อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 20 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 20 กันยายน 2562

ความขมขื่นของ"แคร์รี แลม" กับจุดใกล้จบของม็อบฮ่องกง

สถานการณ์ชุมนุมประท้วงในฮ่องกงที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือนแล้ว จะดำเนินไปในทิศทางใดหรือจะยุติอย่างไร จะเป็นการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดที่ถึงขั้นใช้กำลังทหารหรือตำรวจปราบจลาจลจากแผ่นดินใหญ่ หรือจะปล่อยให้ผู้ประท้วงชุมนุมเรียกร้อง “จนหมดแรงไปเอง” อาทิตย์ที่ 8 กันยายน 2562 เวลา 09.30 น.

    
      สถานการณ์ชุมนุมประท้วงในฮ่องกงที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือนแล้ว จะดำเนินไปในทิศทางใดหรือจะยุติอย่างไรเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา จะเป็นการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดที่ถึงขั้นใช้กำลังทหารหรือตำรวจปราบจลาจลจากแผ่นดินใหญ่ จะเป็นการใช้มาตรการ “หักดิบ” ทางการเมือง ยกเลิกข้อตกลงและเอกสิทธิ์ที่เกี่ยวกับอำนาจการบริหารตนเอง หรือจะปล่อยให้ผู้ประท้วงชุมนุมเรียกร้อง “จนหมดแรงไปเอง” ในขณะที่ “ท่อน้ำเลี้ยง” ก็หมดความอดทนรอเช่นกัน คำถามเหล่านี้ไม่มีใครตอบได้แม้แต่ นางแคร์รี แลม ทั้งที่เธออยู่ในตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้บริหาร ซึ่งตามกฎหมายหรือในทางทฤษฎีถือว่าเธอคือผู้มีอำนาจสูงสุดในเขตบริหารพิเศษแห่งนี้ แต่ “ในทางปฏิบัติ” ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทราบดีว่า สถานะของแลมเป็นไปตามหลักการหรือเปล่า
       
   แน่นอนการดำรงตำแหน่งประมุขของประเทศ ผู้นำรัฐบาลหรือผู้นำสูงสุดของดินแดนใดดินแดนหนึ่งย่อมต้องเผชิญกับความยากลำบากและอุปสรรคที่หนักหนาสาหัสกว่าคนทั่วไปร้อยเท่าพันเท่า เพราะการตัดสินใจนั้นไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อคนหมู่มาก แต่ยังอาจสร้างผลสืบเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังประเทศอื่นซึ่ง “มีความเกี่ยวข้องกัน” และจากสถานการณ์โลกในตอนนี้ คงไม่มีผู้นำคนใดอยู่ในสถานะที่ “น่าเห็นใจ” หรือ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ชัดเจนเท่ากับแลมอีกแล้ว เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้บริหารเขตบริหารพิเศษทั้งฮ่องกงและมาเก๊า จะว่าไปก็คือ “คนของปักกิ่ง” นั่นเอง
       
    นับตั้งแต่เหตุการณ์ “น้ำผึ้งหยดเดียว” ที่ผลักดันให้คณะผู้บริหารฮ่องกงพยายามผ่านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับแผ่นดินใหญ่ มาเก๊า และไต้หวัน เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติ (เล็กโค) ที่แม้มีสมาชิกเพียง 70 คน แต่สมาชิกเกือบ 100% แน่นอนมีจุดยืนสนับสนุนรัฐบาลปักกิ่ง จุดชนวนให้เกิดการประท้วงที่ทวีความรุนแรงและตึงเครียดจนถึงปัจจุบัน เริ่มมีการตั้งคำถามนับตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า แลมไม่สามารถสั่งการอะไรให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาได้อย่างจริงจังเลยหรือ นอกจากการออกแถลงการณ์ประณาม ส่วนที่เหลือนั้นดูแล้วตำรวจเป็นฝ่ายดำเนินการเองทั้งหมด การปล่อยให้สถานการณ์บานปลายมาจนถึงขนาดนี้เป็นความต้องการของเธอเองด้วยหรือไม่ แต่ดูเหมือนแลมกำลังรอรับคำสั่งจากใครอยู่มากกว่า



   ความสงสัยของหลายฝ่ายเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อปรากฏคลิปเสียงความยาว 24 นาทีหลุดออกมาถึงมือสื่อมวลชน ซึ่งแลมกล่าวเป็นภาษาอังกฤษแทบทั้งหมด และตอนหนึ่งเธอกล่าวด้วยว่า “หากเป็นไปได้ เธออยากลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา” แต่ในขณะเดียวกันเธอกล่าวด้วยว่า การที่แผ่นดินใหญ่ถือว่าสถานการณ์ในฮ่องกงตอนนี้ “เป็นวาระระดับชาติ” เท่ากับเป็นการจำกัดอำนาจของเธอซึ่งเป็นทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลฮ่องกงและรัฐบาลปักกิ่งโดยปริยาย กลายเป็นสมมุติฐานว่าท่าทีของเธอตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คำพูดที่ออกจากปากของเธอมาจากความยินยอมพร้อมใจของเธอจริงหรือไม่ แต่ประโยคสำคัญในคลิปเสียงที่ออกมาคือคำตอบชัดเจนในตัวเองแล้วว่า แลมไม่ใช่เพียงผู้นำสูงสุดของฮ่องกงแต่เพียงในนามตามที่ทุกฝ่ายทราบดี แต่เธอยังไม่มีอำนาจในการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในการจัดการกับความวุ่นวายในบ้านเมือง และยิ่งไปกว่านั้นเธอยังไม่มีอำนาจที่จะยุติบทบาทของตัวเอง แล้วมอบหมายภารกิจให้แก่บุคคลอื่น “ที่มีความพร้อมกว่า” ด้วยซ้ำ
        
    แม้แลมออกมาปฏิเสธทันควันว่าเธอไม่เคยคิดลาออกจากตำแหน่ง แต่คลิปเสียงที่ออกมาสะท้อนว่าแลมกำลังอยู่ในภาวะกดดันและสิ้นหวังถึงขีดสุด แลมกล่าวเพียงว่า “ใครบางคน” ซึ่งเข้าร่วมงานวันนั้นเจตนาบันทึกคลิปเสียงนี้ไว้แล้วส่งต่อให้สื่อมวลชนเผยแพร่   เพื่อยกระดับทรรศนะเชิงลบของชาวฮ่องกงที่มีต่อรัฐบาลปักกิ่ง ยิ่งไปกว่านั้นเธอไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธว่าเสียงในคลิปเป็นเสียงเธอจริง  หรือไม่ บ่งชี้ได้ว่าแลมอยากปลีกตัวออกจากสถานการณ์ที่ยุ่งเหยิงนี้ เพราะแผ่นดินใหญ่เดินหน้ากดดันฝ่ายต่อต้านรัฐบาลฮ่องกงมากขึ้นทุกขณะ ในเบื้องหน้าหลายฝ่ายอาจสงสัยและคาดไม่ถึงว่ารัฐบาลปักกิ่งจะ “อดทน” ปล่อยให้สถานการณ์ล่วงเลยมาได้ถึงขนาดนี้ จนถึงขั้นมีคำถามว่าหากการประท้วงแบบนี้เกิดขึ้นในยุคที่ นายเติ้ง เสี่ยวผิง ยังมีอำนาจ หรือตอนนี้หาก นายเติ้ง เสี่ยวผิง ยังมีชีวิตอยู่ ชะตากรรมของฮ่องกงจะเป็นอย่างไร เพราะการต่อต้านรัฐบาลได้ไปไกลเกินกว่าประเด็นร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว จึงไม่มีปฏิกิริยาอะไรมากนัก เมื่อแลมประกาศ “เพิกถอน” ร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน “อย่างเป็นทางการ” หลังก่อนหน้านั้นเล่นคำด้วยการใช้คำว่า “ระงับอย่างไม่มีกำหนด”
        
    ยังเหลือเวลาอีกนานถึง 3 ปี กว่าที่แลม หัวหน้าคณะผู้บริหารฮ่องกงคนปัจจุบันซึ่งเป็นคนที่ 4 และเป็นคนแรกซึ่งเป็นผู้หญิงจะหมดวาระ ในการตัดสินใจเลือกเธอให้รับตำแหน่ง แผ่นดินใหญ่หวังเป็นอย่างยิ่งว่า แลมจะสามารถทำหน้าที่ในเรื่องการจัดการความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้ดีกว่า นายเหลียง ชุนหยิง ซึ่งเผชิญกับการประท้วงใหญ่ครั้งแรกของฮ่องกง นับตั้งแต่สหราชอาณาจักรส่งมอบเกาะแห่งนี้คืนให้แก่แผ่นดินใหญ่ นั่นคือการประท้วง “ร่มสีเหลือง” เมื่อเดือน ก.ย. 2557 เรียกร้อง “เสรีภาพและสิทธิพื้นฐานตามหลักประชาธิปไตย” ในการเลือกตั้ง ทั้งที่รู้ดีว่าเป็นข้อเรียกร้องที่เป็นไปไม่ได้ในระบอบ “การปกครองแบบจีน” เหลียงอยู่ในตำแหน่งเพียงสมัยเดียวคือ 5 ปี และหลังจากนั้นแผ่นดินใหญ่ “ขอบคุณ” การจัดการกับกลุ่มผู้ประท้วงของเหลียง ด้วยการมอบตำแหน่งเชิงพิธีการให้เพื่อเป็นเกียรติประวัติ
      
    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ประท้วงและชนวนของความขัดแย้งครั้งนี้แตกต่างจากการชุมนุมร่มสีเหลืองค่อนข้างมาก และย้อนกลับไปเมื่อปี 2546 ที่รัฐบาลฮ่องกงในตอนนั้นต้องการผลักดันร่างกฎหมายด้านความมั่นคงด้วย เพราะบริบททางสังคมเปลี่ยนไปมาก การผงาดของจีนแบบก้าวกระโดดในโลกยุคใหม่ที่แม้แต่สหรัฐยังต้องเป็นฝ่ายประนีประนอมในหลายเรื่อง แลมกำลังเผชิญกับภาวะกดดันครั้งหนักหน่วงยิ่งกว่าอดีตผู้ว่าการเกาะฮ่องกงคนใด การเพิกถอนร่างกฎหมายไม่ใช่ทั้งชัยชนะและความพ่ายแพ้ของรัฐบาลหรือฝ่ายต่อต้าน เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญของการประท้วงมานานแล้ว แต่คือการส่งสัญญาณจากผู้มีอำนาจสูงสุด “ตัวจริง” ในเรื่องฮ่องกง ซึ่งตัดสินคืบหน้าได้อีกขั้นแล้วว่า จะจัดการกับสถานการณ์ต่อไปอย่างไร.

.........................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 46