อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562

'มิจฉาชีพ'อยู่รอบตัวเรา เมื่อสื่อต้องทำหน้าที่หนักขึ้น

สัปดาห์นี้สะท้อนข่าวแวดวงอาชญากรรม “แชร์แม่มณี- ซินแสโชกุน-ร้านอาหารทะเลแหลมเกตุ-กระทงลิขสิทธิ์” ล้วนแต่ลวงเหยื่อหลงเชื่อ บทบาทสื่อต้องจัดการมิจฉาชีพไม่ให้ใครโดนหลอกอีก พฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2562 เวลา 12.00 น.


ช่วงนี้ข่าวในแวดวงอาชญากรรม คงไม่มีข่าวไหนดังไปกว่าข่าว “แชร์แม่มณี” หรือข่าววงแชร์ของ น.ส.วันทนีย์ ทิพย์ประเวช ที่ฟังแล้วก็อึ้งๆ อยู่ว่า “อะไรมันจะขนาดนั้น” ชวนมาออมทรัพย์กับแม่มณี ได้กำไรเงินออมตั้ง 93% คือเห็นสื่อโฆษณาชวนออมเงินของแม่มณีแล้วก็ได้แต่งงๆ ไม่ได้อยากดูถูก แต่รู้สึกว่า “ไม่มีความน่าเชื่อถือ” เอารูปแต่งสวยจนหน้าจริงไม่ตรงปกมาเชิญชวน แล้วก็ไม่มีที่มาที่ไปของการสร้างกำไรชัดเจน

อ่านประวัติจากข่าว คือ แม่มณีนี่ทำงานตั้งแต่ขายตุ๊กตาออนไลน์ ทำรายการให้โทรทัศน์ช่องหนึ่ง ไม่ได้มีประวัติเป็นนักลงทุนอะไร ที่เป็นข่าวเห็นชัดเจนเลยว่า เป็นการลงทุนที่สามารถสร้างกำไรจนมาออมเงินแล้วจ่ายดอกเบี้ย 93% ได้จริง บอกว่าลงทุนทำภาพยนตร์ ทำเครื่องสำอาง ทำปลาร้า มันก็ไม่ใช่การลงทุนสเกลใหญ่ ยิ่งเรื่องทำภาพยนตร์นี่ยิ่งแล้วใหญ่ ใครๆ ก็เห็นว่าวงการหนังไทยซบเซาจะตายชัก สร้างมาสักเรื่องนายทุนภาวนาแล้วภาวนาอีกให้กำไรบ้าง



แล้วจะใจบุญสุนทานอะไรขนาดที่ให้ดอกเบี้ย 93% ถ้าว่ากันด้วยหลักการลงทุนพื้นฐาน แปลว่า แม่มณีอะไรนี่ต้องทำกิจการแล้วได้ดอกเบี้ยเกิน 100% เลยทีเดียวถึงใจป้ำขนาดแบ่งค่าดอกเบี้ยให้คนมาออมเงิน 93% ได้ คือประวัตินางก็ไม่ค่อยน่าเชื่อถือแล้ว ย้อนกลับไปสมัยก่อน ตอนแชร์วง “แม่ชม้อย ทิพย์โส” ดังๆ นั้นยังมีการสร้างข่าวเรื่องการลงทุนที่ฟังดูเออน่าเชื่อถือบ้าง คือการลงทุนในธุรกิจน้ำมัน ที่แม่ชม้อยซื้อน้ำมันถูกมาขายแพงได้

แล้วเห็นตั้งตัวเป็นเจ้าแม่วงแชร์ จ่ายดอกเยอะขนาดนั้น อายุจริงแม่มณีเพิ่ง 28 ปี ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคนเชื่ออะไรประเภท “อายุน้อยร้อยล้าน” เยอะไปหน่อยถึงกลายเป็นตัวแปรให้ไว้ใจมาลงทุนหรือเปล่า แต่ฟังยอดผู้เสียหายที่มาแจ้งต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษคือดีเอสไอก็ได้แต่อึ้งๆ เมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา จากการลงทะเบียนผู้เสียหายออนไลน์มี 4,058 ราย รวมวงเงินทั้งสิ้น 1,191,579,210 บาท อ่านไม่ผิดหรอก หนึ่งพันหนึ่งร้อยเก้าสิบล้านบาท

ไม่อยากจะพูดหยาบๆ ว่าคนตกเป็นเหยื่อคือคนโลภ ขอใช้คำว่า “โลกสวย” แล้วกันว่า บางคนเขาก็เรียกว่า “มีความหวังในชีวิต” ที่อยากลองผิดลองถูกดู เผื่อจะมีเงินได้ไปทำอะไรตามฝันของตัวเองบ้าง และคนเหล่านี้พอแม่มณีถูกจับ บางคนก็ยังปลอบใจตัวเองว่า “แม่ไม่โกงหรอก แค่หมุนเงินช้า แต่ปัญหาคืออีพวกแม่ข่ายที่ส่งต่อคนอื่น มันเล่นตุกติกกลัวไม่ได้เงินเลยไปแจ้งจับแม่” เรียกว่าขอยึดความหวังไว้จนนาทีสุดท้าย เพราะบางคนเขาเหลือแค่ความหวังจริงๆ

ในยุคโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คเฟื่องๆ แบบนี้ เราต่างเห็นหลายคนอวดชีวิตหรู อวดอาหารแพง เที่ยวแพง หลายคนก็มีความหวังจะได้ลิ้มรสการบริโภคแบบนั้นบ้าง ลำพังเงินเดือนหรือเงินจากน้ำพักน้ำแรงหมุนใช้สิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันก็ไม่ค่อยจะพออยู่แล้ว ก็พยายามหาทางลัดให้ได้เงิน แล้วก็ตกเป็นเหยื่อ แต่ขณะเดียวกัน ยุคโซเชี่ยลฯ เฟื่องๆ นี่ เราควรจะพลิกความคิดไหมว่า ต้องใช้โซเชี่ยลฯ นั่นแหละในการหาข้อมูลก่อนจะตัดสินใจอะไร



ที่ผ่านมาวงแชร์หลายวงถูกแจ้งจับ แต่ไม่เป็นข่าว ก่อนหน้าแม่มณี มีเรื่องที่ดังขึ้นมาเพราะเกิดเหตุไปอื้ออึงกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ แห่กันเรียกหาตั๋วไปเที่ยวญี่ปุ่น คือกรณี “ซินแสโชกุน” ที่ชวนมาลงทุนแล้วจัดสมนาคุณเป็นทัวร์ญี่ปุ่นราคาถูกแบบเหมือนให้เปล่าได้ เอาเงินรอบแรกมาหมุนจัดทัวร์ได้สำเร็จ ก็ล่อแมงเม่าเข้ามาได้อีกเยอะ แล้วก็เข้าอีหรอบเดิม พอรวบรวมเงินได้ระดับหนึ่งแล้วก็หาทางหนี สุดท้ายก็ถูกตามจนมุมติดตะรางไป

หรือก่อนหน้านี้ไม่นาน ก็มีข่าว voucher ร้านอาหารทะเลแหลมเกตุ ซึ่งเจ้าของร้านเปิดขาย voucher กินบุฟเฟต์อาหารทะเลแบบราคาถูกเหมือนได้เปล่า แต่ต้องซื้อในช่วงนาทีทองนี้เท่านั้นๆ ก็มีคนแห่ซื้อจำนวนมากเพื่อเอา voucher ไปปล่อยขายต่อ พอถึงเวลาจริงเงื่อนไขกลับเยอะจนใช้ voucherไม่ได้ นั่นก็อีหรอบเดียวกันคือการรวบรวมเงินจากแมงเม่า ได้เงินก้อนแล้วก็หาทางหนีเนียนๆ ผู้เสียหายหลายพันรายต้องรวมตัวไปแจ้งความ และก็ถูกจับ

พฤติกรรมหากินกับความหวัง (หรือจะเรียกว่าความโลภก็ได้) ของคน มันมีออกมาเรื่อยๆ และจะมีเทคนิคแพรวพราวอะไรมากขึ้น เช่นการจ้างสื่อมวลชนมาสร้างภาพก็อย่างนึง ซึ่งสื่อมวลชนบางทีก็ไม่ได้สอบถึงความไม่ชอบมาพากลละเอียด เห็นเป็น “งานลูกค้า” ก็ทำให้เหมือนงานประชาสัมพันธ์สักงานหนึ่งนั่นแหละ ในโลกยุคโซเชี่ยลฯ เฟื่องๆ แบบนี้สื่อควรสะกิดใจเร็วกับพฤติกรรมเหล่านี้และเตือนภัย และต้องอาศัยคนเห็นความไม่ชอบมาพากลเตือนให้เห็นอีกระดับ



เคยอ่านนิยายเรื่อง “บ้านบุญหล่น” ของ ว.วินิจฉัยกุล ที่เอาเรื่องแชร์แม่ชม้อยมาเป็นพล็อต คิดว่าเรื่องนี้ก็ยังทันสมัยในสังคมนี้แม้จะเขียนมานานแล้ว เพราะกรณีวงแชร์ล้มมันก็มีเรื่อยๆ และพฤติกรรมของคนเล่น พอได้เงินง่าย มันก็ถูกจ่ายเป็นเบี้ยหัวแตก หรือรายจ่ายที่ไม่จำเป็นไปเสียเยอะ เพราะ “มันมีโอกาสมีเงินแล้วให้รางวัลกับชีวิตบ้าง” ไม่ใช่นำไปลงทุนที่มันน่าเชื่อถือให้งอกเงยต่อ พอวงแชร์ล้ม หลายคนก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรเหลือแล้ว

ภัยมิจฉาชีพมีอยู่มากมาย และเกิดขึ้นบ่อยครั้ง บางทีสื่ออาจต้องเป็นกระบอกเสียงที่เน้นย้ำ เตือนภัยเรื่องนี้ให้มากขึ้น ให้มันตระหนักเข้าไปในชั้นการรับรู้ของคนเราเลยว่า “อย่าไว้ใจอะไรง่ายๆ โดยเฉพาะลงทุนน้อยได้ผลตอบแทนสูงเกินจริง” และไม่ใช่แค่เรื่องการหลอกให้ลงทุนแชร์ลูกโซ่ มิจฉาชีพมันมีหลายรูปแบบกระทั่งการเบียดเบียนคนจน ไร้ความปรานีความสงสารอะไรทั้งสิ้น เอาแค่ว่าตัวเองได้เงิน ใครเดือดร้อนช่างมัน

มีข่าวออกมาบ่อยๆ เรื่องการจ้างทำงานฝีมือแล้วจ่ายค่าตอบแทน เช่น จ้างปักครอสติช จ้างแยกสีลูกปัด จ้างทำข้าวกล่องจำนวนมาก แต่เงื่อนไขคือ “ผู้รับเหมาหรือผู้ว่าจ้าง” ต้องลงทุนไปเองก่อน อย่างกรณีจ้างปักครอสติช ก็ซื้อวัสดุจากคนจ้างนั่นแหละไปปัก หรือซื้อลูกปัดจากคนจ้างไปนั่งแยกสี พอถึงขั้นตอนการตรวจงานก็ติโน่นอ้างนี่จะไม่รับงาน เท่ากับคนทำก็ต้องควักเงินตัวเองจ่ายฟรีๆ ไป ทั้งที่เขายอมรับงานยิบย่อยนี้ก็ไม่ได้หวังเงินมากอยู่แล้ว



หรืออย่างล่าสุด มีกรณีจ้างเด็กทำกระทงลายการ์ตูน ซึ่งมันมีค่าลิขสิทธิ์ในการนำมาใช้ แล้วไอ้คนจ้างนี่แหละก็ทำเป็นขบวนการ ไปซื้อลิขสิทธิ์จากเจ้าของมาแล้วเอามาหลอกเพื่อล่อจับ เรียกค่าปรับว่า สิ่งที่ลงทุนไปละเมิดลิขสิทธิ์ เพิ่งมีกรณีเด็กโดนหลอกทำกระทงลายนกแองกรี้เบิร์ดไป แล้วถูก “หมาลิขสิทธิ์” หาเรื่องแจ้งจับละเมิดลิขสิทธิ์ แต่เจรจาต่อรองว่าไม่อยากให้เรื่องมันฉาวให้จ่ายมาห้าหมื่น คนไทยไม่อยากขึ้นโรงขึ้นศาลก็ต้องยอม

พอเป็นข่าวออกไป ถึงจะมีการเคลื่อนไหวทางสังคมพลิกเกมมาจัดการพวก “หมาลิขสิทธิ์” คืน หลายคนพร้อมให้ความช่วยเหลือ การสร้างความรับรู้เรื่องรูปแบบการโกงต่างๆ นานาเหล่านี้ และการรวมตัวกันทางสังคมให้เกิดแรงขับเคลื่อนกดดันจึงมีความจำเป็นมาก ที่สำคัญ อย่างที่ย้ำแล้วว่า ในโซเชี่ยลฯ มันหาข่าวกันง่ายขึ้น ไม่ใช่ยุคแม่ชม้อยแล้วที่พูดปากต่อปากไม่มีหลักฐาน ไม่อยากตกเป็นเหยื่อก็ต้องเฉลียวใจ และศึกษารู้เท่าทันพวกนี้ให้ได้

หวังว่านี่จะเป็นบทบาทสำคัญของสื่อที่จะจัดการมิจฉาชีพให้ไม่มีใครโดนหลอกอีก.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 86