อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 6 ธันวาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 6 ธันวาคม 2562

ขอสัญญาเป็นคนใหม่ ไม่สืบทอดเจตนารมณ์ล้าสมัย

สัปดาห์นี้ไปดูเรื่องราวหนุ่มเมาแอ๋เข้าลิฟต์เจอหญิงสาว นึกเข้าข้างตัวเองเขาให้ท่า ปลุกปล้ำหวังข่มขืน เคราะห์ดีคนช่วยรอด พุธที่ 18 กันยายน 2562 เวลา 14.00 น.


สายตรวจรับแจ้งเหตุคนร้ายจะข่มขืนหญิงสาวภายในลิฟต์ของอพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่ง เมื่อได้ยินวอดังนั้น สายตรวจก็แล่นจยย.ขี่ไปทันที

ขณะที่สื่อมวลชนก็ได้ยินวอเหมือนกันก็ขยับตัวไปกัน แต่การจราจรในกรุงเทพพระมหานครมันแล่นไม่ไหวเท่าใดนัก

ดังนั้นจึงไปไม่ทันจุดเกิดเหตุ มาทันตอนผู้ต้องหามาที่โรงพัก ในสภาพสะบักสะบอม หน้ามีรอยโดนข่วน เลือดซิบๆ มีบาดแผลคงจะโดนบาทาไปไม่น้อย โดนตำรวจใส่กุญแจมือไขว่หลัง สภาพเหมือนคนยังไม่สร่างเมา

สื่อมวลชนไปทำข่าว ถ่ายรูปผู้ต้องหากันยกใหญ่ ทีแรกจะเรียกผู้เสียหายเป็นหญิงสาวมาชี้ผู้ต้องหาจัดฉากถ่ายภาพ แต่ผู้เสียหายไม่ยินยอม จะบ้าหรือไง!!! คนกำลังเสียขวัญ ทำแบบนี้ได้อย่างไร

ไอ้สื่อไม่มีสมองคิด




ดังนั้นจึงมีแต่รูปผู้ต้องหากับตำรวจ และแล้วการสอบถามของนักข่าวก็เริ่มขึ้น ฟังดูคล้ายกับสอบปากคำของตำรวจอย่างไรอย่างนั้น

“เกิดอะไรขึ้น”

“เมา...”

นี่คือคำตอบของผู้ต้องหา กว่าจะคุยกันรู้เรื่องก็ใช้เวลากันพักใหญ่ๆ แต่ก็สรุปมาได้ว่า

หญิงสาวลงจากห้องพักเอาผ้าไปซักในเครื่อง ระหว่างที่จะขึ้นลิฟต์กลับห้อง ก็เจอกับชายหนุ่มสภาพเมาเข้ามาในลิฟต์ด้วย เธอฉีกตัวออกห่างด้วยความไม่ไว้ใจ
ด้านชายหนุ่มก่อนหน้านี้ตั้งวงเมากินเบียร์กับเพื่อนสักคน เพราะไม่ได้ทำงาน เบียร์กินเข้าไปแล้วภาพต่างๆ นานามันเกิดนิมิตประหลาด เรียกว่าเมา พอกินเสร็จ ก็คิดได้ว่ากลับหอมานอนสักตื่นเสียดีกว่า

เมื่อเดินเข้าลิฟต์ก็หายใจเป็นกลิ่นเบียร์ หันสายตาไปด้านข้างเห็นหญิงสาวในลิฟต์

“ผมเห็นเธอลูบหน้าอก ก็คิดว่าให้ท่า”

สื่อมวลชนสักคนอยากหลุดคำหยาบ

“ให้ท่าอะไร ผู้หญิงเขากอดอก” ร้อยเวรตวาด



ด้วยความเมาแบบคนไม่ดี การตั้งวงดื่มเป็นเรื่องปกติของคนในโลก ทำกันมาหลายพันปี นับตั้งแต่คิดค้นพบเครื่องดื่มออกฤทธิ์เมาด้วยแอลกอฮอลล์ได้ มนุษย์นั้นเมากันเป็นประจำ แต่ก็แปลก บางคนเมาแล้วแย่ บางคนเมาแล้วสนุก บางคนเมาแล้วหาเรื่อง บางคนเมาแล้วร้องไห้ บางคนเมาแล้วชวนถกจนอยากมากินด้วยอีก

แต่บางคนเมาแล้วคิดว่าจะทำอะไรก็ได้

สมองไม่มีสติพอจะครุ่นคิดเป็นอื่น นอกจากว่าเห็นหญิงสาวในลิฟต์กอดอก ก็คิดว่าเขาลูบหน้าอกให้ท่า ความเมาแบบนี้ ทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจข้ามเส้นของกฎหมาย และสืบทอดเจตนารมณ์อันล้าสมัยว่า ชายเป็นใหญ่ในสังคมโลกใบนี้ ทั้งๆ ที่โลกหมุนมาไกลพอมากแล้ว

เขาหันไปหาหญิงสาว แล้วเข้ากอด จะหอมแก้ม

หญิงสาวตกใจสุดขีด งานวิจัยจากต่างประเทศหลายชิ้นชี้ว่า เมื่อถูกลวนลามทางเพศ มนุษย์บางคนเลือกสู้กลับด้วยความไม่พอใจ บางคนตกตะลึงกับเหตุตรงนั้น ร่างกายไม่สามารถสั่งการอะไรได้ เหมือนช็อกสมองไม่สั่งงาน จนทำให้ถูกข่มขืน ไม่ต่อต้าน จนมีคนโง่เข้าใจว่าไม่ขัดขืนสมยอมการข่มขืน ทั้งๆ ที่มันเป็นปฏิกิริยาของมนุษย์ ไม่เหมือนกัน



โชคดีที่หญิงสาวเลือกสู้กลับ เพราะหากสมยอมในประเทศที่ดูแลเหยื่อจากการคุกคามทางเพศไม่ดีเท่าที่ควร เธอคงโดนหาว่ายอมนัวเนียไปกับชายหนุ่มเฮงซวยคนนี้

เธอเลือกสู้กลับ เล็บที่ยาวข่วนเข้าหน้า มือทุบใส่ไม่ยั้ง ชายหนุ่มเมาแทบจะยืนไม่ตรงเสียหลัก พอดีที่ลิฟต์เปิด มีพลเมืองดีเป็นชายหญิงแฟนกัน เห็นเหตุการณ์ ทีแรกคิดว่าคู่รักทะเลาะกัน แต่หญิงสาวสู้กลับตะโกนขอความช่วยเหลือว่าจะถูกข่มขืน ชายหญิงพลเมืองดี เลยช่วยกันบาทาสามัคคีจนไอ้หนุ่มขี้เมาร่วงกองหมดสภาพ ก่อนที่เจ้าของหอจะแจ้งตำรวจมาจับ

ข่าวถูกเขียนอย่างเสร็จสิ้นไป สื่อมวลชนมองภาพตรงหน้า ท้อใจ “เอ็งคิดได้ไงว่า เขาให้ท่าเอ็ง เอ็งรู้จักเขาเหรอ ไม่รู้จักกัน เจอหน้ากันครั้งแรก ในลิฟต์แบบนี้ เอ็งไม่คิดเหรอ”

“ผมเมา”



สื่อมวลชนยัวะสุดขีด “ข้าก็เมามาไม่น้อยในชีวิต แต่ไม่เคยเป็นแบบเอ็ง อย่าอ้างความเมาแล้วทำอะไรก็ได้ อย่าอ้างว่าเขายั่ว แล้วจะทำอะไรก็ได้ ศักดิ์ศรีคนเท่ากัน การละเมิดถือเป็นเรื่องที่เลวร้ายสุด”

เขาไม่ได้พูด ไม่มีประโยชน์จะต้องสอนใคร ให้กฎหมายทำหน้าที่ โตๆ กันแล้ว เขาเขียนข่าวแล้วส่งไป ลืมเรื่องราวทั้งหมด จนมาคิดได้ในหลายปีหนหลังว่า หญิงสาวที่เจอการคุกคามแบบนี้ เธอจะตระหนกตกใจขนาดไหน สภาพจิตใจเธอจะเป็นอย่างไร

เธอจะตื่นกลัวทุกครั้งที่เข้าลิฟต์ จะวิตกทุกคราที่เจอผู้ชายหรือไม่ เป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจนักข่าว ณ วันที่การคุกคามทางเพศรุนแรงและถูกเผยโฉมมากยิ่งขึ้น นักข่าวหนุ่มคิดในใจ พอกันทีกับสังคมชายเป็นใหญ่ ค่านิยมการคุกคามทางเพศไม่ว่าจะเพศใด เขาจะไม่สืบทอดเจตนารมณ์อันล้าสมัยนี้ เขาจะเป็นคนใหม่ เขาขอสัญญา และตั้งมั่นว่าจะทำให้ได้ ต่อหัวใจตัวเอง.
......................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย "ณัฐกมล ไชยสุวรรณ" 
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Pixabay

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%