อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562

1พันเที่ยวเมืองรอง 'ชิมช้อปใช้'ฟุ่มเฟือยไร้มนต์ขลัง

สัปดาห์นี้สะท้อนมาตรการ “ชิมช้อปใช้” ตัวอย่างของนโยบายที่ออกมาไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ไม่สามารถใช้ได้ในทางปฏิบัติ “ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย” พฤหัสบดีที่ 12 กันยายน 2562 เวลา 08.00 น.


มาตรการ “ชิมช้อปใช้” รัฐบาลที่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานรากทำท่าจะไปไม่รอดเสียแล้ว หลังจากที่กรมบัญชีกลางได้ออกมาแถลงถึงการรับสมัครร้านค้า ร้านอาหาร และที่พัก เพื่อร่วมโครงการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ เพื่อรับชำระเงินจากมาตรการให้เงินเที่ยวฟรี 1,000 บาทต่อคนนั้น แต่หลังจากเปิดรับสมัครในวันที่ 28 ส.ค. 2562 พบว่า มีผู้มาสมัครร่วมโครงการเฉลี่ยวันละ 500-600 ราย รวมแล้วเพียง 2,300 ร้านค้าเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ว่าจะมีผู้สมัครถึง 50,000 ร้านค้า

ทำให้กรมบัญชีกลางได้ปรับเป้าลงมา โดยคาดว่าจะมีร้านค้าร่วมสมัครโครงการนี้ประมาณ 10,000 ร้านค้า ซึ่งเมื่อรวมกับร้านค้าธงฟ้าประชารัฐและร้านค้าทั่วไปที่ติดตั้งแอพพลิเคชั่นถุงเงิน รวมแล้วจะมีร้านค้าในโครงการ 90,000 ร้านค้า ซึ่งเพียงพอสำหรับให้บริการผู้ที่เข้าร่วมโครงการชิมช้อปใช้ จำนวน 10 ล้านคน ที่จะลงทะเบียนใช้สิทธิในวันที่ 23 ก.ย.-15 พ.ย. 62 แน่นอน



นอกจากนี้เพื่อให้ร้านค้าเข้าร่วมโครงการมากขึ้น ทางกรมบัญชีกลางจึงได้ปรับลดเงื่อนไขที่ยุ่งยาก เพื่อให้ร้านค้าร่วมโครงการได้ง่ายขึ้น เช่น จากเดิมที่การลงทะเบียนจะต้องมีใบรับรองการจดทะเบียนการค้าของกระทรวงพาณิชย์ ปัจจุบันไม่มีก็ได้ และถ้าหากถึงวันที่ 20 ก.ย.นี้เป็นวันสุดท้ายยังมีร้านค้าร่วมโครงการน้อยกว่าเป้าที่ตั้งไว้ อาจพิจารณาขยายเวลารับสมัครออกไป ที่สำคัญร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง เพราะโครงการนี้มีเวลาแค่ 2 เดือน

ในฟากของประชาชนเท่าที่สดับรับฟังเสียงดู ไม่ค่อยมีใครสนใจเพราะทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ายุ่งยากเสียเวลา มีเงื่อนไขเยอะต้องลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชั่น รัฐจึงจะเติมเงินให้คนละ 1,000 บาท เพื่อนำไปใช้จ่ายกับร้านค้าที่มีการลงทะเบียนคิวอาร์โค้ดไว้

แต่ที่จะทำให้โครงการนี้ไปไม่รอดล้มเหลว คือ วิธีการนำเงินไปถึงมือผู้บริโภคได้อย่างไร ตรงนี้ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมาย อย่างการสมัครผ่านแอพฯ มีการพัฒนาแล้วหรือยัง มีความพร้อมแค่ไหน ผู้บริโภคมีความพร้อมจะเข้าถึงนั้นมีวงกว้างแค่ไหน และการโอนเงินหรือการตรวจสอบว่า ใครจะเป็นผู้ที่มีสิทธิอย่างแท้จริง มีตัวตนจริงหรือไม่ การโอนเข้ามาโดยระบบกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมแล้วหรือยัง การแจกเงินโดยการใช้ QR Code ลงทะเบียน ก็จะมีปัญหา ป้าๆ ลุงๆ ทั้งหลายส่วนใหญ่ใช้ยังใช้ไม่เป็น การกระจายรายได้ก็ไปไม่ถึงอยู่ดีตรงนี้เป็นปัญหาใหญ่



แต่เท่าที่ดูรัฐบาลอาจไม่สนใจเรื่องวิธีการว่าจะได้ผลหรือไม่ จะรั่วไหลไปทางไหน จะมองแต่ภาพรวมขอให้ใส่เงินตามเป้าที่วางไว้ก็พอ การออกนโยบายอย่างเร่งด่วนสะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจตอนนี้กำลังมีปัญหา จึงต้องเร่งกระตุ้นผ่านการท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด แต่ในความเป็นจริงงานนี้เม็ดเงินแค่ 15,000 ล้านบาทเฉลี่ยไป 55 จังหวัดอาจจะไม่ได้มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าไหร่นัก แม้เม็ดเงินที่ใส่ลงไปจะถึงชุมชน แต่ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับท่องเที่ยวในชุมชนจริงๆ ก็เป็นคนแค่ 10% ของชุมชนเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ชาวบ้านอีก 90% ที่เหลือจะไม่ได้ประโยชน์

ที่ผ่านมารัฐบาลที่แล้วก็ทุ่มเม็ดเงินผ่านโครงการท่องเที่ยวชุมชนต่างๆ มากมาย แต่ก็ไม่เห็นว่าเศรษฐกิจในชุมชนดีขึ้นแต่อย่างใด นโยบายดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงนโยบายรัฐบาลที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย เอาเรื่องการสร้างความเป็นธรรม มาปะปนจนมั่วไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ มักจะทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก อย่างกรณีนี้ต้องทำแอพฯ ใหม่ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ใหม่ โครงการ ชิมช้อปใช้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เนื่องจากใส่ความซับซ้อน จนมากเกินไป จนกระทั่งจำนวนร้านค้า ที่เดิมหวังว่าจะเข้าร่วมโครงการ 50,000 แต่ขณะนี้มีร้านมาเข้าร่วมแค่ 2,300 ร้านเท่านั้น

ปรากฏการณ์จากมาตรการชิมช้อปใช้ น่าจะเป็นตัวอย่างของนโยบายที่ออกมาไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ไม่สามารถใช้ได้ในทางปฏิบัติ เป็นนโยบายฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยทั้งที่ประเทศต้องการเก็บกระสุนเอาไว้ยิงในยามจำเป็นจริงๆ
..................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน” 
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Pixabay

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    91%
  • ไม่เห็นด้วย
    9%

บอกต่อ : 102