อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2562

สัมพันธ์ไทยจีน

เมื่อวันอังคาร 1 ตุลาคมที่ผ่านมาเป็นวันสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนครบรอบ 70 ปีซึ่งจีนก็จัดพิธีได้อย่างยิ่งใหญ่ จนคนไทยและโลกตะลึง ขอเก็บตกความสัมพันธ์ไทยจีนและเส้นทางกว่าที่จีนจะมาถึงวันนี้ อาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2562 เวลา 07.00 น.


   เมื่อวันอังคาร 1 ตุลาคมที่ผ่านมาเป็นวันสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนครบรอบ 70 ปีซึ่งจีนก็จัดพิธีได้อย่างยิ่งใหญ่ จนคนไทยและโลกตะลึง วันนี้ผมจึงจะขอเก็บตกความสัมพันธ์ไทยจีนและเส้นทางกว่าที่จีนจะมาถึงวันนี้

   ความสัมพันธ์ไทยจีนนั้นเริ่มมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นและราชวงศ์ถัง ในสมัยกรุงสุโขทัยซึ่งตรงกับช่วงปลายราชวงศ์ซ่ง ต่อเนื่องต้นราชวงศ์หยวน ไทยเราเคยส่งราชทูตไทยไปเจริญสัมพันธไมตรีถึง 9 ครั้งซึ่งทางฮ่องเต้ราชวงศ์หยวนก็ได้ส่งราชทูตจีนมาไทยเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีเช่นกัน ในสมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งตรงกับราชวงศ์หมิงของจีน ความสัมพันธ์ไทยจีนเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกมาก ส่งผลมาให้สมัยกรุงธนบุรีและราชวงศ์ชิงคนไทยคนจีนมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นต่อเนื่อง คนไทยคนจีนมีการเดินทางไปมาหาสู่กันสม่ำเสมอ

   ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ การส่งออกในสมัยรัชกาลที่ 2 จีนได้กลายเป็นคู่ค้าที่สำคัญของไทย พ่อค้าในไทยสมัยนั้นส่วนมากจะเป็นคนจีน ในบรรดาเรือค้าขายที่เอาของเข้ามาขายไทยและเข้ามาซื้อสินค้าไทยส่วนมากจะเป็นเรือของจีน ทำให้ไทยส่งออกสินค้าไปจีนสูงถึง 86 เปอร์เซ็นต์ของสินค้าส่งออกทั้งหมดของเรา การค้าที่รุ่งเรืองระหว่างสองประเทศส่งผลให้คนจีนเข้ามาตั้งรกรากในไทยมากเกือบล้านคนตั้งแต่รัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา

    ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยจีนสะดุดลงไปในช่วงที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ชัยชนะและสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2492 ช่วงนั้นประเทศส่วนมากในโลกต่างก็ถูกสหรัฐยักษ์ใหญ่ประชาธิปไตยของโลกใช้ทฤษฎีผีคอมมิวนิสต์มาหลอกหลอนจนต้องตัดความสัมพันธ์กับจีนกันแทบทั้งโลก

   มีเกร็ดประวัติศาสตร์ในช่วงที่ไทยเราตัดสัมพันธ์กับจีนที่อยากเขียนถึง ช่วงนั้นประเทศไทยเรามีจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกฯ นายสังข์ พัธโนทัย ซึ่งขณะนั้นเป็นที่ปรึกษาคนสนิทก็ได้ให้คำแนะนำจอมพล ป.ว่าจีนเป็นประเทศสำคัญที่อยู่ใกล้ไทยเราไม่ควรจะมองข้าม แม้ว่าโลกจะตัดสัมพันธ์แต่ไทยเราควรจะหาทางเชื่อมเอาไว้ พูดง่าย ๆ ก็คือไทยเราควรตีสองหน้าคบทั้งสองประเทศ พูดให้เพราะ ๆ ก็คือไทยเราควรใช้นโยบายการทูตสองหน้านั่นเอง จอมพล ป.เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวแต่ไม่รู้จะทำเช่นใด จึงขอให้นายสังข์ไปลองคิดหาทางดู

    ด้วยความเป็นหนอนหนังสือของนายสังข์ ทำให้เขารู้ว่าในยุคโบราณที่จีนยังแตก แยกเป็นก๊กเป็นเหล่า เมื่อก๊กใดก๊กหนึ่งต้องการจะเชื่อมสัมพันธ์กับอีกก๊ก เขาจะใช้วิธีส่งลูกไปเป็นตัวประกันเพื่อแสดงความจริงใจในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกัน นายสังข์จึงแจ้งต่อจอมพล ป. ว่าจะส่งลูกชายตัวเองเด็กชายวรรณไว ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 12 ขวบ ให้ไปเป็นตัวประกันกับจีน เพื่อแสดงความจริงใจว่าไทยยังต้องการเชื่อมสัมพันธ์กับจีนเอาไว้อยู่แม้ว่าจำเป็นต้องประกาศตัดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการก็ตาม

    ในที่สุดนายสังข์จึงตัดสินใจที่จะส่งลูกชายตัวเองให้ไปหาโจวเอินไหล นายกฯจีนในสมัยนั้นเพื่อขอให้รับไปเป็นลูกเลี้ยง

   เมื่อเด็กชายวรรณไว จะต้องถูกส่งตัวไปเมืองจีนปรากฏว่าน้องสาวคือเด็กหญิงนวลนภา (ชื่อเดิม ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็น สิรินทร์) ขอไปกับพี่ชายด้วย เมื่อไปถึงเมืองจีนนายกฯ โจวเอินไหลก็รับเด็กน้อยทั้งสองไว้เป็นลูกเลี้ยงและดูแลเป็นอย่างดี เมื่อไม่นานมานี้ CCTV สื่อของรัฐบาลจีนได้ผลิตสารคดีประวัติของ โจวเอินไหล ในสารคดีดังกล่าวก็ยังมีการพูดถึงลูกเลี้ยงสัญชาติไทยทั้งสองด้วย

    ภายหลังสหรัฐกลับลำหันมาสร้างสัมพันธ์กับจีนเริ่มด้วยการใช้ทีมปิงปองไปแข่งขันที่เมืองจีน ตามด้วยการเดินทางไปเยือนจีนของ รมต.การต่างประเทศ ดร.เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ รัฐบาลไทยในยุคนั้นที่จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกฯจึงต้องหาทางสร้างความสัมพันธ์กับจีนโดยใช้ทีมปิงปองบ้าง ซึ่งได้มอบหมายให้นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ นำทีมโดยได้นายวรรณไวนี่แหละที่เป็นสะพานสำคัญทำให้รัฐบาลจีนต้อนรับทีมปิงปองไทยอย่างดี จนในที่สุดไทยเรากลับมาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับจีนได้ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 ซึ่งขณะนั้นนายกฯไทยคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ส่วนนายกฯจีนคือ โจวเอินไหล พ่อบุญธรรมของคุณวรรณไวและคุณสิรินทร์นั่นเอง.

....................................
เกษมสันต์ วีระกุล

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 23