อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2562

อาชีพยอดนิยมมีหน้ามีตา คนอยากทำในประเทศจีน

สัปดาห์นี้พาไปดูอาชีพยอดนิยมมีหน้ามีตาที่คนอยากทำอันดับหนึ่งในประเทศจีน แม้จะได้รับเงินเดือนสูง แต่ต้องแลกมาด้วยความกดดันความเครียด อาทิตย์ที่ 22 กันยายน 2562 เวลา 10.00 น.


ในประเทศจีนนั้นหากพูดถึงอาชีพที่ดูมีหน้ามีตาในสังคม จนคนจำนวนมากอย่างจะทำอาชีพนั้นมีอะไรบ้าง จากการสำรวจนั้นพบว่า อันดับหนึ่งนั้นคือ อาชีพครูอาจารย์ อันดับ 2 ข้าราชการ อันดับ 3  คืออาชีพหมอ อันดับ 4 อาชีพพนักงานธนาคาร อันดับ 5 คืออาชีพการบิน

ด้วยเหตุที่สังคมจีนนั้นมีอารยธรรมที่ยาวนานมาแต่อดีตที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา ทำให้อาชีพครูอาจารย์เป็นที่ยอมรับนับหน้าถือตาในสังคมอย่างมากตลอดมา

ครูในภาษาจีนที่เรียกว่า “เหล่าซือ”  ซึ่งหมายถึงคนที่ทำหน้าที่สั่งสอนศิษย์ ถ่ายทอดความรู้และเทคนิคฝีมือให้กับศิษย์ ชีวิตคนนั้นนอกจากพ่อแม่ที่เป็นผู้สำคัญและมีบุญคุณสูงสุดแล้ว เพราะนอกจากจะให้กำเนิด ให้ความรัก ความห่วงใยดูแล ตลอดจนเสียสละเพื่อลูกแล้วนั้น ครูก็เป็นคนที่สองที่มีบุญคุณยิ่งที่เป็นคนอบรมสั่งสอน ให้ความรักความเมตตาต่อศิษย์ ในสังคมจีนครูจึงเป็นบุคคลที่ได้รับความเคารพจากคนทั้งสังคมอย่างมาก



ในปัจจุบันนี้ รัฐบาลจีนก็ได้ให้ความสำคัญกับอาชีพครูมากยิ่งขึ้น เพราะครูเป็นคนที่สร้างบุคลากรในชาติ เรียกได้ว่า หากครูดีครูเก่ง คนในชาติก็จะมีคุณภาพ โดยได้มีการปรับเงินเดือนครูให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยให้ฐานเงินเดือนสูงขึ้น ไม่ให้ยึดกับตัวตำแหน่งเป็นตัวหลัก แต่ให้ปรับฐานเงินเดือนโดยรวมให้สูงขึ้น ทำให้เมื่อครูเกษียณอายุ ก็จะมีเงินบำนาญที่สูง มาตรการนี้ก็เพื่อที่จะให้บรรดาครูอาจารย์ได้รู้สึกถึงความมั่นคงในชีวิตตนเอง และสามารถทำงานได้อย่างสบายใจ ทำให้ครูทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องคอยกังวลในเรื่องปากท้อง ไม่ต้องออกมากู้หนี้ยืมสิน หรือแม้แต่ออกมาเพื่อทำงานหารายได้เพิ่มเติม ในขณะเดียวกัน การยกระดับเงินเดือนก็ยังทำให้อาชีพครูยิ่งเป็นที่นิยมมากขึ้น เป็นการดึงดูดคนที่เก่ง มีความสามารถเข้ามาในอาชีพนี้

แม้ว่าอาชีพครูอาจารย์นั้นจะดูดี ทั้งความมั่นคง และมีวันหยุดมากกว่าอาชีพอื่นที่อาชีพอื่นมักจะมองด้วยความอิจฉา แต่ว่าอาชีพครูนั้นเมื่อวัดระดับความเครียดนั้น ถือว่าเป็นอาชีพที่มีความเครียดสูงเป็นอันดับต้นๆ จากการสำรวจและวิจัยพบว่า ครูในประเทศจีนร้อยละ 34.60 มีความกดดันสูงมาก ร้อยละ 47.60 พบว่ามีความกดดันค่อนข้างสูง ซึ่งเมื่อรวมทั้งสองกลุ่มเข้าด้วยกันนั้นพบว่าเกินร้อยละ 80 ซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่า อาชีพที่คนจำนวนมากมองอย่างอิจฉานั้น ไม่ได้สบายอย่างที่คนทั่วไปคิด



จากความกดดันในอาชีพครูอาจารย์นั้นมีอะไรบ้าง หากว่าเป็นครูระดับอนุบาลจะพบว่า เนื่องจากเด็กวัยอนุบาลนั้นมีความสามารถในการดูแลตนเองน้อยมาก ทำให้ครูจะต้องเข้ามาดูแลเป็นส่วนมาก ดังนั้นในหนึ่งวันครูอนุบาลในประเทศจีนทำอะไรกันบ้าง

เริ่มทำงานกันตั้งแต่ 7.30 น. มาถึงโรงเรียนก็ต้องเปิดหน้าต่าง ทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรคเพื่อให้ห้องเรียนปลอดจากโรคติดต่อ 8.00น. ก็ต้องมายืนหน้าโรงเรียนรับเด็กๆ  8.30 น.ก็ถึงเวลาแจกอาหารเช้าให้เด็กๆ  9.10 น. เริ่มเรียนคาบแรก 9.30 พัก และพาเด็กๆ เข้าห้อง น้ำ 10.00 น. ดูแลเด็กให้ดื่มน้ำ และเล่นของเล่นต่างๆ 10.30 น. แจกผลไม้ให้เด็กรับประทาน 10.40 -11.30 น.กิจกรรมกลางแจ้งและนำเด็กๆเล่นเกมส์ต่างๆ 11.30 -12.00 น. ดูแลการรับประทานอาหารกลางวัน 12.15 – 14.30 พักผ่อนตอนบ่ายและนำเด็กเข้านอนตอนบ่าย 14.30 – 15.00 น. จัดเก็บที่นอน และช่วยดูแลแต่งตัวหวีผมให้เด็กๆ 15.20 น. พาเด็กรับประทานอาหารมื้อบ่าย 15.30 – 16.30 น. เรียนสองคาบ 16.30 – 17.00น. ดูแลจัดการอาหารเย็นให้กับเด็กๆ 17.00 น. เล่านิทานให้กับเด็กๆ รอจนพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กจะมารับ

ซึ่งจากตารางของครูอนุบาลจะพบว่าเวลาในการทำงานในแต่ละวันนั้นยาวถึง 10 ชั่วโมงต่อวันทีเดียว ซึ่งในเวลาตลอดทั้งวันนั้น จะเต็มไปด้วยความกดดัน โดยเฉพาะเวลาทำกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งสิ่งสำคัญสุดก็คือต้องระวะงเรื่องความปลอดภัยของเด็ก เพราะเด็กทุกคนล้วนแต่เป็นทรัพยากรที่สำคัญของทุกครอบครัว ของโรงเรียน และของประเทศ



ในขณะที่อาชีพครูประถมและครูมัธยมก็มีความกดดันไม่แพ้กัน เพราะในประเทศจีนนั้นการศึกษานั้นมีมาตรฐานการศึกษาเดียวกันทั้งประเทศ เพราะฉะนั้น ครูจึงมีหน้าที่ที่จะต้องสอนให้เด็กมีวิชาที่ดี และสามารถสอบผ่านมาตรฐานระดับประเทศ นั่นหมายความว่าครูทุกคนอยากจะสอนพิเศษเพิ่มให้เด็กในห้องเรียนอย่างเต็มที่ ไม่ใช่มาสอนพิเศษตอนเย็นและเก็บเงินเพิ่ม ซึ่งก็คือครูต้องทำหน้าที่ในการสอนให้เด็กเข้าใจในบทเรียนให้มากที่สุด และหากเด็กสอบตกจึงเป็นความรับผิดชอบของครู ไม่เหมือนในประเทศไทยที่ครูทำให้เด็กสอบตกแล้วเป็นเรื่องปกติ การสอาบตกของเด็กจำนวนมากจึงเป็นเรื่องที่ครูจะต้องพิจารณาการสอนของตนเองว่าบกพร่องตรงไหน (อันนี้ตรงข้ามกับการศึกษาไทย เพราะครูทำให้เด็กตก แสดงว่าเด็กมีปัญหา ครูจะได้หาข้ออ้างให้เด็กมาเรียนพิเศษเพิ่มหรือ??)

ความกดดันของครูมัธยมจึงอยู่ที่ผลการสอบของเด็กนักเรียน รวมถึงการดูแลอบรมเด็ก การตรวจและแก้การบ้านเด็กนักเรียน รวมถึงคุณภาพการเรียนการสอน และการเตรียมการสอนของครู ดังนั้นครูประถมและครูมัธยมในจีนจึงทำงานวันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง บางคนทำต่อจนถึง 16 ชั่วโมง ซึ่งไม่ได้เป็นอย่างที่คนทั่วไปคิดว่างานจะสบาย สอนเสร็จก็กลับบ้านได้

ในขณะที่ครูอาจารย์มหาวิทยาลัยในประเทศจีน ใครจะคิดว่าอาชีพนี้คงสบายกว่าครูอนุบาล ครูประถมและมัธยม สอนเสร็จก็ไปไหนได้ แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ แม้ว่าเด็กนักศึกษามหาวิทยาลัยจะเป็นเด็กโตแล้วก็ตามทีนอกจากภาระหน้าที่การสอนที่ต้องพัฒนาคุณภาพไปเรื่อยๆ แล้ว ความกดดันและความเครียดของครูมหาวิทยาลัยอยู่ที่ การเรียกร้องให้ต้องเขียนงานวิจัยและเขียนบทความลงตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ ภาระงาน รวมไปถึงการเรียกร้องให้ต้องทำผลงานทางวิชาการเพื่อขอตำแหน่ง และความยากในการขอทุนวิจัย ซึ่งที่สุดแล้วก็จะพบว่าเวลาการทำงานไม่ว่าจะต้องสอน ต้องทำงานบริหารหรืองานบริการต่างๆ และยังต้องทำงานวิจัย และเขียนบทความเพื่อลงตีพิมพ์ผลงานอีก ทำให้อาจารย์มหาวิทยาลัยในเมืองจีนต้องกลุ้มอกกลุ้มใจและกดดัน จนรู้สึกว่าเวลาวันหนึ่งนั้นน้อยเกินไป ทำงานกันจนไม่ได้หลับได้นอนเพราะงานมีมากเหลือเกิน บ้างก็ถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ จนกลายเป็นโรคเครียด

แม้ว่าอาชีพครูอาจารย์จะเป็นงานหนัก แต่ก็เป็นอาชีพที่ได้รับความนับหน้าถือตาในสังคมจีนเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังมีสวัสดิการและรายได้ที่มั่นคง ดังนั้นคนที่เป็นครูในประเทศจีนจึงมักจะเป็นเช่นประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ ที่เป็นที่ดึงดูดคนเก่งมีความสามารถให้มาเป็นครู เพื่อพัฒนาคนในประเทศนั่นเอง

ย้อนมาที่ประเทศไทย แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ และคิดถึงชะตากรรมของประเทศไทยในอนาคต !!!
……………………………...
คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน
โดย “อ.ผศ.ดร.ศิริเพ็ชร ทฤษณาวดี”
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    93%
  • ไม่เห็นด้วย
    7%

บอกต่อ : 77