อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 20 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 20 กันยายน 2562

ความสัมพันธ์อินเดีย-รัสเซีย

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซียได้มีโอกาสต้อนรับการมาเยือนของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี แห่งอินเดียเพื่อหารือเรื่องการส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศ พุธที่ 11 กันยายน 2562 เวลา 07.30 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซียได้มีโอกาสต้อนรับการมาเยือนของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี แห่งอินเดียเพื่อหารือเรื่องการส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศโดยให้ความสำคัญกับเรื่องพลังงานและข้อตกลงซื้อขายอาวุธเป็นสำคัญ

นั่นเป็นการเจรจานอกรอบของการประชุมเศรษฐกิจตะวันออกที่เมืองวลาดิวอสตอคของรัสเซีย ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมมาตั้งแต่ปี 2558 เพื่อส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนกับประเทศภาคีในภูมิภาคเอเชียท่ามกลางกระแสคว่ำบาตรของชาติตะวันตกที่มีต่อรัสเซียมาตั้งแต่ปี 2557 อันเนื่องมาจากการผนวกดินแดนไครเมีย

อเล็กซ์ คูปริยานอฟ นักวิเคราะห์ของสถาบันเศรษฐกิจโลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บอกว่าในด้านการเมืองแล้วไม่ได้มีข้อขัดแย้งหรือความเห็นต่างอะไรระหว่างรัสเซียกับอินเดียดังนั้นการหารือระหว่างสองชาติหุ้นส่วนยุทธศาสตร์จึงมุ่งไปที่เรื่องเศรษฐกิจ โดยรัสเซียหาทางที่จะนำนักลงทุนจากที่อื่นนอกเหนือจากจีนให้มาลงทุนในรัสเซียฝั่งแปซิฟิก

รัสเซียกับอินเดียยังเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเศรษฐกิจบริคส์ (BRICS) กลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีนและแอฟริกาใต้ ซึ่งยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศประจำทำเนียบประธานา ธิบดีรัสเซีย บอกว่า ประเด็นการเพิ่มการลง ทุนระหว่างกันและความร่วมมือด้านพลังงานคือหัวข้อของการหารือ ทั้งนี้ มูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียกับอินเดียเมื่อปี 2561 อยู่ที่ประมาณ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

รัสเซียกับอินเดียยังมองหาโอกาสในการสำรวจสารไฮโดรคาร์บอนบริเวณส่วนของทวีปที่จมอยู่ในทะเลที่ค่อนข้างตื้นของขั้วโลกเหนือและภูมิภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย ซึ่งจะเป็นการสำรวจร่วมกัน

ในส่วนของการทำข้อตกลงด้านอาวุธนั้น อินเดียคือลูกค้าสำคัญของรัสเซีย โดยในปี 2558 ทั้งสองชาติได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกันมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสร้างเฮลิคอปเตอร์ทหาร คามอฟ เคเอ-226 อันเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดริเริ่ม “เมด อิน อินเดีย” เพื่อส่งเสริมให้บริษัทต่างชาติเข้ามาร่วมผลิต แต่การทำข้อตกลงก็ถูกตีตกไปหลายครั้ง

นอกจากนั้นแล้วอินเดียยังหาทางที่จะผลิตอาวุธในประเทศของตัวเองให้ได้มากขึ้น และเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ก็ได้ทำโครงการร่วมกันอีกกับรัสเซียเพื่อผลิตอาวุธปืนไรเฟิล เอเค-203

เมื่อเป็นเช่นนั้นรอสเทคบรรษัทที่ดูแลเฮลิคอปเตอร์คามอฟแสดงความหวังว่าโครงการผลิตเฮลิคอปเตอร์จะกลับมาเริ่มเดินหน้าได้อีกครั้งจากผลการประชุมหารือของผู้นำสองชาติ โดยวิคเตอร์ คลาดอฟ ผู้อำนวยการความร่วมมือระหว่างประเทศของรอสเทคบอกว่า จะต้องผลักดันเรื่องนี้ให้ได้ การเจรจาด้านเทคนิคและการตลาดเสร็จเรียบร้อย ไปแล้ว เงื่อนไขการชำระเงินที่เกิดจากมาตร การคว่ำบาตรของสหรัฐก็ไม่ได้เป็นปัญหาอีกต่อไป เพราะทั้งสองประเทศตกลงที่จะใช้เงินสกุลอื่น

เงื่อนไขนั้นก็คือกฎหมายต่อต้านปรปักษ์ของสหรัฐผ่านมาตรการคว่ำบาตร CAATSA (Countering America’s Adversaries Through Sanctions Act) ซึ่งสหรัฐใช้เล่นงานประเทศที่ซื้อขายอาวุธแล้วไม่มั่นคงต่อผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐ ประกอบกับธนาคารกลางสหรัฐเป็นผู้ควบคุมดูแลเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อมีการทำข้อตกลงซื้อขายอาวุธ โดยใช้เงินสกุลอื่น ก็ไม่อาจเข้าข่ายเงื่อนไขที่โดนลงโทษตามมาตรการคว่ำบาตรได้ ซึ่งตรงนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับไทยหากเลือกใช้เงินสกุลอื่น แต่สำหรับชาติในอาเซียนแล้ว แม้เราจะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแต่ก็ยังไม่มีแนวคิดที่จะใช้เงินสกุลเดียวกันเหมือนกับเงินยูโรของประชาคมยุโรป ตรงนี้ก็น่าจะรับไว้พิจารณาได้

เมื่อปีที่แล้ว อินเดียซื้อระบบป้องกันทางอากาศ เอส-400 จากรัสเซียมูลค่ากว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำหนดส่งมอบในปี 2566 แม้จะเสี่ยงถูกคว่ำบาตรก็ตาม.

----------------------------------
เลนซ์ซูม.


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 26