อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2562

ถล่มโรงกลั่นนํ้ามันซาอุฯ ใครได้ ใครเสีย ใคร(น่าจะ)ทำ?

เมื่อเกิดเหตุรุนแรงและความวุ่นวาย ตั้งแต่การชุมนุมประท้วงไปจนถึง “การก่อวินาศกรรม” สร้างความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินในประเทศ สหรัฐมักใช้คำว่าเตรียมใช้มาตรการเพื่อปกป้อง “ผลประโยชน์” ของรัฐบาล ผลประโยชน์ที่ว่านั้น “คืออะไร” อาทิตย์ที่ 22 กันยายน 2562 เวลา 09.00 น.

        
เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุรุนแรงและความวุ่นวาย ตั้งแต่การชุมนุมประท้วงไปจนถึง “การก่อวินาศกรรม” สร้างความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินในประเทศใด สหรัฐมักใช้คำว่าเตรียมใช้มาตรการเพื่อปกป้อง “ผลประโยชน์” ของรัฐบาลวอชิงตันในประเทศแห่งนั้น แล้วผลประโยชน์ที่ว่านั้น “คืออะไร” โดยเฉพาะในตะวันออกกลางหลายคนอาจมองถึงฐานทัพสหรัฐ กองเรือรบที่ลอยลำอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และระบบขีปนาวุธที่ติดตั้งอยู่แทบทุกประเทศในภูมิภาค ตลอดจนสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ของอเมริกาซึ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดในภูมิภาคแห่งนี้คือ “น้ำมัน”
    
เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา เกิดเหตุฝูงอากาศยานไร้คนขับโจมตีโรงกลั่นอับกาอิกและคูรานิส ซึ่งเป็นหนึ่งในนิคมการผลิตน้ำมันดิบขนาดใหญ่ของบริษัทซาอุดีอารามโก รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานรายใหญ่ที่สุดของซาอุดีอาระเบีย โดยสถานที่ตั้งโรงกลั่นน้ำมันทั้งสองแห่งตั้งอยู่ริมชายฝั่งทางตะวันออกของประเทศ ไม่ว่าเป็นฝีมือใครและ “เบื้องหลัง” ของเรื่องนี้คืออะไร แต่มันทำใหซาอุดีอาระเบียเหมือนโดนลากไปตบหน้ากลางสี่แยก เพราะเหตุการณ์นี้บ่งชี้ความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของกองทัพซาอุดีอาระเบีย ในการปกป้องระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศเช่นนี้
        
แม้หลังเกิดเหตุกลุ่มกบฏฮูตีซึ่งมีแนวคิดทางการเมืองฝักใฝ่อิหร่านออกมารับสมอ้างเป็นผู้ลงมือ เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของซาอุดีอาระเบียในเยเมน ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 11,000 คนแล้วตั้งแต่เดือน มี.ค. 2558 แต่ดูท่าทางเรื่องนี้คงยิ่งทำให้ทำเนียบขาวเสียหน้าด้วยมิใช่น้อย หากเป็นการลงมือโดยกบฏฮูตีจริง สหรัฐโต้แย้งทันควันว่าทิศทางการบินและทิ้งระเบิดของฝูงโดรนนั้นไม่ได้มาจากทิศใต้ซึ่งเป็นที่ตั้งของเยเมน แต่มาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นที่ตั้งของอิหร่าน แน่นอนสหรัฐและซาอุดีอาระเบียต้องกล่าวไปในทางเดียวกันว่า อิหร่าน “คือผู้ก่อการร้ายตัวจริง” ในภูมิภาค และการโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการโจมตี “ต่อทั้งโลก” เพราะส่งผลให้ซาอุดีอารามโกต้องระงับสายงานการผลิตที่โรงกลั่นน้ำมันทั้งสองแห่ง ส่งผลต่ออุปสงค์โลก 5% และราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งทะยานสร้างสถิติใหม่ในรอบหลายทศวรรษหลังเกิดเหตุ ก่อนเริ่มกลับมาทรงตัว



        
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2476 บริษัทสแตนดาร์ด ออยล์ แคลิฟอร์เนีย หรือ “โซแคล” (Standard Oil California–SoCal) ซึ่งต่อมาถูกควบรวมกิจการเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทเชฟรอนในปัจจุบัน มองหาแหล่งสำรวจและขุดเจาะน้ำมันดิบในต่างประเทศ ซึ่งซาอุดีอาระเบียอนุมัติข้อเสนอของโซแคลทันที ตัดหน้าบริษัทอิรักปิโตรเลียม อย่างไรก็ตาม โซแคลกลับไม่ประสบความสำเร็จในการสำรวจหาแหล่งน้ำมันดิบในซาอุดีอาระเบีย อีก 3 ปีต่อมา บริษัทน้ำมันเทกซัส “เทกซาโค” จึงเข้ามารับช่วงต่อ และใช้เวลาไม่นานในการค้นพบแหล่งน้ำมันดิบ หลังจากนั้นมีบริษัทของสหรัฐผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาขอสำรวจ “ขุมทรัพย์” ในซาอุดีอาระเบียเรื่อยมา โดยโซแคลและเทกซาโคยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ก่อนที่จะมีพระราชกฤษฎีกาเมื่อปี 2541 โอนกิจการน้ำมันทั้งหมดให้เป็นของรัฐ ภายใต้ชื่อซาอุดีอารามโก บริษัทน้ำมันของรัฐที่รัฐบาลริยาดเป็นผู้ถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียว 100% ปัจจุบันซาอุดีอารามโกมีน้ำมันดิบสำรองอยู่ในคลังประมาณ 260,000 ล้านบาร์เรล เป็นรองเพียงเวเนซุเอลาเท่านั้น นอกจากนี้ซาอุดีอารามโกยังมีก๊าซธรรมชาติสำรองอยู่อีกมหาศาล
       
 อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า เหตุการณ์โจมตีโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดีอารามโกครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงการเตรียมการโค้งสุดท้ายของซาอุดีอารามโก ในการเตรียมเสนอขายหุ้นใหม่ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งในทางทฤษฎีถือเป็นก้าวแรกของการถอยห่างออกจากร่มเงาของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ซึ่งก็คือราชวงศ์ซาอุด แต่ในอีกด้านหนึ่งแผนการขายไอพีโอของซาอุดีอารามโกเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปและบูรณาการเศรษฐกิจของมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน “ผู้ปกครองโดยพฤตินัย” ของซาอุดีอาระเบีย และทรงมีท่าทีแข็งกร้าวต่ออิหร่านมากกว่ารัฐบาลซาอุดีอาระเบียในสมัยก่อนมาก เพราะพระองค์ทรงดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหมซาอุดีอาระเบียด้วย
        
“หลักฐานเชิงประจักษ์” ที่เกิดขึ้นกับโรงกลั่นน้ำมันอับกาอิกและคูรานิสของซาอุดีอารามโกที่มีอยู่ในตอนนี้ เป็นเพียงชุดภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงความเสียหายภายในนิคมเท่านั้น มิหนำซ้ำหลังเกิดเหตุ นายไมค์ ปอมเปโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ ชี้นิ้วไปที่อิหร่านทันทีว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้ ชุดภาพถ่ายความเสียหายของโรงกลั่นที่เผยแพร่ออกมาทั้งหมดนั้น หากวิเคราะห์อย่างละเอียดอีกครั้งพบว่าทิศทางของกระสุนมาจากทางตะวันตก ไม่ได้มาจากทางตะวันออกซึ่งเป็นที่ตั้งของอิหร่าน หรือแม้แต่อิรัก ต่อให้ขีปนาวุธนำวิถีสามารถเปลี่ยนแปลงทิศทางของการโจมตีได้ตามการกำหนดเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม พิสัยการเดินทางของขีปนาวุธก็ยังห่างไกลจากฐานที่มั่นหลักของกบฏฮูตี ซึ่งก็คือกรุงซานาของเยเมนเช่นกัน ต่อให้ตอนนี้กบฏฮูตีมีพัฒนาการทางทหารขึ้นมากกว่าแต่ก่อน “ไม่ว่าจะได้รับความสนับสนุนจากบุคคลใดหรือรัฐบาลประเทศใดก็ตาม” แม้หลังจากนั้นซาอุดีอาระเบียเสนอ “หลักฐานแข็ง” เป็นซากโดรนและขีปนาวุธเพื่อตอกย้ำว่าอิหร่านเป็นผู้ก่อเหตุ แต่ช้าไปหรือเปล่าสำหรับการจะเล่นงานศัตรูหมายเลขหนึ่งแบบนี้
        
ในความเป็นจริงจนถึงตอนนี้ยังไม่อาจกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งว่าเป็นผู้ลงมือ อยู่เบื้องหลัง หรือมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ นอกจากราคาน้ำมันและทองคำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างพรวดพราดหลังเกิดเหตุ การที่สหรัฐเสนอนำน้ำมันดิบสำรองออกจากคลังยุทธศาสตร์ออกมาขายไปก่อน เพื่อไม่ให้กลไกในตลาดโลกต้องสะดุด สิ่งที่ต้องจับตาจากเหตุการณ์นี้คือ “ใครได้ประโยชน์” จากความปั่นป่วนของตลาดน้ำมันโลก ที่ต่อให้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก็ตาม และ “ฝ่ายที่น่าจะเสียเปรียบ” จากเหตุการณ์ครั้งนี้ จะลงมือทำเพื่อซ้ำเติมตัวเองไปเพื่อเหตุใด ในเมื่อตอนแรกประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวอย่างเกรี้ยวกราดว่าสหรัฐ “ล็อกเป้าและพร้อมยิง” เป้าหมายทางทหารของศัตรู ก่อนลดความรุนแรงของวาจาตัวเองลง ด้วยการกล่าวว่าอันที่จริงเขาไม่ได้ต้องการให้สถานการณ์บานปลายถึงขั้นเป็นสงคราม “เลยจริง ๆ”.


  ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%