อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2562

สงคราม 125 ล้านศพ

ปี พ.ศ. 2568 หรืออีกประมาณ 6 ปีนับจากนี้ กองกำลังติดอาวุธบุกโจมตีอาคารรัฐสภาในกรุงนิวเดลี สังหารนักการเมืองอินเดียเกือบเกลี้ยงสภา  นี่คือภาพจำลองเหตุการณ์ความเป็นไปได้ จากการศึกษาวิจัยโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ อังคารที่ 8 ตุลาคม 2562 เวลา 07.30 น.

    
     ปี พ.ศ. 2568 หรืออีกประมาณ 6 ปีนับจากนี้ กองกำลังติดอาวุธบุกโจมตีอาคารรัฐสภาในกรุงนิวเดลี สังหารนักการเมืองอินเดียเกือบเกลี้ยงสภา รัฐบาลอินเดียตอบโต้ด้วยการส่งกองทัพพร้อมรถถัง ลุยเข้าสู่แคว้นแคชเมียร์ ฝั่งที่อยู่ภายใต้การปกครองของปากีสถาน
        
    และด้วยความกลัวว่ากองทัพที่รุกรานจะยึดแคชเมียร์ฝั่งของตน อิสลามาบัดตัดสินใจใช้ระเบิดนิวเคลียร์ออกมาต่อสู้ กลายเป็นสงครามสู้รบนองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์โลก และผลพวงจากการงัดอาวุธมหาประลัยออกมาถล่มตอบโต้กัน จะส่งผลกระทบเลวร้ายมหาศาลต่อภูมิอากาศโลก อุณหภูมิจะลดลงสู่ระดับยุคน้ำแข็ง
(Ice Age) หรือยุคไครโอจิเนีย
       
     นี่คือภาพจำลองเหตุการณ์ความเป็นไปได้ จากการศึกษาวิจัยโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ และเขียนเป็นรายงาน เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา        
       
      ปัจจุบันอินเดียและปากีสถานครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ ประมาณฝ่ายละ 250 ลูก และคาดว่าตัวเลขจะเพิ่มสูงกว่าฝ่ายละ 200 ลูก ภายในปี พ.ศ. 2568
     
       อลัน โรบ็อค อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรัตเจอร์ส ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา ผู้ร่วมเขียนรายงาน ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ลงในวารสาร Science Advance ด้วย กล่าวว่า สถานการณ์มีแนวโน้มไปสู่เหตุการณ์ที่บรรยายข้างต้น แคชเมียร์คือชนวนหลัก หากติดตามข่าวจะเห็นว่า มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีทั้ง 2 ฟากฝั่งทุกวัน
       
     เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ตัดสินใจตามมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ประกาศยกเลิกสถานะพิเศษ เขตปกครองตนเองของแคว้นแคชเมียร์ ฝั่งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของอินเดีย ส่งผลให้เกิดการประท้วงต่อต้านอย่างรุนแรงจากปากีสถาน
      
      ถึงขั้นนายกฯ อิมราน ข่าน นำขึ้นไปพูดเตือนบนเวทีที่ประชุมประจำปีสมัชชาใหญ่ยูเอ็น ในนครนิวยอร์ก เมื่อสัปดาห์ก่อน ว่า กรณีพิพาทดินแดนแคชเมียร์ อาจลุกลามกลายเป็น “สงครามนิวเคลียร์” ได้ไม่ยาก
    
       อินเดียยังยึดมั่นนโยบาย “ไม่โจมตีใครก่อน” แต่ก็สงวนสิทธิตอบโต้ด้วยอาวุธนิวเคลียร์ หากอินเดียถูกโจมตีด้วย “อาวุธทำลายล้างสูง” ไม่ว่าชนิดใด ส่วนปากีสถานบอกว่า จะใช้อาวุธนิวเคลียร์ก็ต่อเมื่อไม่สามารถยับยั้งการถูกรุกรานด้วยวิธีการปกติ หรือปากีสถานถูกโจมตีก่อนด้วยอาวุธนิวเคลียร์
    
        กลุ่มผู้เขียนรายงานชี้ว่า หากสงครามนิวเคลียร์ อินเดีย-ปากีสถาน เกิดขึ้นจริง ฝ่ายที่เริ่มก่อนน่าจะเป็นปากีสถาน
      
       จากการประเมิน เมืองต่าง ๆ ของ 2 ฝ่ายที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น จะตกเป็นเป้าหมายโจมตีอันดับแรกของนิวเคลียร์ คาดว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจจะสูงถึง 125 ล้านคน มากกว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งตัวเลขเสียชีวิตอยู่ระหว่าง 75–80 ล้านคน
      
       ภาพเหตุการณ์ที่น่าสยดสยองที่สุดเห็นจะเป็นการใช้อาวุธนิวเคลียร์รวมน้ำหนักประมาณ 100 กิโลตัน มากกว่าระเบิดปรมาณูที่กองทัพสหรัฐทิ้งลงโจมตีเมืองฮิโรชิมาในญี่ปุ่น กว่า 6 เท่า
    
       ระเบิดนิวเคลียร์ของอินเดียหรือปากีสถาน แต่ละลูกสามารถคร่าชีวิตประชาชนได้ทันทีราว 2 ล้านคน และบาดเจ็บอีกราว 1.5 ล้านคน การเสียชีวิตส่วนใหญ่จะเกิดจาก “พายุไฟ” ที่เกิดขึ้นหลังการระเบิดของนิวเคลียร์
     
       คาดว่าชาวอินเดียจะเสียชีวิต และอาคารบ้านเรือนพังเสียหายมากกว่าฝ่ายปากีสถาน ประมาณ 2–3 เท่า เนื่องจากอิสลามาบัดจะใช้อาวุธมากกว่า อีกทั้งอินเดีย
มีประชากรมากกว่า และอาศัยอยู่หนาแน่นในชุมชนเมืองต่าง ๆ
        
    การวิจัยของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญพบว่า พายุไฟจากระเบิดนิวเคลียร์ จะปลดปล่อยเขม่า (คาร์บอนดำ) ประมาณ 16–36 ล้านตัน สู่บรรยากาศชั้นบน ก่อนจะแพร่กระจายไปทั่วโลก ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ เขม่าเหล่านี้จะดูดซึมรังสีแสงอาทิตย์ ทำให้แดดที่ส่องลงมาสู่พื้นโลกลดลง 20–35% อุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกลดลง 2–5 องศาเซลเซียส และลดฝนหรือหิมะ 15–30 %

     สิ่งที่จะตามมาหลังจากนั้นคือ ภาวะขาดแคลนอาหารทั่วโลก ซึ่งจะเกิดขึ้นนานประมาณ 10 ปี.

.........................................
เลนซ์ซูม
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 16