อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2562

สาวใจสู้ปลดหนี้เกือบ10ลบ. 7ปีสำเร็จมีกินขอช่วยคนจน

สัปดาห์นี้เปิดชีวิตหญิงวัย 38 ปี แกร่งทั้งกาย-จิตใจ ช็อกสูญเสียแม่มีหนี้สินหลักล้าน แต่ไม่ยอมแพ้กัดฟันสู้ ทำสารพัดงานยืนด้วยลำแข้งตัวเอง ใช้เวลา 7 ปีปลดหนี้สำเร็จ หันมาทำบุญช่วยเหลือคนยากจน อาทิตย์ที่ 8 กันยายน 2562 เวลา 08.00 น.


ต้องยกให้เป็นหญิงแกร่งผู้ที่ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค เฉกเช่นคำพูดที่เธอบอกไว้ว่า “ถ้าเรากำลังเผชิญปัญหา เราต้องอยู่กับตัวเองให้มากที่สุด แล้วมองคนที่ลำบากกว่าเราว่าทำไมเขาอยู่ได้ ทำไมเขาถึงสู้ สิ่งนี้แหละจะทำให้เราผ่านพ้นทุกสิ่งด้วยกำลังใจที่ดีของเรา” คุณอีฟ หรือ “นันท์นภัส รุ่งหิรัญทรัพย์” อายุ 38 ปี เจ้าของรางวัลสุวรรณกาย สาขาบุคคลต้นแบบดีเด่น และบุคคลตัวอย่าง เจ้าของรางวัล “คนดีของสังคม” สาขานักพัฒนาบริหารธุรกิจแบบอย่างดีเด่น
 
เรื่องราวและแง่คิดในชีวิตของเธอผู้นี้ อาจจะไม่ใช่คนที่สมบูรณ์ที่สุด แต่เธอยินดีที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตทั้งหมดที่ผ่านมา หากวิธีการแก้ปัญหาในชีวิตของเธอจะสามารถเป็นกำลังใจและแรงผลักดันให้กับอีกหลายคนได้


 
คุณอีฟ เล่าให้ฟังว่า ชีวิตวัยเด็กพ่อแม่แยกทางกัน ตั้งแต่ตนเองอายุได้ 3-4 เดือน แม่ต้องกลายเป็น “ซิงเกิ้ลมัม” ทำหน้าที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างเต็มความสามารถ โดยทำงานรับราชการในกรมกำลังพลทหารอากาศ สิ่งนี้เองทำให้ตนในวัยเด็กรู้จักพึ่งพาตัวเองตั้งแต่ชั้นอนุบาล ไม่ว่าจะตื่นนอน อาบน้ำ และแต่งตัวทำด้วยตัวเองทั้งสิ้น
 
เธอจำความได้ว่า อดีตบ้านพักอยู่ละแวกใกล้เคียงกับธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทุกเช้าเธอจะเดินทางไปโรงเรียนด้วยตัวเองเป็นประจำ แต่สิ่งที่ต่างออกไปนั้น เธอมักจะย้ายที่เรียนอยู่บ่อยครั้ง “ชั้นประถมฯ หนูย้าย 3 โรงเรียน มัธยมอีก 2 โรงเรียน” เหตุผลก็คือต้องย้ายตามลักษณะงานของแม่ จนเธออายุได้ 15 ปี ก็ยังต้องย้ายที่เรียนไปที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และเกือบจะเรียนไม่จบ เพราะย้ายไปมาระหว่างเทอม
 
เมื่อโตขึ้นเธอตัดสินใจขอแม่เรียนสายช่าง แต่แม่ของเธอขอให้เข้าเรียนโรงเรียนการเรือน จึงย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตโชติเวช เธอจึงทำตามความคาดหวังของแม่ โดยเรียนออกแบบเครื่องแต่งกาย ซึ่งขณะนั้นรายจ่ายก็มากขึ้น แม่ของเธอมีเงินไม่พอ จึงต้องตัดสินใจกู้ยืมเงิน กยศ.


 
วันหนึ่งเธอสังเกตเห็นแม่ไม่สบาย มักมีอาการปวดท้องบ่อยครั้ง ซึ่งเธอจำได้ว่าวันที่เข้าเรียนชั้นปีที่ 1 แม่ป่วยหนักมาก แต่ก็ทนอาการปวดท้องเรื่อยมา เมื่อไปตรวจสิ่งที่พบคือ “แม่เป็นมะเร็งปากมดลูกค่ะ” ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นเป็นระยะที่ 3 เธอช็อกแต่พยายามตั้งสติบอกแม่ “แม่จ๋าหนูไม่เรียนต่อแล้วนะ หนูจะเลิกเรียน” แพทย์ย้ำว่า แม่ของเธอจะอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน เธอจึงรีบติดต่อมหาวิทยาลัย เพื่อเทียบวุฒิการศึกษา ขอจบเพียงระดับ ปวส. ลาออกไปดูแลแม่ ขณะที่มะเร็งได้ลุกลามไประยะที่ 4 แล้ว เช่นเดียวกับระยะเวลาที่เธอจะได้อยู่กับแม่ก็ลดน้อยลงจาก 6 เดือนเหลือเพียง 3 เดือนเท่านั้น
 
ปฏิเสธได้ยากว่า “ความตาย” ไม่ได้รออยู่ตรงหน้าแม่ของเธอ คุณอีฟยอมรับว่าคิดไม่ออกจะทำอย่างไร ตัดสินใจปรึกษาแฟนหนุ่มที่ห่างอายุห่างกัน 16 ปี คุณเชื่อหรือไม่ว่าเธอตัดสินใจแบบนี้ “หนูคิดว่าหนูจะทำยังไงดี ก็เลยตัดสินใจตั้งท้อง” ปาฏิหาริย์กลายเป็นจริง “หลานชาย” ที่อยู่ในท้อง ทำให้แม่ของเธอฟื้นตัวจากการรักษา สามารถอยู่กับเธอได้อีก 2 ปี


 
ด้วยเหตุนี้เธอจึงรับรู้เหตุผลที่แม่ไม่มีเงินส่งเธอเรียน เนื่องจากต้องนำมาใช้จ่ายเป็นค่ารักษาตัวให้คีโมครั้งละ 7 หมื่นบาท เดือนละ 2 ครั้ง แต่ 1 ปีให้หลังกลายเป็นต้องทำคีโมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จนวันสุดท้ายที่เธอดูแลแม่จวบจนสิ้นลมหายใจ จึงได้รู้อีกว่า แม่ไม่ได้รับข้าราชการ แต่เป็นเพียง “พนักงานข้าราชการ” และแม่ต้องแบกรับภาวะหนี้สินทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายคงค้างที่โรงพยาบาล 4.5 แสนบาท เงินกู้จากกลุ่มเพื่อน ๆ อีก 5 แสนบาท ทาวน์เฮาส์ที่ผ่อนไว้ 7.8 แสนบาท ซึ่งเธอไม่ทราบเลยว่าแม่ผ่อนบ้านหลังนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่และอยู่ที่ไหน รวมทั้งหนี้นอกอีกส่วนหนึ่ง รวมแล้วเป็นเงินต้นราว 3 ล้านบาทที่นับได้ในตอนนั้น
 
แม่หนูเสียวันพฤหัสฯ แต่ศพไม่สามารถนำออกมาได้ หนูไม่มีเงินสักบาท ศพก็นำออกมาไม่ได้ ก็เลยไปที่ทำงานแม่ บากหน้าไปยืมเงินเพื่อน ๆ ของแม่ได้ 4.5 หมื่นบาท แต่ก็ไม่พออีก ก็เลยมีคุณอาท่านหนึ่งใช้ยศค้ำประกัน จึงสามารถนำศพออกมาจัดพิธีเผาได้ก็วันจันทร์” หญิงเจ้าของเรื่องคนนี้ กล่าวให้ฟัง


 
เธอไปที่สนามหลวง หันหน้าเข้าวัดพระแก้ว ประนมมือภาวนาขอให้เรื่องร้าย ๆ ผ่านพ้นไป และนั่งร้องไห้อยู่แบบนั้นครึ่งคืน โชคดีที่เธอไม่มีความคิดอยาก “ฆ่าตัวตาย” เมื่อตั้งสติได้จึงฝากสามีเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด แล้วเธอออกมาเผชิญโลกแห่งความจริง โดยไปอาศัยอยู่กับเพื่อนร่วมกันเปิดร้านขายข้าวแกง นำเงินไปลงทุนขายรถกระบะมือสอง มีเงินหมุนบ้างก็จะทยอยผ่อนหนี้โรงพยาบาล แต่สุดท้ายกลับถูกโกงจนหมดตัว
 
เธอถามตัวเองว่า ท้อแท้และหมดกำลังใจหรือไม่...คำตอบที่ได้ คือ “ฉันต้องสู้” เธอหันไปขายน้ำส้ม กินส่วนต่างขวดละ 3 บาท มีบ้างที่กลับไปช่วยแฟนทำงานรับออกแบบภายใน ขณะที่กลางคืนก็จะรับขาหมูเยอรมันไปขายตามลานกิจกรรมต่าง ๆ วันหนึ่งได้นอน 3-4 ชม. ก็ต้องยอมแลก แต่จู่ ๆ ได้รับการติดต่อจากธนาคาร ให้เข้าไปเซ็นเอกสารยินยอมขายบ้าน ซึ่งมียอดหนี้คงเหลือ 5 แสนบาท จากที่เธอผ่อนในราคา 7.8 แสนบาท ซึ่งถ้าเธอเซ็นก็จะหมายความว่า ธนาคารสามารถขายบ้านได้ สุดท้ายบ้านหลังนั้นก็ไม่ใช่ของเธออีกต่อไป


 
ขณะที่งานรับออกแบบของสามีเธอนั้น ก็เรียกได้คำ...เจ๊งจนหมดตัว เพราะเป็นช่วงที่มีเหตุประท้วงทางการเมือง เผาห้างฯ เผาบ้านเผาเมือง ทำให้งานที่เตรียมไว้หายไปในพริบตา แถมต้องมาเป็นหนี้อีกเกือบ 2 ล้านบาท สภาพจิตใจของเธอกลับมาเป็นทุกข์อีกครั้ง แต่สติที่มีอยู่ทำให้เธอนั่งทบทวนว่าจะเดินต่อไปอย่างไร เธอเลือกไปเรียนนวดหน้าและออกรับจ้างตามบ้านให้กับคุณหญิงคุณนาย ซึ่งเมื่อลูกค้าได้ฟังเรื่องราวของเธอก็เกิดความสงสาร โดยหญิงฐานะดีคนหนึ่งบอกเธอว่า “แต่ก่อนพี่มีกินมีใช้ได้ทุกวันนี้ พี่ก็จนมาก่อนเหมือนกัน เดี๋ยวพี่จะสอนวิธีการวางแผนการเงินให้” เธอเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากเศรษฐีนีอยู่ 8 เดือน และกลับมาคุยกับสามีว่า จะเริ่มต้นใหม่รับทำงานตกแต่งภายในเหมือนเดิม แต่ยังไม่มีทุน
 
ณ วันหนึ่งเธอบังเอิญได้พบกับช่างแต่งหน้าสาวประเภทสองท่านหนึ่ง อ้างว่าเคยแห่งหน้าปรับโหงวเฮ้งให้กับดาราระดับโลกครั้งละ 1 ล้านบาท และทักเธอด้วยคำพูดว่า “ทุกข์มาเยอะนะเรา โคตรทุกข์เลยใช่ไหม” เธอตกใจเล็กน้อยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน แต่พูดถึงแม่ของเธอที่เสียชีวิตได้อย่างถูกต้อง เธอจึงได้วิชาแต่งหน้าปรับโหงวเฮ้งติดตัวมา แต่ไม่แน่ใจว่าจะใช้ได้ผลอย่างไร เธอจึงเข้าไปคุยกับผู้ใหญ่ที่ว่าจ้าง ขอเบิกเงินเพื่อมาซื้อวัสดุตกแต่งก่อนลงมือทำ ปรากฏว่าลูกค้าเข้าใจและให้เบิกเงินก่อนลงมือทำงานได้ สร้างความประหลาดใจให้กับเธอเป็นอย่างมาก


 
จนหนี้ในแต่ส่วนเริ่มลดและหมดลงไปทีละก้อน เธอจึงคิดว่าอยากทำบุญเดือนละ 1 ครั้ง และได้รู้จักกับ หนุ่มพนักงานข้าราชการใจกุศล “ปรเมศร์ มีสมภพ” หรือ “เมศ” เจ้าหน้าที่ธุรการ สำนักงานปลัดบัญชีทหารอากาศ ที่มักลงพื้นที่ช่วยเหลือคนยากจน จึงฝากเงินทำบุญทุกเดือน และถือเป็นการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แม่ด้วย รวมไปถึงทำบุญสร้างโรงครัวให้วัดศรีโขง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ รวม 5 แสนบาท อีกทั้งทำบุญบูรณะพระธาตุ เลี้ยงอาหารกลางวันเด็กพื้นที่ห่างไกล และถวายถวายภัตตาหารเพลแด่เณรในวัดพื้นที่ห่างไกล
 
“หนูอยากทำบุญกับคนที่ยังช่วยเหลือตัวเองได้ แต่คนก็จะสงสัยว่า ทำไมหนูไม่ช่วยเหลือคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้” เธอให้เหตุผลว่าคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มักจะมีการเปิดรับบริจาคอยู่แล้ว เหมือนกับเด็กที่เรียนดีแต่อยากจน เขายังมีโอกาส แต่เด็กที่เรียนไม่เก่งและฐานะขัดสน เขาไร้โอกาส เพราะต้องมาทำงานเพื่อครอบครัว เธอจึงอยากให้โอกาสและช่วยคนกลุ่มนี้ เพื่อที่วันหน้าเขาจะเก่งและแข็งแรงขึ้น เหมือนกับเธอในตอนนั้นที่ชีวิตมืดและปิดตายทุกทาง เธอขอแค่โอกาสที่จะได้ใช้หนี้ ไม่ใช่โอกาสที่จะหนี้จากปัญหา และไม่หนี้ปัญหาโดยการฆ่าตัวตาย





“หนูไม่หนีให้ใครมาด่าหรือดูถูกแม่ ถ้าเราเป็นคนเห็นแก่ตัวหนูก็หนีได้ แต่หนูไม่ทำ แม่ไม่ได้สอนแบบนั้น และแม่ก็คงนอนตายตาไม่หลับ ถ้าหนูคิดจะโกงคนอื่น” ดังนั้นโอกาสที่วิ่งไขว่คว้ามาได้นี้ เธอจึงไม่ยอมปล่อยเสียให้จางหายไป แต่จะลงมือทำให้โอกาสกลายเป็นความสำเร็จ มันทำให้เธอรู้ว่า อยากส่งต่อและมอบโอกาสให้กับผู้อื่น ตลอดระยะเวลาทั้ง 7 ปีที่เธอต้องดิ้นรนหาเงินต้นและดอกเบี้ยจ่ายเจ้าหนี้เกือบ 10 ล้านบาทได้ เธอได้รับโอกาสมากมาย จึงอยากจะตอบแทนสังคมเลือกช่วยคนยากจน  
 
ชีวิตจากหญิงสาวอายุ 24 ปีที่สูญเสียแม่ มีหนี้สินเป็นล้านแต่ไม่ยอมแพ้กัดฟันสู้ จนปัจจุบันอายุ 38 ปี ยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้ แล้วหันมาช่วยเหลือคนทุกข์ยากลำบาก แม้จะมีคนเคยพูดดูถูกว่า...พ่อก็ไม่มี แม่ก็ตาย อนาคตชีวิตจะเหลืออะไร...เธอพิสูจน์แล้ว...เธอยังเหลือตัวเองที่ต้องสู้ต่อไปเพื่อครอบครัวที่ประกอบไปด้วยลูกชายทั้งหมด 3 คน และสามีวัย 53 ปี ภายในระยะ 2 ปีหลังจากใช้หนี้สินหมด ตัดสินใจซื้อบ้านเป็นของตัวเองที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งแฟนของเธอก็ให้กำลังใจบอกว่า “ชีวิตคู่การเดินคนเดียวมันไม่ได้ ต้องไปพร้อมกัน”
...............................................
คอลัมน์ : นิยายชีวิตอาทิตย์สไตล์
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”

คลิกติดตามอ่านคอลัมน์นิยายได้ทั้งหมดที่นี่ 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    96%
  • ไม่เห็นด้วย
    4%

บอกต่อ : 308