อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2562

เรื่องยาก!สอนเพศศึกษา ใช้หนังสือสื่อกลางเหมาะกับเด็ก

สัปดาห์นี้ไปดูการสอนเรื่องความเสมอภาคระหว่างเพศหญิงและชายตั้งแต่ยังเล็ก ลองใช้หนังสือเป็นสื่อกลางในการพูดคุย ใช้ภาพประกอบที่เข้าใจง่าย  จันทร์ที่ 9 กันยายน 2562 เวลา 14.00 น.


ปลายเดือนที่ผ่านมา ผมได้ไปงานเปิดตัวและงานเสวนาของ dragonfly360 ซึ่งเป็นโครงการรณรงค์ให้ผู้หญิงได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ เลือกทำงานและสามารถสร้างรายได้ของตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใคร โดยส่วนหนึ่งของโครงการนี้จะให้ความสำคัญในการสอนเรื่องความเสมอภาคระหว่างเพศหญิงและชายตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อที่ว่าในวันข้างหน้า เมื่อเด็กๆ เหล่านี้เติบโตขึ้นจะให้เกียรติซึ่งกันและกันอย่างเท่าเทียม



ผมได้รับเชิญให้ขึ้นเวทีในหัวข้อ Be a Role Model ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นๆ เพื่อสอนเด็กๆ ให้รู้จักเรื่องความเสมอภาคทางเพศ โดยยกประเด็นขึ้นมาว่าการพูดถึงเรื่องเพศหรือการสอนเรื่องเพศศึกษานั้นนับว่าเป็นเรื่องยากมากในสังคมไทยแล้ว

ในช่วงบ่ายวันนั้น ผมได้เตรียมนิทานและหนังสือเพื่อเยาวชนไว้ถึง 4 เรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้

ตุ๋ม: เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเพศศึกษาหรอกครับ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเข้าห้องน้ำของเด็ก ผมทำนิทานเรื่องนี้เมื่อ 8 ปีก่อน แล้วเกิดความแปลกใจว่าเมื่อเปิดดูภาพในหน้าหนึ่งที่เป็นรูปอุจจาระหล่นลงมาจากก้น หลายคนตกใจมาก ไม่ว่าคนไทยหรือต่างชาติ ผมมีเพื่อนบ้านเป็นชาวอังกฤษ พอเปิดมาเห็นภาพในหน้านี้แล้วเขาถามว่า จำเป็นต้องให้เด็กเห็นรูปชัดแบบนี้เลยเหรอ เรื่องนี้ทำให้ผมคิดได้ว่าคงเป็นวัฒนธรรมของแต่ละชาติที่แตกต่างกัน ในหมวดหนังสือนิทานเด็กของญี่ปุ่นนั้น มีทั้งเรื่องอึ ฉี่ ตดอยู่มากมายหลายเล่ม และถือว่าเป็นเรื่องปกติ (ผมเคยไปเยี่ยมชมห้องสมุดนิทานที่ฮอกไกโดแล้วพบว่าบรรณารักษ์ได้จัดหมวดหมู่เรื่องนี้ไว้หนึ่งชั้นเต็มๆ เลยครับ) ซึ่งเมื่อคิดๆ ดูแล้ว หากเราทำให้เรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติที่เรา ควรทราบ ไม่ใช่เรื่องสกปรกหรือมีอะไรน่าตกอกตกใจ การสอนผ่านนิทานนี้จะทำให้เด็กๆ เพลิดเพลินและได้ความรู้ไปด้วย



ป๋องแป๋งอยากรู้: ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นนิทานเรื่องเดียวที่พูดเรื่องเพศกับเด็กเล็กได้อย่างตรงไปตรงมา น่าจะเป็นเล่มแรกและเล่มเดียวในประเทศไทย ผมจำได้ว่าตอนที่นิทานเล่มนี้ออกมาเมื่อปีที่แล้ว เกิดดราม่าขึ้นเพราะมีการกล่าวถึง "จู๋" และมีภาพที่เด็กผู้ชายอยากรู้ว่าเด็กผู้หญิงก็มีจู๋เหมือนกันหรือไม่ จึงเกิดความสนใจจะไปเปิดกระโปรงของเด็กผู้หญิงดู โดยมีคำบรรยายประกอบว่า...

"ป๋องแป๋งอยากรู้ อ้อมมีจู๋ไหม เธอมีจิ๋มไง ไม่มีกระจู๋"

เนื้อหาและภาพประกอบดังกล่าว ถูกดึงไปที่เพจ drama-addict ต่อว่าอย่างรุนแรงว่าเป็นหนังสือสกปรก ลามก ใช้คำว่าจู๋จิ๋มได้อย่างไร โชคดีที่จ่าพิชิตเจ้าของเพจไม่ได้ผสมโรงด้วย แต่กลับบอกว่าที่ต่างประเทศมีหนังสือเด็กที่สอนเรื่องเพศแบบนี้แหละ ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

ผมมองว่าส่วนที่ดีที่สุดของนิทานเล่มนี้คือ คำอธิบายสำหรับพ่อแม่ด้านท้ายเล่ม เป็นคำถามที่ลูกมักจะถามเรา "มีจู๋ไว้ทำไม" "จู๋จะใหญ่เท่าของพ่อมั้ย" "ทำไมเพื่อนผู้หญิงไม่มีจู๋ ถ้าอย่างนั้นของผู้หญิงเรียกว่าอะไร" "ทำไมจู๋ของเขาไม่เหมือนของเพื่อน" มีการให้คำแนะนำผู้ปกครองเมื่อสังเกตว่าลูกชอบเล่นจู๋ ว่าเราควรมีท่าทีหรือแสดงออกอย่างไร รวมไปถึงตอนท้ายเล่ม ที่มีการแนะนำแนวทางสำหรับการเตรียมตอบคำถาม การพูดคุยกับลูกเรื่องเพศศึกษา และป้องกันการลวนลามทางเพศ



อยากรู้จัง ฉันเกิดมาได้อย่างไร: ผมเชื่อว่าเด็กทุกคนเคยถามปัญหานี้กับคุณพ่อคุณแม่ ผมเองก็เคยถามเช่นกัน ดีนะ...แม่ผมไม่ได้ตอบแบบสมัยก่อนที่มักบอกลูกว่า "นกกระสาคาบมา" ท่านบอกเพียงว่าผมเกิดออกมาจากท้องของแม่ แต่ก็ไม่ได้ลงรายละเอียดมากมาย

อาจเป็นเพราะคนไทยมีวัฒนธรรมที่จะไม่พูดเรื่องเพศอย่างเปิดเผย ผิดกับวัฒนธรรมตะวันตก เล่มนี้เป็นหนังสือแปลจากนักเขียนฝรั่ง เหมาะสำหรับเด็ก 7 ขวบขึ้นไป เห็นรูปจู๋และจิ๋มแบบไม่ปิดบัง เหมือนๆ กับอวัยวะตา หู จมูก โดยมีเนื้อหาในเชิงที่เป็นวิทยาศาสตร์ชัดเจน อธิบายว่าอสุจิของพ่อผสมกับไข่ของแม่ จึงเกิดเป็นทารกขึ้นมา และให้ดูภาพพัฒนาการของเด็กที่อยู่ในท้องแม่ทุกๆ เดือน



เรื่อง SEX เรื่องของเด็กวัยรุ่นต้องรู้?: หนังสือภาพสำหรับวัยรุ่นแบบนี้ไม่มีในประเทศไทย เล่มนี้แปลมาจากนักเขียนชาวเกาหลี เหมาะสำหรับวัยรุ่นที่โตขึ้นมาอีกนิด แล้วเกิดความสงสัยเรื่องเพศศึกษา อาทิเช่น ขนในที่ลับ หน้าอก เสียงแตก การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ การมีประจำเดือน ฯลฯ รวมทั้งการพูดถึงเรื่องความเสมอภาคทางเพศด้วย

จริงๆ เนื้อหาอย่างนี้มีอยู่ในแบบเรียนวิชาสุขศึกษาแน่นอน แต่เล่มนี้จัดทำเป็นรูปเล่มขนาดกะทัดรัด ใช้ภาพวาดลายเส้น เป็นเรื่องเล่าเชิงไดอารี่ของวัยรุ่นคนหนึ่งเขียน ทำให้คนอ่านที่เป็นวัยรุ่นด้วยกัน รู้สึกได้ว่าเหมือนมีเพื่อนที่สงสัยและอยู่ในอารมณ์กังวลคล้ายๆ กัน

ผมสรุปตอนท้ายการเสวนา www.dragonfly.co ไว้ว่า บางครั้งพ่อแม่รู้สึกเขินที่จะพูดตรงๆ กับลูกในเรื่องเพศศึกษา หากเราลองใช้หนังสือเป็นสื่อกลางในการพูดคุย ใช้ภาพประกอบที่เข้าใจง่าย และเนื้อหาที่ได้รับการเรียบเรียงมาแล้ว จะช่วยให้การสื่อสารกับเด็กหรือวัยรุ่นเป็นไปอย่างราบรื่น และอยากจะสนับสนุนเมืองไทยให้มีการผลิตสื่อที่ใช้สอนเรื่องเพศศึกษาที่เหมาะสมกับวัย เพื่อให้เด็กๆ และเยาวชนของเรารู้สึกปลอดภัยที่จะพูดคุยหรือขอคำปรึกษาเรื่องเหล่านี้ได้อย่างเปิดเผยตามกาลเทศะอันควร.
..........................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
https://facebook.com/cloudbookfanpage


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 255