อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2562

นักมวยนะยะ"ตุ้ม - ปริญญา"มาหนนี้ "สวยตะลึงพ่วงลูก?"

 ห่างหายจากวงการหมัดมวยและแวดวงบันเทิง ล่าสุดเธอหวนคืนกลับสู่หน้าจออีกครั้ง อดีตนักมวยไทยชื่อก้อง เจ้าของฉายา “นักมวยนะยะ” ... “เธอสวยขึ้น” และวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปอัพเดทชีวิต “น้องตุ้ม-ปริญญา เจริญผล” กัน อาทิตย์ที่ 22 กันยายน 2562 เวลา 10.30 น.

วันนี้ ทีมวิถีชีวิต จะพาไปอัพเดทชีวิต น้องตุ้ม-ปริญญา เจริญผลกัน...
    
ชื่อเสียงของตุ้ม-ปริญญา นั้น โด่งดังเป็นพลุแตกเมื่อหลายปีก่อน หลังจากเธอได้เปิดเผยตัวตนของตนเองว่า... เป็นนักมวยนะยะ!!” ซึ่งทำเอาผู้ติดตามแวดวงกำปั้น โดยเฉพาะวงการมวยไทย ต่างตกตะลึง เมื่อเธอก้าวขึ้นสู่สังเวียนกำปั้นด้วยภาพลักษณ์ของการเป็น นักมวยสาวประเภทสองซึ่งถือเป็นเรื่องที่แปลกใหม่สำหรับวงการมวย รวมถึงสังคมไทยในตอนนั้น เป็นอย่างมาก โดยไม่เคยมีนักมวยออกมาเปิดเผยตัวตนชนิดหมดเปลือกเช่นนี้มาก่อน ซึ่งแน่นอนว่า...การเปิดตัวเองว่าเป็นนักมวยสาวประเภทสองของเธอนั้น ย่อมมีเสียงครหา-มีกระแสดราม่าไม่น้อย บ้างก็ว่า...เธอแกล้งทำ เพื่อที่จะได้กลายเป็นจุดสนใจ แต่เธอก็สามารถกลบคำครหาต่าง ๆ ไปจนมิด เมื่อก้าวขึ้นสู่สังเวียนยืนซดหมัดแลกเข่ากับนักมวยไทยชายแท้ได้อย่างไม่เป็นสองรองใคร จนเสียงติฉินนินทาค่อย ๆ สร่างซาลงไป เหลือไว้แต่เพียง ภาพจำ กับ ฝีไม้ลายมือการชกมวยไทยที่ไม่ธรรมดาของเธอ



       
ทั้งนี้ ในช่วงที่เธอเป็นที่สนอกสนใจจากสังคมไทย และกลายเป็นบุคคลในกระแสนั้น “ทีมวิถีชีวิต” เองก็เคยมีโอกาสได้นั่งพูดคุยกับ นักมวยนะยะ คนนี้ โดยเธอได้เปิดอกเล่าถึงเส้นทางชีวิตของเธอไว้ว่า... ชื่อปริญญา เจริญผล เป็นชื่อ-นามสกุลจริงของเธอ ส่วนชื่อที่ใช้ในวงการมวยไทยนั้น แฟนหมัดมวยจะรู้จักเธอในชื่อ ปริญญา เกียรติบุษบา
        
ชีวิตครอบครัว เธอเป็นลูกของ คุณพ่อบรรจง-คุณแม่อำพร โดยเธอเป็นลูกคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 6 คน ซึ่งเธอมีพี่ชาย 2 คน พี่สาว 1 คน และมีน้องชาย 2 คน ทั้งนี้ ตุ้มเล่าว่า เธอเกิดที่กรุงเทพฯ แต่ไปเติบโตที่เชียงใหม่ เพราะต้องย้ายถิ่นฐานตามครอบครัว พร้อมกับได้เล่าถึง “ชีวิตวัยเด็ก” ว่า... ตอนเล็ก ๆ ตุ้มค่อนข้างขี้อาย แถมตัวเล็ก แต่มีนิสัยเป็นคนไม่ยอมคนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ซึ่งตั้งแต่จำความได้ รู้สึกตัวมาตลอดว่า...เป็นผู้หญิง โดยเราจะชอบเล่นกับเพื่อนผู้หญิง หรือชอบทำกิจกรรมที่เป็นของผู้หญิงทั้งหมด จนบางครั้งถึงกับแอบเอากระโปรงพี่สาวมาใส่ แต่ตอนนั้นตุ้มยังไม่ได้แสดงออกอะไรมากนัก แม้ที่บ้านจะรู้ว่าตุ้มเป็นแบบนี้
...”


       
ตุ้มบอกว่า สมัยเด็ก ๆ ด้วยความที่เป็นคนรักสวยรักงาม ชอบแต่งหน้าทาปาก แม้การแต่งเนื้อแต่งตัวจะไม่เว่อร์ แต่เธอก็มักจะถูกล้อเลียนจากคนรอบข้างเสมอ ที่มักจะเป็นเหตุทำให้เธอมักจะมีเรื่องราวทะเลาะวิวาทชกต่อยกับคนอื่น ๆ อยู่เป็นประจำ โดยเธอเล่าว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนยังอยู่เชียงใหม่ เธอถูกล้อ และได้มีการตอบโต้โต้เถียงกับผู้ชายคนหนึ่งอย่างรุนแรง จนผู้ชายคนนั้นหยิบมีดมาหมายจะทำร้ายเธอ ทำ ให้เธอต้องฮึดสู้ โดยเธอจัดการเตะจนชายคนนั้นสลบเหมือดไป ซึ่ง   ตุ้มบอกว่า...เป็นเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทที่แรงที่สุดในชีวิต เพราะเหตุการณ์อื่น ๆ อย่างมากก็แค่ชกต่อยธรรมดา
        
วิชาชกมวยนี้ ตุ้มได้จากพ่อ เพราะพ่อตุ้มเป็นอดีตนักมวยไทย จึงได้ถ่ายทอดวิชาเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ลูกทั้ง 6 คน ซึ่งตุ้มก็ได้ฝึกมวยมาตั้งแต่เด็ก แม้ไม่เก่งมาก แต่ก็พอเป็นมวยอยู่บ้าง เธอบอก

       

   
สำหรับ เส้นทางอาชีพนักมวยไทยนั้น ตุ้มเล่าไว้ว่า เธอขึ้นชกมวยไทยครั้งแรกเมื่อตอนอายุ 12-13 ปี ซึ่งเธอบอกว่า จำได้ว่าหลังจากสึกจากบวชเณรได้ 2 วัน ก็ได้ไปเที่ยวงานวัด และได้เดินผ่านเวทีชกมวย ซึ่งจะมีการเปรียบมวยกันข้าง ๆ เวที และเธอก็ถูกท้าให้ขึ้นชก ซึ่งด้วยความโมโห เธอก็เลยขึ้นเวที สุดท้ายการชกมวยครั้งแรกผลออกมาคือเธอชนะ ด้วยการน็อกคู่ชกตั้งแต่ยกแรก โดยการขึ้นเวทีครั้งแรกนั้น เธอได้เงินรางวัลมา 500 บาท และนับจากวันนั้นตุ้มก็เริ่มสนใจการชกมวยอย่างจริงจัง
        
ไม่รู้ว่าอะไรทำให้ชอบ  รู้แต่ว่าชอบชกมวย มันเหมือนเป็นอะไรที่เราคลุกคลีคุ้นเคยตั้งแต่เด็ก เคยมีคนถามเยอะว่าไม่กลัวหน้าแหก  เหรอ จริง ๆ ก็กลัวนะ เหมือนผู้หญิงทั่วไป แต่เราจะใช้วิธีระวังตัวมากขึ้นเวลาขึ้นชก เธอบอก
      
ต่อมาเธอคิดจะชกมวยจริงจังแบบ นักมวยอาชีพจึงไปสมัครที่ ค่ายเกียรติบุษบา เพื่อเป็นนักมวยของค่ายดังกล่าว โดยชื่อแรกที่เธอใช้ในวงการคือ อินทรีย์ดำ ส.พัฒน์พงษ์ซึ่งเป็นชื่อที่ อาคม ชูแสง ครูมวยของเธอเป็นผู้ตั้งให้ ซึ่งเธอก็ใช้เรื่อยมา จนกระทั่งครูมวยท่านนี้เสียชีวิต ทางค่ายจึงเปลี่ยนชื่อใหม่ให้เป็น ปริญญา เกียรติบุษบา และพาตระเวนชกจนเธอเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงไปทั่วภาคเหนือ ด้วยลีลาท่าทางการวาดลวดลายมวยไทยที่สวยงาม อ่อนช้อย แต่มีความเด็ดขาด
      
เธอบอกว่า ขึ้นชก 60-70 ครั้ง เคยแพ้คะแนนแค่เพียง 4-5 ครั้งเท่านั้น ซึ่งตอนนั้นคนจะยังไม่เรียกชื่อ ปริญญา เกียรติบุษบา แต่จะเรียกว่า... อีตุ้ม  มากกว่า โดยเธอถูกโปรโมตให้ขึ้นชกมวยไทยในเวทีใหญ่อย่าง สนามมวยลุมพินี ด้วยวัยเพียง 16 ปี ซึ่งเวทีนี้นี่เองที่ทำให้ชื่อของ “ตุ้ม-ปริญญา กลายเป็นที่รู้จักของคนไทยทั่วประเทศในชั่วพริบตา
       
ครั้งนั้นโปรโมเตอร์จัดให้ขึ้นชกกับ โอเว่น ส.บุญญา นักมวยดาวรุ่งในยุคนั้น และเราสามารถเอาชนะมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก จนคว้าเงินค่าตัวกว่าครึ่งแสนมาครอง ทำให้จากแค่คนธรรมดา ตุ้มจึงกลายเป็นคนมีชื่อเสียง มีคนสนใจ และมีงานวิ่งเข้ามาชนไม่ขาด ตอนนั้น จริง ๆ ก็รู้สึกเหนื่อยมาก แต่ก็พยายามทำให้ดีที่สุด เพราะตั้งใจจะเก็บเงินสร้างบ้านให้พ่อแม่ แต่ยังไม่ทันจะทำสำเร็จ เราก็มีปัญหากับครอบครัว เพราะพ่อแม่ตอนนั้นยังไม่ค่อยเข้าใจตัวตนของเรา จนตุ้มถึงกับประกาศตัดขาดจากทางบ้าน เป็นอีกเสี้ยวชีวิตของนักมวยนะยะชื่อดังรายนี้ 
     
ผลพวงจากเหตุการณ์นี้ ตุ้มเล่าว่า ทำให้เธอเครียดมาก และรู้สึกเก็บกดด้วย เพราะตอนนั้นเธอยังเด็กอยู่ สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจลาออกจากค่ายเกียรติบุษบา และเลิกชกมวยนับตั้งแต่นั้น แล้วก็ค่อย ๆ เงียบหายไปจากความสนใจของสังคมไทย ก่อนจะกลับมาเป็นกระแสโด่งดังด้วยการออกมาประกาศว่า... จะผ่าตัดแปลงเพศ!!!”
        
 เรื่องนี้เป็นไปตามความฝันของตุ้มตั้งแต่เด็กแล้ว ทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่ทำไปอาจทำให้เราต้องหันหลังให้เวทีหมัดมวยแทบจะสิ้นเชิง แต่เราก็พร้อมที่จะรับผลนั้น ตุ้มบอกเรื่องการตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตตัวเองตลอดกาลด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
    
การ กลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้งของ ตุ้ม นอกจากจะได้รับคำชมว่า... สวยผิดหูผิดตา แล้ว ยังทำให้สังคมตะลึงยิ่งขึ้น เมื่อเธอได้เปิดตัว แฟนหนุ่มรุ่นน้อง ผ่านทางหน้าสื่อ โดยเธอเล่าถึง ความรักครั้งนี้ว่า...
   
แฟนตุ้มเป็นนักมวยรุ่นน้อง โดยรักกันมาได้นานประมาณ 7 ปีแล้ว ก็มีความสุขมาก แต่ก็โดนคำถามมาตลอดว่า ไม่กลัวโดนหลอกเหรอ ซึ่งเรามองว่าเรื่องนี้มันขึ้นอยู่กับตัวเราเอง เพราะเราคิดเสมอว่า เราจะคบใครสักคน เราจะรักใครสักคน จะต้องรักแบบมีสติ  ไม่ใช่ความรักแบบหลอกตัวเอง ซึ่งถ้าเรารักอย่างมีสติ จะทำให้เรามีความสุข สิ่งไหนที่ใช่ มันก็คือใช่ แต่ถ้ามันไม่ใช่ ต่อให้ฝืนยังไงก็ไม่ใช่อยู่ดี ส่วนเรื่องจะแต่งงานกันมั้ย ตอนนี้เราอยากให้พร้อมกว่านี้เสียก่อน ที่สำคัญ ตุ้มอยากรอให้ลูกสาวตุ้มเรียนจบก่อนด้วย???” ตุ้มเล่าถึงเรื่องราวความรัก และเผยให้เราได้รู้ว่า...
         
วันนี้... เธอมีลูกสาวแล้ว!!!
      
เกี่ยวกับ ลูกสาวของตุ้มเธอบอกว่า... ลูกสาวของเธออายุ 19 ปี โดยลูกสาวคนนี้เป็นลูกของน้องชายเธอ ที่เธอได้รับมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมตั้งแต่เกิดได้เพียงแค่ 3 วัน... ตุ้มมักจะบอกเขาว่า...แค่หนูโตขึ้นมาเป็นคนดี ประสบความสำเร็จในชีวิต แม่ก็ดีใจและภูมิใจแล้ว ซึ่งตอนนี้ลูกสาวคนนี้กำลังจะเรียนจบ ม.6 และกำลังจะเรียนต่อ มหาวิทยาลัยแล้ว
        
ทั้งนี้ เราอดแอบถามถึงช่วงที่เธอหายตัวไปจากวงการบันเทิงและหมัดมวยไม่ได้ว่า... ไปทำอะไร?” ซึ่งเธอบอกเราว่า... จริง ๆ ก็ไม่ได้หายไปไหน ยังทำงานอยู่ แต่ไม่ได้หวือหวา โดยส่วนใหญ่มักเป็นการโชว์ตัวแสดงวัฒนธรรมของไทย ทั้งการแสดงมวยไทยและนาฏศิลป์ ที่ประเทศจีน ซึ่งก็มีงานเข้ามาเรื่อย ๆ ส่วนชีวิตการทำงานประจำนั้นปัจจุบันทำงานอยู่กับ ค่ายแฟร์เท็กซ์ และเธอยังเปิดค่ายมวยของตนเองชื่อ น้องตุ้ม มวยไทยยิมด้วย ซึ่งเธอรับหน้าที่เป็น ครูมวย สอนมวยให้คนที่สนใจ
     
นอกจากนั้น ก็ยังเดินสายสอนกีฬามวยไทยให้เด็ก ๆ ให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ทุกวันอังคาร โดยตอนนี้มีสอนอยู่ 2 แห่ง คือที่โรงเรียนเสงี่ยมพิทยานุกูล และโรงเรียนคลองบางแก้ว ส่วนอีกแห่งที่ติดต่อมาล่าสุดคือ โรงเรียนชำป่างามวิทยาคม
       
ส่วน แผนชีวิตในอนาคตนั้น ตุ้มเผยว่า เอาจริง ๆ ตอนนี้อยากไปใช้ชีวิตแบบชาวสวนมาก ๆ โดยช่วงที่หายไป เธอได้ซื้อที่ดินเอาไว้ที่ อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา จำนวน 2 ไร่ เพื่อปลูกบ้านให้คุณแม่อยู่ และปลูกผัก ปลูกต้นไม้ควบคู่ไปด้วย โดยเธอพูดถึงความฝันนี้ว่า... เป็นความใฝ่ฝันของเธอที่เก็บเอาไว้นานแล้ว ที่อยากจะมีบ้านสวน โดยตั้งใจว่า... วันหนึ่งก็จะใช้ชีวิตที่นี่
    
อยากใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัด ตอนนี้ก็พยายามค่อย ๆ ก่อร่างสร้างความฝันนี้ไปทีละนิด โดยเมื่อถึงจุดที่พร้อมแล้ว เราก็จะกลับไปใช้ชีวิตตามที่เราได้ฝันไว้อย่างแน่นอน ตุ้มกล่าว

        
นี่เป็น กราฟชีวิต ที่มีทั้งขึ้นและลง ของอดีตนักมวยไทย ที่เคยโด่งดัง ที่เคยมีวลีฮิตติดหูอย่างคำว่า พ่อไม่เข้าใจตุ้ม กับเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทั้งอดีต ปัจจุบัน และรวมถึงอนาคต ซึ่ง ตุ้ม-ปริญญา เจริญผลฉายา นักมวยนะยะ”...
     

วิถีชีวิตเธอคนนี้ถึงวันนี้ก็ยังไม่ธรรมดา.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 30