อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2562

ไทยกับจีนต่างตรงวางแผน จะเกษียณต้องมีเงินเท่าไหร่

สัปดาห์นี้ไปดูคนจีนกับการวางแผนเกษียณ แตกต่างกับคนไทยต้องมีเงินเท่าไรกัน จึงจะเกษียณได้ อาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2562 เวลา 10.00 น.


อย่างที่เราเข้าใจกันเป็นอย่างดีว่า หลายๆ ประเทศนั้นกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัว จีนเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย แต่ต่างกันตรงที่ว่า รัฐของจีนนั้นได้มีการเตรียมการรองรับกับประชากรผู้สูงวัยในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการหากิจกรรมสำหรับกลุ่มคนเหล่านี้ เพื่อให้มีสังคม และใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ 

ผลจากนโยบายลูกคนเดียวที่เริ่มใช้ในช่วงปี 1979 ที่ส่งผลมายังปัจจุบัน ทำให้ปัจจุบันแม้ว่าจะเปลี่ยนนโยบายให้มีลูกคนที่สองได้ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ทันการเสียแล้ว คนแก่ที่เพิ่มมากในขณะที่อัตราการเกิดไม่มาก ทำให้จำนวนประชากรไม่สมดุล

ประกอบกับปัจจุบันโลกที่เข้าสู่ยุคใหม่ที่คนรุ่นใหม่ ไม่สนใจที่จะแต่งงาน จึงไม่ต้องถามถึงการมีลูก แม้ว่าภาครัฐของจีนจะได้ออกมาจัดการเตรียมแผนการรองรับสังคมผู้สูงวัยอย่างดีประเทศหนึ่ง อีกทั้งคนจีนรุ่นใหม่ก็มีทัศนคติที่ดีต่อการใช้ชีวิตบั้นปลายในบ้านที่จัดเตรียมในวัยชรา ที่มีกลุ่มเพื่อน กิจกรรม การดูแลอย่างดี ที่ไม่ใช่เหมือนสถานสงเคราะห์คนชราแบบไร้ญาติและดูน่าหดหู่ แต่กลับเป็นการพร้อมใจไปอยู่เป็นกลุ่มเพื่อนอย่างมีความสุข และวางแผนกับเพื่อนๆ ในการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสนุกและมีความสุข 

นอกจากนี้ บางส่วนที่ยังอยู่กับลูกหลานก็ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในระดับดี มีการกินดีอยู่ดี ซึ่งจากผลการสำรวจเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2019 นี้ของ Franklin Templeton Investment ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ที่สุดที่ให้คำปรึกษาการเงินและการลงทุนซึ่งมีสาขาที่ประเทศจีน ได้ออกมารายงานสถิติและนโยบายการเกษียณอายุของคนจีน โดยพบว่าคนจีนในเมืองใหญ่นั้นโดยเฉลี่ยมีเป้าหมายในการสะสมเงินในวัยเกษียณที่ 4,000,000 หยวน (ประมาณ 20,000,000บาท) 



ทั้งนี้ คนส่วนมากกว่าร้อยละ 60 นั้นเห็นว่าควรจะเก็บเป็นเงินฝากประจำมากกว่า โดยจากการสำรวจพบว่าในวัยที่เกษียณอายุก็อยากจะมีเงินเก็บส่วนมากมักจะวางแผนการเก็บเงินไว้ในบัญชีเงินฝากประจำก่อน ส่วนที่สองจะแบ่งมาเก็บในรูปของหุ้น แล้วส่วนที่สามจะเป็นเงินฝากสะสมไว้ใช้จ่าย คิดเป็นร้อยละ 52 ร้อยละ 48 และร้อยละ 40 ตามลำดับ (ซึ่งหมายความว่าคนเหล่านี้ต้องมีวินัยในการเงินมาตั้งแต่วัยหนุ่มสาวเลยทีเดียว)

ทั้งนี้ในช่วงสามปีที่แล้ว ร้อยละ 90 ของกลุ่มคนในวัยเกษียณพบว่าการลงทุนในการเงินนั้นจะได้รับผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี  แม้ว่าจะมีความเสี่ยงอยู่ แต่ในปัจจุบันสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปทำให้ต้องเก็บเป็นเงินฝากประจำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ 

โดยส่วนมากของคนที่ก่อนเกษียณนั้นหากมีรายได้ที่เดือนละ 20,000 หยวน (ประมาณ 100,000 บาท) มักจะคาดหรือหวังว่าเมื่อเกษียณแล้วตนจะมีเงินใช้ที่เดือนละ 10,000 หยวน (ประมาณ 50,000 บาท) ซึ่งก็หมายความว่า คนกลุ่มนี้จะเตรียมวางแผนวัยเกษียณว่าจะมีเงินมาจากไหน



จากการสำรวจยังพบว่า คนจีนนั้นในยามเกษียณส่วนมากก็มักจะให้ความสำคัญกับครอบครัวก่อน แม้ว่าคนจีนจะเห็นความสำคัญกับการวางแผนการเงินในยามเกษียณก็ตาม แต่กลับพบว่ามีคนจีนเพียงร้อยละ 61 ของคนที่สำรวจอาศัยที่ปรึกษาทางการเงินในการวางแผนการเงินในยามเกษียณ แต่หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นแล้วพบว่าคนจีนมีการวางแผนการเงินยามเกษียณเป็นลายลักษณ์อักษรถึงร้อยละ 41 ในขณะที่ประเทศสหรัฐฯมีเพียงร้อยละ 24 และที่แคนาดามีเพียงร้อยละ 23 อย่างไรก็ตาม จากจำนวนคนที่วางแผนการเงินในยามเกษียณนี้มีเพียงร้อยละ 52 เท่านั้นที่แสดงชัดว่าตนนั้นเข้าใจในการวางแผนยามเกษียณของตนอย่างชัดเจน

เมื่อหันมาดูประเทศไทย ก็ได้แต่ถอนใจเฮือกใหญ่ เพราะคนไทยส่วนมากนั้น แค่จะหากินในวันนี้ยังยากเลย เศรษฐกิจก็ไม่ดี ในหลายปีนี้หนี้ครัวเรือนก็สูงมากอีกต่างหาก คิดเพียงแค่ให้ผ่านวันนี้ไปยังยากเลย หากต้องคิดถึงการวางแผนทางการเงินในวัยเกษียณคงเครียดกันมากเข้าไปอีก แต่จะไม่คิดก็คงไม่ได้ เพราะประเทศไทยเราก็กำลังเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงวัยแบบเต็มตัวเหมือนกัน แล้วเราควรจะวางแผนไหมว่าเราน่ามีเงินเก็บไว้ในยามเกษียณกันเท่าไรจึงจะพอใช้ในยามชราล่ะ.
…………………………….
คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน
โดย “อ.ผศ.ดร.ศิริเพ็ชร ทฤษณาวดี”
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 34