อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2562

สงครามการเมืองอเมริกา ทรัมป์เผชิญศึกถอดถอน

ไม่น่าจะเคยมีประธานาธิบดีสหรัฐคนใดตกเป็นเป้าหมายของฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองในสภาคองเกรส ให้มีการ “ถอดถอน” ออกจากตำแหน่งได้เท่ากับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐคนปัจจุบันอีกแล้ว อาทิตย์ที่ 29 กันยายน 2562 เวลา 09.30 น.

ไม่น่าจะเคยมีประธานาธิบดีสหรัฐคนใดตกเป็นเป้าหมายของฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองในสภาคองเกรส ให้มีการ “ถอดถอน” ออกจากตำแหน่งได้เท่ากับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐคนปัจจุบันอีกแล้ว เมื่อนางแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งรักษาท่าทีในเรื่องนี้มานาน ประกาศเริ่มต้นกระบวนการสอบสวนอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดญัตติอภิปรายและลงมติถอดถอนทรัมป์ออกจากตำแหน่งผู้นำสหรัฐ โดยเปโลซีกล่าวว่ากระบวน การถอดถอนทรัมป์ที่อาจเกิดขึ้นนั้น เป็นผลจากการที่ผู้นำสหรัฐ “ละเมิดรัฐธรรมนูญ” จากการ “ขอความช่วยเหลือ” จากรัฐบาลต่างประเทศซึ่งก็คือยูเครน เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง นั่นคือการสร้างความเสื่อมเสียให้กับอดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีแนวโน้มจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต ลงสนามสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีกับทรัมป์ ที่จะมีขึ้นในเดือน พ.ย. ปีหน้า
   
กระแสเรียกร้องให้ถอดถอนทรัมป์เกิดขึ้นครั้งแรกจากข้อครหาว่ารัสเซีย “แทรกแซง” การเลือกตั้งผู้นำสหรัฐเมื่อปี 2559 ที่ทรัมป์ซึ่งลงสมัครในนามตัวแทนของพรรครีพับลิกัน สามารถเอาชนะนางฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครตไปได้ กระนั้นในที่สุดเรื่องนี้ “ปิดฉาก” อย่างเป็นทางการเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา นายโรเบิร์ต มุลเลอร์ อัยการพิเศษของสำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) ส่งรายงานต่อกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ สรุปว่าทรัมป์ “ไม่มีความเกี่ยวข้อง” กับข้อครหาดังกล่าว แต่ตลอดระยะเวลานานเกือบ 2 ปีของการสืบสวนสอบสวน มุลเลอร์และทีมงานดำเนินคดีกับบุคคลหลายสิบคน ทั้งที่เป็นชาวรัสเซียซึ่งแน่นอนเป็นการฟ้องร้องลับหลัง และอดีตทีมงานคนสำคัญหลายคนในแคมเปญหาเสียงของผู้นำสหรัฐ หนึ่งในนั้นคือนายพอล มานาฟอร์ต อดีตประธานแคมเปญหาเสียงของทรัมป์ ซึ่งต้องรับโทษจำคุกนานเกือบ 8 ปี
      
อย่างไรก็ตาม การยุติการทำงานของมุลเลอร์และทีมงานส่งผลต่อกระแสเรียกร้องของหลายฝ่าย ให้สภาคองเกรสถอดถอนผู้นำสหรัฐเบาบางลงไปได้เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น จนกระทั่งสื่อกระแสหลักในสหรัฐแทบทุกแห่งพร้อมใจกันนำเสนอข่าว บทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน เมื่อวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยอ้างข้อมูลจาก “แหล่งข่าวซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลทรัมป์” ว่าผู้นำสหรัฐ “รบเร้าแกมข่มขู่” ให้ผู้นำยูเครนรื้อฟื้นการสอบสวนธุรกิจพลังงานในยูเครนของนายฮันเตอร์ ไบเดน ซึ่งเจ้าตัวเป็นบุตรชายของอดีตรองผู้นำสหรัฐและมีชื่อเป็นหนึ่งในผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ว่าเข้าข่าย “การคอร์รัปชั่น” หรือไม่ ซึ่งทรัมป์อ้างช่วงเวลาย้อนกลับไปต้นปี 2559 ที่ไบเดนยังดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ข่มขู่รัฐบาลเคียฟในเวลานั้น ตั้งเงื่อนไขระงับความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่รัฐบาลเคียฟในยุคนั้น หากยังคงเดินหน้าตรวจสอบบุตรชายของเขา



ทั้งนี้ ทรัมป์ยอมรับว่าเขาสนทนากับเซเลนสกีในวันนั้นจริง และกล่าวถึงประเด็นบุตรชายของไบเดน พร้อมทั้งเตือนเรื่องการระงับความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาลของเขาด้วย หากผู้นำยูเครนยังคง “สนับสนุนการคอร์รัปชั่น” ต่อไป โดยที่ยังไม่มีฝ่ายใดแสดง “หลักฐานชัดเจน” ว่าการคอร์รัปชั่นที่ว่านั้นหากเป็นความจริงแล้ว เป็นการทุจริตแบบใด
      
สภาคองเกรสชุดปัจจุบันของสหรัฐเป็นชุดที่ 116 แบ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 435 ที่นั่ง ซึ่งพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากคือ 235 ที่นั่ง จาก 435 ที่นั่ง และมีรายงานว่าสมาชิกพรรคเดโมแครตไม่ต่ำกว่า 150 คนในสภาผู้แทนราษฎร สนับสนุนให้มีการเปิดญัตติอภิปรายถอดถอนทรัมป์ แต่ในวุฒิสภานั้นพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก 53 ที่นั่ง จาก 100 ที่นั่ง บ่งชี้แนวโน้มของการ “คานอำนาจ” ระหว่างสองสภา เพราะจนถึงตอนนี้ยังไม่มีสมาชิกพรรครีพับลิกันคนใดแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ แม้มาตราที่ 1 หมวดที่ 2 วรรคที่ 5 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐ ระบุว่าสภาผู้แทนราษฎรเป็นสถาบัน “ที่มีอำนาจโดยตรง” ในการพิจารณาและลงมติถอดถอน สอดคล้องกับมาตราที่ 2 หมวดที่ 4 ว่าผู้ดำรงตำแหน่งในระดับรัฐบาลกลาง ตั้งแต่ประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี รัฐมนตรีและข้าราชการประจำ สามารถพ้นจากตำแหน่งด้วยการถอดถอน จากฐานความผิดที่รวมถึงการฉ้อโกง ใช้อำนาจมิชอบ และเป็นกบฏ ส่วนสภาระดับรัฐสามารถถอดถอนเจ้าหน้าที่ในระดับรัฐตามเงื่อนไขที่ระบุอยู่ในกฎหมายของรัฐตัวเอง รวมถึงการถอดถอนผู้ว่าการรัฐเช่นกัน



แม้สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่าบุคคลนั้นกระทำความผิดจริงและสมควรถูกถอดถอน แต่ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะต้องพ้นจากตำแหน่งทันที เนื่องจากบุคคลนั้นต้องเข้าสู่กระบวนการด้านตุลาการ ที่เป็นการไต่สวนโดยศาลฎีกาและคณะลูกขุนใหญ่ ภายใต้การกำกับดูแลของวุฒิสภา ซึ่งพูดกันตามตรงก็คือ “คดีอาจพลิกได้” เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้
        
อนึ่ง หากสภาผู้แทนราษฎรประกาศพิจารณาญัตติถอดถอนทรัมป์จริง จะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2541 สภาผู้แทนราษฎรซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ลงมติถอดถอนประธานาธิบดีบิล คลินตัน เมื่อเดือน ธ.ค. ปีนั้น จากกรณีอื้อฉาว “การมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง” กับน.ส.โมนิกา เลวินสกี นักศึกษาฝึกงานในทำเนียบขาวตอนนั้น โดยเหตุผลของการถอดถอนมาจากการที่คลินตันให้การเท็จในครั้งแรกว่า ไม่เคยมีความสัมพันธ์เกินเลยกับเลวินสกี ก่อนยอมรับในที่สุดว่ามีความสัมพันธ์ไม่เหมาะสมกับหญิงสาว กระนั้นคลินตันยังไม่ถือว่าพ้นจากตำแหน่ง เพราะมีการเดินเรื่องต่อไปจนถึงศาลฎีกา ซึ่งนายวิลเลียม เรห์นควิสต์ ประธานศาลฎีกาในเวลานั้น นั่งบัลลังก์ในวุฒิสภาด้วยตัวเอง และวุฒิสภาซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ลงมติเมื่อเดือน ก.พ.  2542 แต่เสียงข้างมากในการเอาผิดคลินตันไม่ถึง 2 ใน 3 ผู้นำสหรัฐคนที่ 42 จากพรรคเดโมแครต จึงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนครบวาระ
     
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2517 สภาคองเกรสซึ่งพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภา เปิดกระบวนการไต่สวนเพื่อเตรียมถอดถอนประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ของพรรครีพับลิกัน จากคดีอื้อฉาววอเตอร์เกต ที่นิกสันถูกกล่าวหาทั้งขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ใช้อำนาจมิชอบ และหมิ่นประมาทสภาคองเกรส แต่นิกสันชิงลาออกเสียก่อน และรองประธานาธิบดีเจอรัล ฟอร์ด ซึ่งขึ้นรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐ อภัยโทษให้แก่นิกสันในเวลาต่อมา
        
สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นกับทั้งคลินตันและนิกสันแม้มีกระบวน การถอดถอนเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ผู้นำสหรัฐซึ่งพ่ายแพ้มติการถอดถอนของทั้งสองสภาโดยตรงยังมีเพียงคนเดียว คือประธานาธิบดีแอนดรูว์ จอห์นสัน ผู้นำสหรัฐคนที่ 17 เมื่อปี 2411 โดยการถอดถอนจอห์นสันเกิดขึ้นยังไม่ถึง 2 สัปดาห์ หลังการปลดนายเอ็ดวิน สแตนตัน รัฐมนตรีด้านกิจการสงคราม เพราะมีความเห็นไม่ลงรอยกันเรื่องการจัดการกับภาวะสงครามกลางเมืองในตอนนั้น แต่ยังโชคดีที่คะแนนเสียงถอด ถอนของวุฒิสภาไม่ถึง 2 ใน 3 จอห์นสันจึงยังรอด
      
อย่างไรก็ดี การตัดสินใจเปิดการสอบสวนเพื่อเตรียมถอดถอนทรัมป์ในตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เสี่ยงไม่น้อย เพราะพรรคเดโมแครต กำลังอยู่ในกระบวนการคัดสรรผู้สมัครลงสู้ศึกเลือกตั้งผู้นำประเทศในปีหน้า และเรื่องนี้อาจย้อนศรกลับมาทิ่มแทงพรรคเดโมแครตเองก็ได้ โดยเฉพาะกับเปโลซีและไบเดนเอง แต่ในเมื่อประธานสภาหญิงลั่นวาจาออกไปแล้วอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนับจากนี้ ต่างฝ่ายต่างอยู่ในจุดที่ยากจะหยุดหรือประนีประนอมกันได้อีก และการที่เรื่องนี้ต่างจากกรณีของคลินตันและนิกสัน เพราะมีต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยคือยูเครน ศึกครั้งนี้จะไม่ใช่สงครามการเมืองครั้งใหม่ภายในสหรัฐเท่านั้น แต่ยังกระทบชิ่งและเป็นงานหินด้านนโยบายระหว่างประเทศงานแรก ที่จะทดสอบศักยภาพผู้นำหน้าละอ่อนของยูเครนซึ่งไม่เคยผ่านประสบการณ์การเมืองมาก่อน แต่ต้องมาร่วมวงอยู่ในสมรภูมิการเมืองของสหรัฐที่ “เล่นกันแรง” ทั้งต่อหน้าและลับหลัง.

.......................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%