อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2562

กูรูระดับโลกแฉเบื้องหลัง สงครามการค้า"สหรัฐ-จีน"

สัปดาห์นี้ศาสตราจารย์ระดับโลกสะท้อนสงครามการค้า “สหรัฐ-จีน” พร้อมแฉเบื้องลึกเบื้องหลังที่ทุกประเทศต้องปรับตัวกับสภาวการณ์ พฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม 2562 เวลา 08.00 น.


สงครามการค้าสหรัฐ-จีนเป็นปัจจัยหนึ่งที่สร้างความผันผวนให้กับเศรษฐกิจโลกในปี 2562นี้ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นเมื่อวันที่11 ม.ค. ที่ผ่านมา คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ จึงเชิญ Professor Mark Wu ศาสตราจารย์ทางด้านกฎหมายที่ดำรงตำแหน่ง Henry L. Stimson Professor of Law จากมหาวิทยาลัย Harvard มาบรรยายสาธารณะในหัวข้อ The US-China Trade War หรือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน

เป็นการบรรยายที่น่าสนใจมาก และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปเรื่องไว้ในเฟซบุ๊กอย่างชัดเจนอย่างดี จึงขออนุญาตหยิบมานำเสนอให้ทุกคนที่สนใจได้ติดตามกัน

ศาสตราจารย์ Wu ผู้นี้เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงขององค์การการค้าโลก (WTO), เคยทำงานด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศทั้งกับ World Economic Forum และ the World Bank และที่สำคัญยังเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการและนักเจรจาการค้าของสหรัฐอเมริกาในประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และมีประสบการณ์อื่นๆ อีกมากมายร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำ และองค์การระหว่างประเทศ ด้านประสบการณ์การศึกษา ศาสตราจารย์ Wu จบจากทั้ง Yale, Oxford และ Harvard ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นภาคทฤษฎี หรือภาคปฏิบัติ เมื่อศาสตราจารย์คนนี้บรรยายเรื่อง สงครามการค้า เราจำเป็นต้องฟังและคิดตามอย่างตั้งใจ ศาสตราจารย์ Wu เริ่มต้นการบรรยายโดยตั้งคำถามกับผู้ฟัง 2 ข้อ ข้อแรก ท่านรู้สึก ตื่นเต้น หรือหวาดกลัว กับผลกระทบจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน ที่มีต่อระเบียบโลก ข้อสอง ท่านเชื่อหรือไม่ว่าพลังจากภายนอกประเทศจีน จะสามารถยับยั้ง การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน



ศาสตราจารย์ Wu ก็บอกว่า ณ ปัจจุบัน ผู้ทำนโยบายการค้าของสหรัฐ คือผู้ที่ตอบว่า หวาดกลัว และเชื่อว่าพลังจากภายนอก (นั่นคือ สหรัฐ, ผู้เขียน) จะสามารถยับยั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนได้ หลังจากนั้น ศาสตราจารย์ Wu จึงบรรยายต่อถึงสถานการณ์โดยย่อของภาวะสงครามการค้าตลอดปี 2018 และสิ่งที่เราต้องรู้ 3 ข้อเกี่ยวกับสงครามการค้าสหรัฐ-จีนในครั้งนี้ โดยทั้ง 3 ข้อ ได้แก่

1. สถานการณ์และความพยายามของสหรัฐในการยับยั้งการเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของจีนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้วและจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไปในระยะยาว สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไปก็เพียงแค่รูปแบบของการดำเนินนโยบายเท่านั้น ส่วนหลักคิดและยุทธศาสตร์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง

โดยยกเหตุผลให้เห็นว่า จีน คือภัยคุกคามทางเศรษฐกิจต่อสหรัฐ เนื่องจาก 1) จีนมีการใช้เงินอุดหนุนและมาตรการของรัฐอย่างมากมายมหาศาล เพื่อปกป้องธุรกิจและเศรษฐกิจจีน และอาจจะไปทำลายธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐ 2) จีนมีทรัพยากรธรรมชาติที่สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมหาศาล โดยเฉพาะ แร่ธาตุกลุ่ม Rare Earth แต่จีนก็มีมาตรการห้ามส่งออกทรัพยากรเหล่านี้ ทำให้ประเทศอื่นๆ ไม่มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากร 3) จีนมีการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา ที่ซับซ้อนผ่านการควบรวมกิจการหลากหลายรูปแบบ 4) นโยบาย Made in China 2025 คือนโยบายที่เป็นรูปธรรมที่สุดที่จะสร้างโอกาสและสกัดกั้นประเทศอื่นๆ ในรูปแบบที่ไม่เป็นธรรม



ศาสตราจารย์ Wu กล่าวว่า ความพยายามในการยับยั้งและจำกัดการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนมีมาก่อนหน้าสมัยของประธานาธิบดี Trump แล้ว เช่น ในสมัยของประธานาธิบดี Obama เครื่องมือหลักที่ใช้คือข้อตกลงการค้า Trans-Pacific Partnership Agreement (TPP) แต่ในกรณีของ Trump เขาไม่ต้องการใช้ TPP เพราะเขาพิจารณาว่า ข้อตกลงที่มีหลายประเทศในระดับภูมิภาคเช่นนี้มีความยุ่งยากและมีต้นทุนที่สูงเกินไปในการที่สหรัฐจะต้องไปเจรจาและยอมผ่อนปรน ลดหย่อน และให้สิทธิประโยชน์กับหลายๆ ประเทศ

Trump คือคนที่มองว่าการเจรจาแบบทวิภาคีระหว่างสหรัฐกับประเทศคู่ค้าจะสามารถทำได้ง่ายและมีต้นทุนที่ต่ำกว่า หรือแม้แต่การใช้นโยบายในลักษณะฝ่ายเดียว ก็จะเป็นประโยชน์กับสหรัฐมากกว่า เราจึงเห็นการประกาศสงครามการค้า นั่นนำไปสู่ข้อที่ 2

2. การดำเนินนโยบายทางการค้าของสหรัฐภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี Trump จึงเป็นการหวังผลทางยุทธศาสตร์เป็นอันดับหนึ่ง (ในขณะที่มีการหวังผลทางการเมืองเป็นผลได้อันดับรอง) โดยการดำเนินนโยบายนี้เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่จำเป็นต่อสหรัฐ โดย Professor Wu ยกตัวอย่างให้เห็นว่า ภาคการผลิตที่จีนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษในนโยบาย Made in China 2025 มีหลายภาคการผลิตมากที่สามารถต่อยอดทางการทหาร โดยเฉพาะการผลิตอาวุธได้ ดังนั้นการออกนโยบายตอบโต้ Made in China จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสหรัฐ และเป็นการป้องกันไม่ให้สหรัฐศูนย์เสียสถานะผู้จัดระเบียบโลกด้านความมั่นคง

และในขณะเดียวกัน ด้านเศรษฐกิจเอง จีนก็เป็นภัยคุกคาม เพราะอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนในเวทีโลกขยายตัวอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยในปีหลังๆ มานี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกขึ้นกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนอย่างยิ่ง และในภาคธุรกิจเอง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ทันสมัย ธุรกิจจีนขยายตัวและมีอิทธิพลในตลาดอย่างยิ่ง

เมื่อพิจารณาทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและมิติทางความมั่นคงยิ่งต้องทำให้ยุทธศาสตร์หลักของสหรัฐต้องสกัดกั้นจีน โดยไม่ต้องไปคำนึงถึงว่าต้นทุนในการสกัดกั้นครั้งนี้จะสูงเพียงใด และนั่นนำไปสู่ข้อที่ 3

3. กฎระเบียบขององค์การการค้าโลก ณ ปัจจุบัน ไม่สามารถเข้ามาจัดการหาทางออกให้กับปัญหาสงครามการค้า ณ ขณะนี้ได้ ประเด็นนี้ค่อนข้างมีความซับซ้อนทางกฎหมาย แต่สามารถสรุปคร่าวๆ ได้ว่า ในกรณีของเรื่องภายในประเทศ องค์การการค้าโลกไม่สามารถเข้าไปวางกฎเกณฑ์ในเรื่องบางเรื่องได้ โดยเฉพาะ 6 เรื่องของประเทศจีน ดังนี้ 1) รัฐบาลจีนเข้าไปเป็นเจ้าของ Holding Company ที่ทำการผลิตอุตสาหกรรมหลักๆ หลายอุตสาหกรรม 2) รัฐบาลจีนผ่านทาง Central Huijin Investment เป็นผู้ลงทุนที่สามารถควบคุมสถาบันการเงินหลักภายในประเทศจีนได้

3) National Development and Reform Commission (NDRC) หรือหน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจของจีนมีอิทธิพลและสามารถควบคุมการดำเนินกิจการต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชนได้อย่างกว้างขวาง 4) ภาคธุรกิจและภาครัฐมีสายสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น 5) รัฐบาลสามารถเข้าไปควบคุมการแต่งตั้งผู้บริหารและการบริหารงานของภาคเอกชนได้ และ 6) ผู้บริหารเอกชนของบริษัทขนาดใหญ่ เช่น Jack Ma และอีกหลายๆ คนก็เป็นสมาชิกระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และมีสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับรัฐบาล เหล่านี้ทำให้สหรัฐมองว่าการแข่งขันกับจีน คือ การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เพราะไม่ใช่เอกชนแข่งกับเอกชน แต่เป็นเอกชนต้องไปต่อสู้กับรัฐบาล ซึ่งกฎเกณฑ์ต่างๆ ขององค์การการค้าโลกยังไม่สามารถเข้ามาจัดการประเด็นเหล่านี้ได้

ท้ายที่สุด ศาสตราจารย์ Wu ก็สรุปว่า นั่นหมายความว่าทุกฝ่าย ทุกประเทศต้องปรับตัวกับสภาวการณ์เช่นนี้ ซึ่งถือเป็นความปกติในรูปแบบใหม่ (New Normal) ที่จะอยู่กับเราต่อไปอีกนาน

นับเป็นการนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ที่น่าสนใจจึงนำเสนออย่างเต็มอิ่มเกือบจะไม่ตัดทอนให้เสียอรรถรสกันเลยทีเดียว.
..................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    73%
  • ไม่เห็นด้วย
    27%