อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2562

"อดีตเด็กแสบ" สู่ "อาชีพหมอดู" "อาจารย์เอ-คฑา ชินบัญชร"

เอ่ยชื่อ “เขมชาติ ปริญญานุสรณ์” หลายคนคงทำหน้าเหรอหรา พร้อมตั้งคำถามว่า “คือใคร?” งั้น...ถ้าเอ่ยชื่อ “คฑา ชินบัญชร” คนส่วนใหญ่ก็คงจะร้องอ๋อทันที ซึ่งจริง ๆ 2 ชื่อนี้ก็คือคน ๆ เดียวกัน คือ นักพยากรณ์ ไพ่ยิปซีและฮวงจุ้ยชื่อดัง อาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน 2562 เวลา 10.30 น.

 เอ่ยชื่อ เขมชาติ ปริญญานุสรณ์หลายคนคงทำหน้าเหรอหรา พร้อมตั้งคำถามว่า “คือใคร?” งั้นเปลี่ยนใหม่...ถ้าเอ่ยชื่อ คฑา ชินบัญชรคนส่วนใหญ่ก็คงจะร้องอ๋อทันที ซึ่งจริง ๆ 2 ชื่อนี้ก็คือคน ๆ เดียวกัน คือ นักพยากรณ์ ไพ่ยิปซีและฮวงจุ้ยชื่อดัง ที่ผู้นิยมชมชอบศาสตร์การพยากรณ์รู้จักกันดี ซึ่งถึงแม้ในปัจจุบันนี้จะมีหมอดูคลื่นลูก ใหม่เกิดขึ้นมากมายก็ตาม แต่เขาคนนี้ก็ยังคงยืนอยู่หัวแถวในฐานะ หมอดูแนวหน้าของเมืองไทย อยู่ดี ซึ่งวันนี้ทีมวิถีชีวิตจะพาไปอัพเดทชีวิตของเขาคนนี้...
                    
      e e e e
      
     “
คิวปีนี้แน่นหมดแล้ว และยาวไปถึงปีหน้าเลยครับ เสียงจาก คฑา หรือที่คนใกล้ชิดและแฟนคลับของนักพยากรณ์ดวงชะตาจากไพ่ยิปซี นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า อาจารย์เอ หรือ อาจารย์คฑาบอกกับเรา ด้วยลีลาการพูดที่สนุกสนาน และการแต่งกายที่เนี้ยบ ผนวกเสื้อผ้าสีสันสดใส ทั้งนี้ เขาเล่าให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟังว่า ปัจจุบันอายุ 48 ปี และนอกจากจะเป็นนักพยากรณ์ อีกงานที่ภูมิใจมาก ๆ ก็คือบทบาทในฐานะ ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ซึ่งเขาเพิ่งรับเป็น พรีเซ็นเตอร์ ให้กับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย (ททท.) นอกจากนั้นยังรับเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับเครื่องสำอางแบรนด์ดัง ๆ รวมถึงเป็น คอลัมนิสต์ ให้สื่อหลายแห่ง รวมถึงยังเป็น นักเขียน พิธีกรรายการทีวี และ นักจัดทอล์กโชว์ ด้วย เรียกว่าตลอด 365 วันของนักพยากรณ์ดวงชะตาคนนี้แต่ละวัน    มีเรื่องให้ทำแทบจะ 24 ชั่วโมง



   ด้าน ชีวิตส่วนตัว คฑา เล่าว่า เขาเป็นเด็กกรุงเทพฯ เป็นลูกคนจีน เกิดย่านประตูน้ำ พื้นฐานครอบครัวทำธุรกิจร้านขายเสื้อผ้า โดยพ่อแม่มีลูก 4 คน เรียกชื่อไปตามอักษรภาษาอังกฤษ คือ เอ, บี ,ซี, ดี ส่วน ชีวิตวัยเด็ก นั้น เขาเล่าว่า เริ่มต้นเรียนที่อนุบาลรัศมี ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แล้วไปเรียนต่อ ม.1-ม.6 ที่โรงเรียนเซนต์ดอมินิก ย่านอโศก โดย สมัยเด็กเขาถือว่าเป็นเด็กที่อยู่ในกลุ่มที่ซนและเกเรมาก แถมเคยสร้างวีรกรรมแสบ ๆ เอาไว้หลายเรื่อง เช่น ทำรูปปั้นนักบุญดอมินิกที่นำเข้ามาจากประเทศอิตาลี ราคากว่า 2 แสนบาท แตกกระจายไม่มีชิ้นดี โชคดีที่    คุณพ่ออธิการสงสารจึงไม่คิดค่าเสียหาย



   “วีรกรรมเยอะ!!! (เสียงสูง) ตอนเด็กร้าย พูดคำหยาบ เกเร  สุด ๆ ไม่พอใจใครก็เดินไปผลักเลย ด้วยความที่อาม่าของเรามีธุรกิจหลายอย่าง เพราะครอบครัวเราถือเป็นตระกูลใหญ่ของประตูน้ำ ทำให้ชาวบ้านจะเกรงใจมาก และความที่เป็นหลานชายคนโต คนก็ตามใจ ไปที่ไหนก็มีแต่คนให้ขนม แต่บางทีก็มีบางคนไม่ให้ ถ้าเราไม่พอใจ ก็จะไปพังแผงของเขาเลย (หัวเราะ) เป็นอะไรที่มาเฟียจริง ๆ ทำตัวเกเรจนถูกเชิญผู้ปกครองหลายครั้ง เช่น ครั้งหนึ่งแกล้งและตีกันกับเพื่อนในห้อง จนครูผู้หญิงที่สอนภาษาอังกฤษให้ออกไปยืนคาบไม้บรรทัด แต่ก็ไม่สำนึก แถมยังเถียงและตีกันไม่เลิก จนครูผู้หญิงถึงกับร้องไห้ แต่ถึงจะเกเร ก็ไม่เถลไถลนะ ซึ่งต้องขอบคุณครอบครัว ที่วันเสาร์-อาทิตย์จะสลับกันพาไปศึกษาภัณฑ์ พาไปวัด ซึ่งเราคงซึมซับเรื่องศาสนา ประวัติศาสตร์ การสวดมนต์ มาตั้งแต่นั้นนั่นเอง เขากล่าว
        
    พูดถึงเรื่อง ความชอบสวดมนต์ไหว้พระ เขาก็ได้บอกเล่าถึง ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตเขา จากเรื่องนี้ว่า ได้เกิดเหตุการณ์หลายอย่าง จนทำให้เขาศรัทธาเรื่องของการสวดมนต์ เช่น เพื่อนคนหนึ่งชื่อหม่อง ซึ่งเป็นเพื่อนสนิท เกิดตกตึก เพราะปีนไปเก็บปากกาที่ระเบียง ปรากฏว่าตกทะลุหลังคาลงมาเลือดออกเป็นลิ่ม ๆ คุณครูก็ช่วยปั๊มหัวใจและพาไปโรงพยาบาล ซึ่งตอนนั้นถึงแม้เขากับหม่องจะโกรธกันอยู่ แต่เขาก็ได้สวดมนต์ คาถาชินบัญชร ให้หม่อง และบอกหม่องว่าห้ามตาย ปรากฏว่าหม่องรอดตายอย่างเหลือเชื่อ และสามารถหายกลับมาเป็นปกติ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็น พลังของการสวดมนต์
     
     ส่วนอีกเหตุการณ์ เกิดขึ้นตอนที่ใกล้สอบเอนทรานซ์ ตอนนั้นบ้านเขากำลังจะถูกเวนคืนเพื่อเอาไปทำห้าง เขาจำได้ว่าตอนนั้นคุณพ่อกับคุณแม่เครียดมาก โดยได้บอกกับเขาว่าถ้าเอนทรานซ์ไม่ติด ก็ไม่มีเงินส่งให้เรียนมหาวิทยาลัยเอกชนแพง ๆ นะ เพราะน้องอีก 3 คนก็ยังเรียนอยู่ ซึ่งตอนนั้นเขายอมรับว่าคิดอะไรไม่ออกและมืดแปดด้านไปหมด จนเมื่อหันไปตึกฝั่งตรงข้ามก็เห็นรูปปั้น เจ้าแม่กวนอิม สูง 10 เมตร หันหน้ามาตรงกับชั้น 4  ที่เขาอยู่ เขาจึงสวดมนต์ขอบารมีเจ้าแม่กวนอิม และสวดคาถาชินบัญชรทุกวัน พร้อมกับตั้งใจอ่านหนังสือ จนที่สุดก็สอบติดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสาเหตุที่เลือกเรียนที่นี่ เพราะตอนนั้นมีค่าหน่วยกิตเรียนถูกที่สุดนั่นเอง



    วันนั้นจำได้เลย เชื่อไหมว่าตั้งแต่เราโตมา เราไม่เคยทำให้คุณพ่อกับคุณแม่มีความสุขเลย แต่พอเราสอบติดมหาวิทยาลัย นั่นเป็นครั้งแรกเลยที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่มีความสุขมาก ๆ ซึ่งคุณแม่รู้ว่าสอบติดก่อนเราเสียอีก เนื่องจากปีนั้นเป็นปีแรกที่ต้องตรวจผลสอบด้วยบัตรเอทีเอ็ม โดยขณะที่เรากำลังเดินทางไปดูผลสอบ ปรากฏว่าคุณแม่รู้ก่อนเพราะคุณแม่ได้ไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็มตอน 11 โมง พอเรากลับมาบ้าน พอเห็นคุณพ่อคุณแม่ยิ้ม เราก็อึ้งไปเลย เพราะเป็นสิ่งเดียว ที่ทำให้ท่านทั้งสองมีความสุข ท่ามกลางความเครียดจากการที่เงินไม่ค่อยมี แถม  ต้องย้ายบ้าน เพราะถูกเวนคืนที่อีก และเพื่อเป็นการขอบคุณเจ้าแม่กวนอิมและปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตเรา นับตั้งแต่นั้นเราเลยเลิกกินเนื้อวัวไปเลย ถึงแม้เราจะชอบมากก็ตามเป็นเรื่องราวอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนชีวิตของหมอดูคนดังคนนี้
            
   สำหรับสายที่เขาเลือกเรียนคือ สาขาคหกรรม คณะศึกษาศาสตร์ โดยที่เลือกเรียนด้านนี้ ก็เพราะได้ แรงบันดาลใจ จากหนังสือเรื่อง โต๊ะโตะจัง ที่เป็นเรื่องราวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในช่วงที่มีสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงทำให้เขามีความฝันว่า... อยากเป็นครูสอนหนังสือ ทั้งนี้ เขายังเล่าอีกว่า การเดินทางไปเรียนที่มหาวิทยาลัยตอนนั้น เขาต้องเดินเท้าออกจากบ้านเป็นระยะทางกว่า 1 กม. เพื่อไปขึ้นรถเมล์ไปเรียน จนเมื่อมาได้บ้านหลังใหม่   ใกล้ ๆ กับย่านมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือเอแบค ช่วงนั้นฐานะทางบ้านเริ่ม   ดีขึ้นเรื่อย ๆ คุณพ่อจึงตัดสินใจซื้อรถยนต์ให้เขาขับไปเรียน เพราะคุณพ่อเคย  ให้คำสัญญาไว้ว่าถ้าหากสอบติดก็จะซื้อรถให้ โดยที่เขาไม่ได้เคยร้องขอ เพราะเข้าใจถึงสถานภาพของทางบ้านดีนั่นเอง รถคันนั้นเป็นรถสปอร์ต 2 ประตู เวลาขับรถไปเรียน ก็มีแต่คนมอง เพราะตอนนั้นถือว่าเป็นรถที่ดูไฮโซมาก”  เขาเล่าเรื่องนี้อย่างอารมณ์ดี
        
   จนเมื่อถึงช่วงใกล้เรียนจบมหาวิทยาลัย เขาบอกว่า ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะไปทำงานอะไรดี จนวันหนึ่งได้ไปเที่ยวบ้านเพื่อนชื่อ ต่อ เพื่อนคนนี้ก็หยิบ ไพ่ยิปซี ขึ้นมาเพื่อมาดูดวงให้เพื่อนเล่น ๆ ซึ่งเขาก็ขอไพ่จากเพื่อนมา โดยเมื่อได้สัมผัสกับไพ่ครั้งแรก เขาก็รู้สึกเหมือนมีพลังบางอย่าง และรู้สึกชอบไพ่ยิปซีมาก ด้วยมีลวดลายสวยงามแปลกตา แต่ก็ยังไม่คิดที่จะเป็นหมอดูไพ่ยิปซี
        
      สำหรับ จุดเริ่มต้น ในอาชีพพยากรณ์นั้น เขาเล่าว่า การดูไพ่จะต้องอ่านหนังสือประกอบ และด้วยความที่เขาเป็นคนอ่านหนังสือเก่ง จึงจับใจความและเข้าใจในความหมายของไพ่ได้หมดในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่ง ไพ่สำรับแรกของเขาคือ...ไพ่ของอาจารย์ขุนทอง อสุนี ณ อยุธยา ที่ถือเป็นอาจารย์ที่แจ้งเกิดไพ่ยิปซีในไทย ซึ่งเขาได้เริ่มดูดวงชะตาให้ครอบครัวและคนรอบข้างก่อน ซึ่งทุกคนล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า... แม่น!!! จากนั้นมา พอนัดไปกินข้าวบ้านเพื่อนคนไหน ก็จะต้องเอาไพ่ไปด้วยทุกครั้ง เพื่อดูให้ครอบครัวของเพื่อน ๆ ด้วย ซึ่งปรากฏว่าตรง ทำให้เพื่อนคนหนึ่งที่เป็นลูกเจ้าของโรงแรมย่านรามคำแหงชวนไปเปิดบูธดูไพ่ยิบซีให้แขกที่โรงแรม ซึ่งตอนนั้นเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว แต่   ยังไม่รู้ว่าจะทำงานอะไรดี ก็เลยยึดอาชีพหมอดูไปพลาง ๆ
      
     
ก่อนจะไปดูดวง ช่วงตอนกลางคืน เราจะสวดมนต์ไหว้พระ และอธิษฐานจิตในใจ 5 ข้อว่า ขอให้ดูแม่น ๆ แปลว่าขอให้ทำงานได้ดี ขอให้คนที่มาดูแล้วรู้สึกชอบ ขออย่าให้เสียชื่อเสียงครอบครัว ขอให้ช่วยแก้  ปัญหาให้เขาได้ และขอให้สิ่งที่เราพูดออกไปไม่เป็นพิษเป็นภัย ส่วนชื่อคฑา ชินบัญชรนั้น คนที่ตั้งให้ก็คือคุณยายของเราเขากล่าว
        
      พร้อมกันนี้ก็ยังเล่าถึงประสบการณ์ครั้งแรกในอาชีพหมอดูไพ่ยิปซีว่า วันแรกที่ไปนั่งดูดวงก็มีความรู้สึกเกิดขึ้นมาว่า เขาคงเกิดมาเป็นหมอดู โดยวันแรกที่เริ่มดูดวงมีคนมาใช้บริการเยอะมาก ซึ่งพอหมดคิวที่ หามา จึงบอกกับเพื่อนว่า จะเลิกดูดวงแล้ว จะไปเรียนต่อเมืองนอก เพื่อนก็บอกเลิกไม่ได้ เพราะมีคนจองคิวยาวไปแล้ว 4 เดือน
      
      คือมีคนรู้จักเราจากการบอกปากต่อปาก จึงมีคิวยาวแน่นไปเกือบ 4 เดือน จากนั้นเราก็ดูดวงเรื่อยมา จนเมื่อได้ไปเป็นแขกรับเชิญของช่องไทยสกาย เคเบิลทีวี ทีนี้โปรดิวเซอร์รายการคงเห็นแววว่าเราพูดเก่ง จึงให้เราจัดรายการแทนอาจารย์ขุนทอง อสุนี ณ อยุธยา นั่นก็จึงเป็นจุดที่ทำให้เรายิ่งมีคนรู้จักมากขึ้น ทำให้ต่อมาก็จึงยึดอาชีพนี้เรื่อยมาจนได้มานั่งดู    ดวงประจำอยู่ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ย่านรัชดา ภิเษก จนต่อมาก็ย้ายไปประจำที่ห้างเพนนินซูล่า พลาซ่า ย่านราชดำริ สลับกับการจัดรายการทางทีวี เป็นเส้นทางของ หมอดูไพ่ยิปซีชื่อดังคนนี้
     
            ทั้งนี้ เขาได้บอกความลับ ว่า จริง ๆ ก่อนจะมาเป็นหมอดูไพ่ยิปซีนั้น เขาเคยดู ฮวงจุ้ยมาก่อน เพราะที่บ้านเป็นคนจีนจึงมีความเชื่อเกี่ยวกับศาสตร์พยากรณ์ศาสตร์นี้ ซึ่งวิชาความรู้ช่วงแรก ๆ ก็ได้จากการครูพักลักจำ จากนั้นจึงไปศึกษาต่อเพิ่มเติมกับ ซินแสที่สิงคโปร์ โดยผลงานที่เคยดูคือ ภัตตาคารมังกรหลวง อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า ศาสตร์ทุกศาสตร์มีที่มาที่ไป แต่ที่น่าตกใจคือศาสตร์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นตอนนี้กลับไม่มีที่มาที่ไป ซึ่งเขาขอไม่พาดพิง แต่สำหรับเขาแล้ว มาตรฐานคือ ต้องศึกษาพื้นฐานจากตำราเก่าให้ทะลุปรุโปร่ง ถ้ายังไม่สามารถเข้าใจลึกซึ้ง ก็ไม่ควรที่จะพัฒนาศาสตร์ใหม่ ๆ ขึ้นมา
        
     นอกจากนี้จุดเด่น ที่ทำให้เขามีแฟนคลับเหนียวแน่น นั่นก็คือ การเป็นคนตรงต่อเวลา จึงทำให้มีงานแน่นทุกวันตลอดทั้งปี เช่น เช้าดู ฮวงจุ้ย ตกบ่ายก็ต้องไปดูไพ่ยิปซีจนถึงมืด หรือบางวันก็ต้องไปพูด ไปร่วมงานอีเวนต์ เวียนแบบนี้ตลอดทั้งปี จึงทำให้ไม่ค่อยมีเวลาส่วนตัวของตัวเองมากนัก ซึ่งการที่นัดหมายหรือคิวไม่เคยล่าช้าผิดพลาดนั้น เครดิตในเรื่องนี้เขายกให้กับทีมงานของเขา ที่คอยช่วยดูแลและประสานงานให้เขาเป็นอย่างดี นี่ก็เป็นอีกเสน่ห์ของหมอดูคนนี้ ที่มักให้เกียรติคนรอบข้างเสมอ...

    e e e e
        
   ก่อนจะลาจากกันวันนั้น ทีมวิถีชีวิต อดถามความรู้สึกเขาไม่ได้ว่า การที่ถูกยกย่องให้เป็นหมอดูไพ่ยิปซีเบอร์ 1” ของเมืองไทย เขารู้สึกอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้เขาเผยว่า ก็ต้องรู้สึกปลาบปลื้ม และรู้สึกขอบคุณ แต่จริง ๆ แล้วที่เขามีวันนี้ได้ นั่นก็เพราะคุณพ่อ คุณแม่ คุณยาย คุณลุง ที่ทำให้เขารักการอ่านและสอนให้เขาสวดมนต์ไหว้พระ ส่วนอนาคตจากนี้จะเป็นอย่างไรนั้น สำหรับเขาเชื่อว่า ควรทำวันนี้ให้ดีที่สุด อยู่กับปัจจุบันให้มีความสุข และเป็นประโยชน์ต่อโลกให้มากที่สุด ดีกว่า พร้อมทิ้งท้ายว่า... ถามว่าเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะเลิกเป็นหมอดูเมื่อไหร่ไหม บอกเลยว่ายังไม่คิด คิดแค่เพียงว่าจะขอทำให้ดีที่สุดแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เท่าที่วันนี้เท่าที่เรายังคงมีแรง ยังคงมีกำลัง มีสติปัญญา รวมถึงจะยังคงทำต่อไปแบบนี้...
        
     ตราบเท่าที่ยังมีคนต้องการเรา”.

    ‘ความรัก?’ กับ ‘เพลงฟ้าผ่า?’
 เจอกันทั้งทีกับ “หมอดูไพ่ยิปซี” ชื่อดัง จึงอดไถ่ถามเรื่อง ความรักไม่ได้ โดย  อาจารย์คฑา เล่าว่า คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยกดดัน เพราะถึงจะเป็นครอบครัวคนจีน แต่ก็เป็นจีนสมัยใหม่ที่เข้าใจในตัวตนของลูก ๆ ซึ่งเขาเองก็ยอมรับว่า ด้วยความเป็นลูกชายคนโต    แรก ๆ คุณพ่อคุณแม่ก็คาดหวังอยากให้แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา แต่เมื่อเขาได้บอกไปว่า คงไม่มี ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้บอกชัดเจนว่าเขาชอบผู้ชาย แต่ทั้งสองท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร โดยบอกเพียงแค่ว่า ขอให้เขามีคนดูแลตอนที่ท่านทั้งสองคนไม่อยู่แล้วก็พอ ส่วนเรื่องราวของ แฟน นั้น เขาบอกว่า ทุกวันนี้คบหาดูใจอยู่กับคนชื่อตอง ซึ่งเป็นน้องของเพื่อนสนิทของเขา


        
    “
ได้รู้จักตอง เพราะตองชอบแวะเวียนมาที่บ้านเราทุกวัน แถมมาแล้วยังชอบร้องเพลงชื่อ Love Me Tender ให้เราฟังอีก ซึ่งด้วยความที่เราไม่เก่งภาษาอังกฤษ เราก็ถามคุณแม่ว่า ทำไมตองต้องร้องเพลงรักฟ้าผ่าให้ฟังด้วย คุณแม่ได้ยินแล้วก็หัวเราะแทบตาย ก่อนจะบอกเราว่าชื่อเพลงนี้แปลว่าความรักที่นุ่มนวล คุณแม่ก็เลยบอกว่า ตองต้องชอบเราแน่ ๆ เลย...เลยร้องเพลงนี้ ซึ่งเราก็แย้งว่าเราเป็นผู้ชายนะ คุณแม่ก็บอกว่าผู้ชายก็รักกันได้ เพราะความรักมันใช้หัวใจ ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือหญิง เหมือนกับเรารักแก้วน้ำ รักอะไรต่อมิอะไร จะเป็นอย่างไรก็รักได้...ถ้าจะรัก.

.....................................................................
เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง /ภมร มานะพรชัย : ภาพ
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 32