อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2562

เหยื่อความโลเลของทรัมป์ เมื่อโบลตัน"ไม่ใช่"ก็ต้องไป

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ก็ปลดนายจอห์น โบลตัน ออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ ยุติกระแสข่าวที่มีมาได้ระยะหนึ่งแล้วว่าทั้งคู่มีความคิดเห็นไม่ลงรอยกันในหลายเรื่อง อาทิตย์ที่ 15 กันยายน 2562 เวลา 09.00 น.

     
ในที่สุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ก็ปลดนายจอห์น โบลตัน ออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ ยุติกระแสข่าวที่มีมาได้ระยะหนึ่งแล้วว่าทั้งคู่มีความคิดเห็นไม่ลงรอยกันในหลายเรื่อง แต่การไล่โบลตันออกจากตำแหน่ง “แบบสายฟ้าแลบ” หลังทำหน้าที่มาได้ประมาณ 1 ปีครึ่ง อาจยิ่งเป็นการเผยรอยร้าวในความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างทรัมป์กับที่ปรึกษาอาวุโสสายเหยี่ยว ซึ่งมีจุดยืนเรื่องอิหร่านและเกาหลีเหนือ “ไม่เคยเปลี่ยนแปลง” ตั้งแต่ทำงานให้กับรัฐบาลวอชิงตันสมัยอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และการแบ่งพรรคแบ่งพวกในสายงานต่างประเทศของทำเนียบขาวระหว่างโบลตันกับนายไมค์ ปอมเปโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ

แม้โบลตันจะพ้นจากตำแหน่ง แต่การต่อต้านโลกาภิวัตน์และความสัมพันธ์แบบพหุภาคีของสหรัฐจะยังคงดำเนินต่อไป เพราะทั้งสองประการนี้คือพื้นฐานด้านนโยบายต่างประเทศ “ในโลกของทรัมป์” ก็ว่าได้ อย่างไรก็ตาม อาจต้องมีการปรับสมดุลใหม่ในนโยบายต่างประเทศหลายด้าน ขึ้นอยู่กับว่าทรัมป์จะเลือกใครเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นคนที่ 4 แล้ว ทั้งที่รัฐบาลทรัมป์บริหารประเทศได้เพียงครึ่งทางหรือ 2 ปีกว่าเท่านั้น
      
การพ้นจากตำแหน่งอย่างฉับพลันของโบลตันเกิดขึ้นเพียง 72 ชั่วโมง หลังทรัมป์ประกาศยกเลิกการพบหารือกับสมาชิกระดับแกนนำของกลุ่มตาลีบัน ที่แคมป์เดวิด ในรัฐแมริแลนด์ ซึ่งตามกำหนดต้องเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.ย. ที่ผ่านมา ทรัมป์ให้เหตุผลของการยกเลิกว่าเกี่ยวกับการที่กลุ่มตาลีบันก่อเหตุระเบิดในกรุงคาบูลเมื่อไม่กี่วันก่อนถึงกำหนดการ และมีทหารอเมริกันรวมอยู่ในจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย ด้วย แน่นอนทุกชีวิตบนโลกมีค่า ทว่าการที่ทรัมป์ยกการเสียชีวิตของทหารอเมริกันมาอ้างอาจเป็นเหตุผลที่แท้จริง หรือเพื่อรักษาหน้าของตัวเอง จากการที่มีรายงานว่าโบลตันคัดค้านการให้กลุ่มตาลีบันมาเหยียบจมูกสหรัฐถึงถิ่น ในช่วงสัปดาห์ที่กำลังจะถึงพิธีครบรอบ 18 ปี เหตุวินาศกรรม 9/11 หรือกลุ่มตาลีบันอาจเปลี่ยนใจไม่อยากมาเอง หรือเป็นความขัดแย้งที่ซับซ้อนกว่านั้นก็ยากที่คนภายนอกจะคาดเดา


    
โบลตัน วัย 70 ปี ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) ในช่วงต้นของสงครามอัฟกานิสถาน ที่เป็นการสู้รบระหว่างกองทัพสหรัฐกับกลุ่มตาลีบันเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ยิ่งสู้รบไปนานเท่าไหร่ กลุ่มตาลีบันกลับยึดครองพื้นที่ได้มากขึ้นเท่านั้น แนวคิดการใช้วิธีเจรจาตามหลักการทูตแทนการห้ำหั่นกันด้วยอาวุธจึงเกิดขึ้น แต่สายเหยี่ยวอย่างโบลตันไม่มีทางยอมรับการหารือทางการทูตแทนการทหารแน่นอน ต่อให้ตัวเองเป็นนักการทูตก็ตาม จึงไม่น่าแปลกใจที่โบลตันจะคัดค้านการที่ผู้นำสหรัฐต้องการลดจำนวนทหารมากกว่า 5,000 นายภายในสิ้นปีนี้ แลกกับ “สันติภาพ” กับกลุ่มตาลีบัน ที่ไม่รู้ว่าต่างฝ่ายจะต่างไว้วางใจกันได้มากแค่ไหน นอกจากนี้ หากการเจรจาที่แคมป์เดวิดเกิดขึ้น และมีการถอนทหารเกิดขึ้นจริง หรือการหารือคู่ขนานซึ่งเกิดมาแล้วมากกว่า 10 รอบที่กาตาร์ โดยผู้แทนเจรจาการทูตของสหรัฐด้านอัฟกานิสถาน แต่การที่ในภาพรวมสหรัฐกลับยังไม่แสดงแผนการได้อย่างเปิดเผยว่าจะคุ้มครองการเลือกตั้งอัฟกานิสถานที่กำลังจะเกิดขึ้นปลายเดือนนี้ และรัฐบาลอัฟกานิสถานในอนาคตได้อย่างไร ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าจะยังเป็นรัฐบาลที่ขาดเอกภาพและเสถียรภาพโดยเฉพาะด้านความมั่นคงดังเช่นในอดีต การที่ทรัมป์ซึ่งคิดแต่จะ “สร้างตำนาน” ให้กับตัวเอง ด้วยการจับมือกับศัตรู แต่กลับไม่มีแผนการชัดเจนรับรองฝ่ายที่ต้องถือเป็น “พันธมิตร” จึงเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้
      
ขณะเดียวกัน ชัดเจนว่าท่าทีของสหรัฐต่ออิหร่านแข็งกร้าวมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในยุคของโบลตัน ทรัมป์นำสหรัฐถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านเมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว ซึ่งในทางหนึ่งถือว่าเข้าทางโบลตัน เพราะหลังจากนั้นรัฐบาลวอชิงตันเดินหน้ามาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งปอมเปโอที่ภาพออกมาดูเหมือนจะร่วมงานกันไม่ค่อยเข้าขา แต่งตั้งนายไบรอัน ฮุก ซึ่งจุดยืนค่อนข้างสายเหยี่ยวเรื่องอิหร่าน ให้ทำหน้าที่ผู้แทนด้านนโยบายของสหรัฐเรื่องอิหร่าน เพิ่มบรรยากาศตึงเครียดให้กับสถานการณ์ในอ่าวเปอร์เซียจนเกือบปะทุกลายเป็นสงครามใหญ่ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน
        
แต่อย่าลืมว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านเป็นเพียงไม่กี่เรื่องที่ยุโรป “ไม่ยอมทำตามคำสั่ง” ของรัฐบาลวอชิงตัน เช่นเดียวกับสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในขณะที่ยุโรปโดยเฉพาะฝรั่งเศสโน้มน้าวหลายครั้งให้ทรัมป์หารือแบบพบหน้ากับประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี ผู้นำอิหร่าน แม้อีกฝ่ายยังคงยืนกรานว่าให้ตายยังไงก็ไม่ขอเจอกับทรัมป์แบบตัวต่อตัวเด็ดขาด แต่การที่ทรัมป์เปลี่ยนจุดยืนทีละน้อยว่า หากเขาได้มีโอกาสพูดคุยกับโรฮานีแบบตัวต่อตัวจริง “สถานการณ์อาจดีขึ้นก็ได้” สวนทางกับความต้องการของโบลตัน ที่นายโมฮัมหมัด จาวาด ซารีฟ รมว.การต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่ามีหน้าที่เพียง “เป่าหู” ให้ทรัมป์พยายามประกาศสงครามกับอิหร่านให้ได้เท่านั้น
     
หากท้ายที่สุดสหรัฐเลือกเปลี่ยนท่าทีต่ออิหร่านจริง จะเป็นรูปแบบเดียวกับ “เกาหลีเหนือโมเดล” ที่เกาหลีใต้คอยเกลี้ยกล่อมทั้งทรัมป์และนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ จนเกิดการพบกันครั้งประวัติศาสตร์ที่สิงคโปร์ ครั้งที่ 2 ที่กรุงฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม และครั้งที่ 3 ซึ่งเกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน ที่เขตปลอดทหารฝั่งเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ผลการพบกันทั้งสามครั้งไม่ว่าจะร่ายยาวออกมาเป็นข้อตกลงกี่ข้อ ต้องมีประเด็นการปลดนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือรวมอยู่ด้วยทุกครั้ง แต่ค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้วว่ามุมมองการ “ปลดนิวเคลียร์” ของทั้งสองฝ่ายเป็นเส้นขนาน คือมองกันคนละมุม และการเจรจาชะงักตั้งแต่ฮานอยซัมมิต หลังจากนั้นเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธบ่อยครั้งขึ้น และถี่ขึ้นตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา โบลตันบอกว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) แต่ทรัมป์มองตรงกันข้าม
     
สิ่งที่น่าจะถือเป็น “ความผิดพลาดมหันต์” ที่สุดของโบลตัน คือการจัดการเรื่องเวเนซุเอลา ที่นโยบายเริ่มต้นด้วยความดุดัน เมื่อสหรัฐประกาศตั้ง “ผู้นำคู่ขนาน” กับประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร คือนายฮวน กวยโด แต่ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าไหร่ ดูเหมือนสถานการณ์ในเวเนซุเอลายิ่งเสียศูนย์มากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ การที่มุมมองของโบลตันต่อรัสเซียยัง “เหมือนเดิม” ไม่ต่างจากการมองสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็น ยิ่งเป็นไปคนละทางกับทรัมป์ที่ “มีความชื่นชอบ” ต่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เป็นการส่วนตัว
 
ไม่ว่าใครจะมารับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติต่อจากโบลตัน นอกจากบุคคลนั้นต้องเผชิญกับภาวะเดียวกับบรรดาประเทศที่เป็นปรปักษ์ของสหรัฐ นั่นคือการต้องปรับตัวเองให้ตามทันนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลวอชิงตันที่ตอนนี้แปรปรวนและเปลี่ยนได้ทุกนาที ตามแล้วแต่ท่านประธานาธิบดีจะตัดสินใจ.
.................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%