้นคือเรื่องของ “consent” หรือการมีเพศสัมพันธ์ต้องไม่ใช่เกิดจากการบังคับหรือล่อลวง ซึ่งปัจจุบัน ยอดผู้ติดเชื้อ HIV ที่เป็นเยาวชนเพิ่มมากขึ้นเพราะการล่อลวง เช่น การหาคู่นอนใน dating application มีคนมาล่อลวงแล้วแอบถ่ายคลิปเด็กไว้แบลคเมล์ หรือล่อลวงว่ามาให้บริการททางเพศแล้วจะให้เงิน เด็กบางคนก็ไม่ทันคิดถึงผลระยะยาวที่จะตามมาก็ยอม

การล่อลวงมันมีหลายรูปแบบ แต่ไม่ทราบว่าหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการได้เน้นย้ำเรื่องนี้ไว้แค่ไหน ว่าการยอมหรือหวังผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ แบบได้เงินไปเติมเกม มันมีผลต่อชีวิตได้ทั้งชีวิต ทั้งถูกปล่อยคลิปขายตามกลุ่มไลน์หรือทวิตเตอร์ แม้เจรจากันจนเต็มใจถ่าย แต่วันหนึ่งเกิดอนาคตดี มีหน้ามีตาในหน้าที่การงานขึ้นมา รูปพวกนี้ก็ถูกขุดขึ้นมาตามประจานหลอกหลอน หรือการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ต่างๆ เพิ่มขึ้น

เรื่องเซ็กส์ที่คนพูดกันมากว่า ประเทศไทยเหมือนไม่ยอมรับความจริง คืออาชีพค้าบริการทางเพศ ธุรกิจภาคกลางคืนเหล่านี้เม็ดเงินสะพัดจำนวนมหาศาล แต่เราไม่ยอมรับกันเพราะเห็นว่า “ขัดต่อศีลธรรมอันดี” เช่นว่า หัวหน้าครอบครัวไปติดพนักงานบริการสักคนก็ละเลยครอบครัว หรือเอาโรคมาติดภรรยา ทำให้คนไม่ผัวเดียวเมียเดียว และทางการเขาก็คงไม่อยากให้เกิดการตีตราประเทศไทยว่าเป็น destination of sex tour เท่าใดนัก มันขายหน้า

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหาที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ถูกหยิบยกมาพูดถึงก็คือเรื่องผลประโยชน์ ว่ากันว่า “ธุรกิจสีเทา” ทั้งบ่อน ทั้งสถานบริการเหล่านี้ เป็น “ตัวทำเงิน” ของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง มันมีข่าวเล่าลือกันถึงขนาดว่าแต่ละสถานที่ต้องมีการ “ส่งส่วย” เท่าไร เพื่อให้อยู่ได้ บางแห่งเขาก็ไม่ได้ส่งแค่หน่วยเดียว พอไม่ยอมรับให้ถูกกฎหมายก็กลายเป็นแหล่งหาเงินด้านมืด มีการเอาเปรียบไปจนถึงขั้นการค้ามนุษย์ได้

ฝ่ายที่เขาเชียร์ให้อาชีพค้าบริการถูกกฎหมายเขาก็บอกว่า ถ้ามันทำได้ จะต้องมีการมาขึ้นทะเบียนพนักงานบริการ โดย “สถานที่ทำงาน” ต้องรับรองสถานภาพของพนักงาน เพื่อไม่ให้มีการเอาคนที่ไม่ยินยอมพร้อมใจหรือถูกล่อลวงมาทำงานแบบนี้ และที่สำคัญคือ มันเป็นระบบการป้องกันทางสาธารณสุขที่สำคัญถ้าสามารถขึ้นทะเบียนได้ คือพนักงานจะต้องมีการตรวจสุขภาพ และการมอนิเตอร์ผลสุขภาพ วงรอบนานแค่ไหนก็ว่าไป



อธิบายง่ายๆ คือ “ใครจะมาขาย จับเข้าระบบตรวจเลือดให้หมด” แล้วมีการอบรมเรื่องความเสี่ยงในการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การวางตัวให้ใช้ชีวิตต่อไปได้ถ้าเกิดอุบัติเหตุติดเชื้อ HIV ขึ้นมา ( ซึ่งในปัจจุบันมีการรณรงค์แนวคิดเรื่อง U=U คือ ถ้ากินยาต้านจนถึงจุดหนึ่ง จะกดค่า viral load จนไม่เกิดโรคแทรกซ้อนสำแดงอาการ และไม่มีการแพร่เชื้อ HIV ต่อได้ แต่อย่างไรก็ต้องกินยาต้านต่อไปเพื่อกดค่า viral load )

ซึ่งมันดีกว่าปล่อยให้คนไม่มีความรู้ในการป้องกันตัวไปทำงาน แต่เอาจริงก็คงมีฝ่ายที่ไม่เต็มใจอีกล่ะ เพราะเขามองว่าไม่ว่าอย่างไรมันก็ยังเป็นอาชีพที่ “ขัดต่อศีลธรรมอันดีแบบไทยๆ” การให้ถูกกฎหมายแล้วขึ้นทะเบียนพนักงานก็จะกลายเป็นการตีตรา แต่ฝ่ายที่รณรงค์เขาก็พยายามจะมีข้อเสนอว่าให้ข้อมูลมันเก็บเป็นความลับก็ได้ ไม่ใช่ขึ้นทะเบียนแล้วต้องไปกรอกอาชีพเป็น “พนักงานบริการทางเพศ” ให้อางขนางใจเวลากรอกเอกสารราชการ

มันมี “เซ็กส์ทอล์ค” ที่ควรพูดอีกตั้งหลายเรื่อง แต่อย่างว่าคือสายอนุรักษ์นิยมเขาก็ยังมองว่าเป็นเรื่องลี้ลับอับอาย ขณะที่ขั้วเสรีนิยมเขามองว่า มันเป็นความจริงที่มีในสังคม ทุกคนมีสิทธิในการตัดสินใจกับร่างกายตัวเอง แต่ปัญหาสำคัญคือความไม่รู้ ไม่พูดกันพอ มันนำไปสู่อันตรายอะไรหลายๆ อย่าง มันต้องมานั่งคิดกันว่า จะหาจุดพอดีตรงไหนที่คุยกันแล้วเข้าใจ ยอมรับกันได้ระหว่างสองขั้วความคิด เรื่องเซ็กส์มันก็เรื่องธรรมชาติที่เราควรจะพูดกันได้ไม่ใช่หรือ

เป็นเรื่องที่ฝากให้คิดในสัปดาห์นี้.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง” 
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Pixabay , pexels


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 256