อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 1 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 1 เมษายน 2563

'สิทธิในร่างกาย'ชอบธรรมหรือไม่ ..ก็แล้วแต่มุมมองคน

สัปดาห์ไปดูเรื่องราวของเกรียนคีบอร์ด bullying เกี่ยวกับสิทธิในร่างกายผู้อื่น พร้อมตั้งคำถามเป็นความชอบธรรมหรือไม่ จะว่าไปแล้วก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน พฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม 2562 เวลา 12.00 น.


เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวนักร้องนักแสดงเกาหลีชื่อดัง “ซอลลี่” หรือ ชเว จิน-รี ฆ่าตัวตาย โดยมีการมุ่งเป้าไปที่ปัญหาความเครียดสะสมว่าเธอนั้นถูกการกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เนต หรือที่สมัยนี้เขาใช้คำง่ายๆ กันว่า ถูก bullying วิพากษ์วิจารณ์อะไรในพฤติกรรมของเธอในเชิงการดูหมิ่นเหยียดหยาม ซึ่งเราก็คงไม่รู้หรอกว่า “ฟางเส้นไหนมันทำให้ลาหลังหัก” คือถึงขั้นปลิดชีวิตตัวเอง เพราะการ bullying มันก็สะสมมาจากหลายๆ คน

“คำพูดฆ่าคนได้” มันเป็นเรื่องจริง คนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ลดทอนคุณค่าของตัวเองเยอะๆ เข้าจะยิ่งรู้สึกไร้ค่า ว่าตัวเองอยู่ไปเพื่ออะไร เมื่อไม่ได้รับความรักจากใคร หรือไม่มีใครเห็นว่าสิ่งที่เราพยายามทำ พยายามเรียกร้องมันมีคุณค่า ยิ่งในโลกอินเทอร์เนตปัจจุบัน การติดต่อสื่อสารกันทำได้แค่เรียกว่า “ช่วงลัดนิ้ว” พิมพ์อะไรก็ส่งๆ ไปโดยไม่ได้คิดหน้าคิดหลังกันเยอะ เอาแค่พอสะใจตัวเองในการวิพากษ์หรือตัดสินคนอื่น

ยิ่งยุคที่อินเทอร์เนตเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตของคนมาก การ bullying ยิ่งแรงมากขึ้น ยุคก่อน เราอาจโดน bullying จากคนที่เห็นหน้าค่าตาในสังคม หรือคนรู้จัก เพื่อนในห้องเรียนที่ทำงานอะไรแบบนี้ แต่พอมายุคนี้ แม้แต่คนแปลกหน้าก็เข้ามาด่าเราได้ และพยายามใช้ถ้อยคำเสียดสีให้เจ็บแสบที่สุดโชว์ความ “ปากคม” ซึ่งบางทีถ้าเข้าขั้นหมิ่นประมาทก็น่าจะฟ้องให้หลาบจำกันบ้าง และจะเจอข้ออ้างโง่ๆ แบบ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์ตอนเขียนด่า” นั่นแหละ



มันมีความรู้สึกที่เกิดขึ้นว่า ปัจจุบันมีเพจ หรือมีใครก็ตามที่ทำตัวเป็น “the dark knight” หรือ “อัศวินในที่มืด” ที่ไม่แสดงตัวว่าตัวเองเป็นใคร แต่ลากเอาคนอื่นที่ตัวเองไม่ชอบ หรือคิดเห็นอุดมการณ์แตกต่างจากตัวเองเอามาแชร์กระจายให้คนอื่นรุมด่า อย่างเช่นกรณี “ช่อ พรรณิการ์ วานิช” ที่มีปัญหาเรื่องภาพที่ถูกวิจารณ์หนักภาพหนึ่ง เรื่องนี้ก็ถูกหลายเพจ หลายคนเอาไปแชร์ แล้วกระแสก็กลับมา bullying ตัวพรรณิการ์เอง จนเราต้องคิดกันเยอะๆ แล้วต่อไปจะเขียนอะไร

เราพยายามจะอ้างว่า “พื้นที่โซเชี่ยลเน็ตเวิร์คมันเป็นพื้นที่ส่วนตัว” มันเป็นข้ออ้างที่อุดมคติไปหน่อย น่าจะเกิดขึ้นได้ในยุคพระศรีอาริย์ที่ทุกคนมีคุณธรรมจริยธรรมเท่าเทียมกันไปหมดแล้ว แต่ยุคนี้ความเกลียดชังมันสร้างกันได้ง่ายมาก จนนอกจากน่าจะสอนเรื่อง “การรู้เท่าทันสื่อ” แยกข่าวปลอมกับข่าวจริงให้ออก ต้องเพิ่มหลักสูตร “ทำอย่างไรเมื่อถูกbullying” ลงไปด้วย ให้เด็กๆ ตั้งแต่วัยรุ่นหัดมีภูมิต้านทานจากเกรียนอินเทอร์เนต

เชื่อเถอะว่า คนจะด่าก็ด่า ไม่ว่าจะโพสต์ดีไม่ดีเราก็ไม่รู้ผลตอบรับว่า ใครคิดอะไรอย่างไร แค่ภูมิใจที่หาเงินไปเที่ยวต่างประเทศเองได้ แล้วก็โพสต์ เผลอๆ ก็ถูกเหน็บแนมว่าโชว์รวย อยากมีรูปสวยๆ ลงโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คของตัวเองก็ถูกว่า “ช่างพยายามเหลือเกิน” (หรือชาวเน็ตเขาเรียกว่าwannabe) วิจารณ์ไปกระทั่งว่า จะโพสต์รูปเผื่อหา “งานเอ็น” เหรอ บางทีสิ่งที่น่าคิดคือคนไทยยังรู้สึกเรื่องการรังแกโดยใช้ถ้อยคำนี่มันไม่ใช่เรื่องหนักหนาหรือเปล่า



เปิดไปดูรายการทีวีพวกแข่งขันอะไรต่อมิอะไรบางรายการ ซึ่งไม่ต้องพูดชื่อหรอกหลายคนก็รู้ ที่มีการเอาผู้เข้าประกวดมาแข่งทำโน่นทำนี่ แล้วก็มีกรรมการหรือเมนเทอร์คอยด่ากระแนะกระแหน กลายเป็นความสนุกตลกโปกฮา เอาคำด่านั้นมาล้อเลียนผลิตซ้ำในอินเทอร์เนต จะคิดว่าประเทศไทยประเทศเดียวก็ไม่ถูก มีคนบอกว่ารายการเมืองนอกก็มีอารมณ์ประมาณนี้เยอะอยู่ เราซึมลึกกับเรื่องแบบนี้จนคิดว่าเป็นเรื่องสนุกปากไม่ใช่เรื่องการรังแกกันหรือไม่

ย้อนกลับมาที่ประเด็นซอลลี่ ก็ได้ข่าวว่า ทางเกาหลีใต้เขาเตรียม “วัวหายล้อมคอก” โดยจะออกกฎหมายจัดการกับการ bullying ทางอินเทอร์เน็ตแล้ว ซึ่งเขาเรียกเป็นชื่อเล่นว่า “กฎหมายซอลลี่” จริงๆ เมืองไทยก็น่าเอาอย่างบ้างเพราะเกรียนคีย์บอร์ดเยอะเหลือเกิน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ควรพิจารณาไม่ใช่คิดแต่จะเปิดศูนย์ข่าวปลอม แล้วสุดท้ายก็มุ่งข่าวที่สร้างความปั่นป่วนหรือข่าวที่กระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลเท่านั้น

ประเด็นที่ซอลลี่ถูกวิจารณ์หนัก คือการที่เธอรณรงค์เรื่อง “สิทธิในร่างกาย” ข้อหนึ่งคือ “ผู้หญิงควรมีสิทธิเสรีภาพแต่งกายตามที่พวกเธอปรารถนา” โดยที่สังคมต้องให้ความเคารพ ไม่ใช่ด่าว่าทำตัวฝ่าฝืนจารีตของความเป็น “ผู้หญิงดี” แต่หลังจากเกิดข่าวซอลลี่ขึ้นมา เห็นความเห็นหลายๆ คนก็ได้แต่เพลีย โดยเฉพาะชาวกลัดมันทั้งหลายที่คอมเมนท์ออกมาในเชิงเพศ อย่างเช่นว่า “สนับสนุนแนวคิดนี้ครับมันสบายตาดี” ได้เห็นผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ ว่างั้น

การควบคุมร่างกายให้อยู่ในวินัย หรืออยู่ในบรรทัดฐาน เรื่องนี้ถ้าจะให้พูดกันมันก็ยาว ลองหางานของ Michel Foucault อ่าน คงจะพอมองเห็นภาพว่า สังคมควบคุมร่างกายของคนเราเพื่อหวังผลอะไรต่างๆ อย่างการควบคุมร่างกายของทหาร ต้องควบคุมถึงลักษณะองอาจผ่าเผย ควบคุมถึงการเคลื่อนไหว หรือการควบคุมร่างกายผู้หญิง มันก็มีมานาน ในสมัยก่อนที่ยุโรปเขาก็ยังต้องมีการใช้คอร์เซตรัดเอวผู้หญิงให้เล็กเพื่อ “ดูมีความเป็นหญิงชั้นสูง”

ผู้หญิงควรมีสิทธิในร่างกายหรือไม่? ถ้าตอบแบบเสรีนิยมไปเลย ก็คือมันก็ควรมี ทุกคนไม่ควรถูกตัดสินคุณค่าด้วยสิ่งที่ตัวเองแสดงออกต่างจากบรรทัดฐานสังคม ถ้าสิ่งนั้นเขาสามารถให้เหตุผลได้ว่ามันทำให้อะไรดีขึ้นอย่างไร แต่ในโลกปัจจุบันขั้วความคิดก็ยังเป็นขั้วอนุรักษ์นิยมกับเสรีนิยม สายอนุรักษ์นิยมเขาไม่ค่อยปลื้มการที่ผู้หญิงออกมาเรียกร้องสิทธิในร่างกาย พร้อมจะตีตราว่า “ไม่ใช่ผู้หญิงดี” และนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ เช่น ไปเพิ่มอัตราอาชญากรรมทางเพศ



และชุดความคิดหนึ่งที่ยังคงดำรงอยู่ในสังคม คือ “การโทษเหยื่อ” หรือ victim blaming ในวิธีคิดแบบปิตาธิปไตย ชายเป็นใหญ่ หลายครั้งที่ถ้าเกิดการคุกคามทางเพศ ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายผิด เช่น “โดนข่มขืนก็เพราะแต่งตัวโป๊เองนี่” หรือ ไปให้ท่าเขาเอง” ทั้งที่หลายๆ ครั้งมีความพยายามนำเสนอข้อมูลจากนักรณรงค์กันมาแล้วว่า คนที่ตกเป็นเหยื่อไม่ได้ทำตัวเองให้เป็นเหยื่อด้วยซ้ำ แค่ใช้ชีวิตปกติตามบรรทัดฐานสังคม แต่อาชญากรรมเลือกเพราะเห็นเหยื่อสู้ไม่ได้

การรณรงค์ไม่จำเป็นต้องใส่ยกทรงของซอลลี่ ก็จะถูกโยงเข้ากับเรื่องการโทษเหยื่อได้ง่าย ถ้าเกิดพบว่า มีเหตุคุกคามทางเพศเพราะผู้หญิงคนนั้นยึดมั่นในแนวความคิดนี้ การขับเคลื่อนให้คนยอมรับและเคารพสิทธิในร่างกาย บางทีมันก็เป็นเรื่องยากถ้ามีประเด็นทางเพศ ซึ่งเป็นระดับสัญชาตญาณเข้ามาเกี่ยว (อธิบายง่ายๆ คือเราไปบอกให้พวกหน้ามืดมันเคารพสิทธิ ไม่คุกคามเราไม่ได้หรอกเพราะมันอยากอยู่แล้ว) ในบริบทของสังคม คนเป็นภัยสังคมมันยังมี

ในเรื่องการรณรงค์เปลี่ยนแนวคิดที่เป็นบรรทัดฐานหรือจารีตเดิมของสังคม ผู้ออกมารณรงค์ต้องมีความกล้าหาญ มีความเป็นขบถที่ตั้งคำถามว่า “สังคมตีกรอบอะไรกับเราแล้วมันมีความสุขไหม ควรรื้อถอนกรอบนั้นไหม” ซึ่งต้องชนกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่มองว่าการอยู่ในกรอบคือพื้นที่ปลอดภัยแล้ว เรื่องของซอลลี่ก็คือตัวอย่างหนึ่งของการท้าทายชุดความคิดทางสังคม เพียงแต่เสียดายที่คนด่วน Bullying เธอมากกว่าเปิดใจรับฟังเธอ และเคารพความเห็นกัน

และหวังให้เธอเป็นคนสุดท้ายที่ลุกขึ้นมาท้าทายอะไรแล้วต้องพ่ายแพ้ แม้จะเป็นความหวังที่ยากอยู่.
.......................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง” 
ขอบคุณภาพจาก : pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

บอกต่อ : 304