อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 27 มกราคม 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 27 มกราคม 2563

"กุ้งแปลงเพศ" สายพันธุ์ MU1 โตเร็ว ปลอดโรค ผลงานม.มหิดล

ช่วง 9 เดือนแรกของปี พ.ศ.2561 ประเทศไทยมีการส่งออกกุ้งก้ามกรามไปยังตลาดต่างประเทศ 2,873.6 ตัน คิดเป็นมูลค่า 344 ล้านบาท ตลาดหลักที่มีมูลค่าการส่งออกมากที่สุด คือ เมียนมา รองลงมา คือ เวียดนาม และจีนซึ่งเป็นตลาดใหม่ อาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน 2562 เวลา 10.30 น.


ของกรมประมง ในช่วง 9 เดือนแรกของปี พ.ศ.2561 ประเทศไทยมีการส่งออกกุ้งก้ามกรามไปยังตลาดต่างประเทศ 2,873.6 ตัน คิดเป็นมูลค่า 344 ล้านบาท ตลาดหลักที่มีมูลค่าการส่งออกมากที่สุด คือ เมียนมา รองลงมา คือ เวียดนาม และจีนซึ่งเป็นตลาดใหม่ เป็นกุ้งก้ามกรามสำหรับทำพันธุ์ มีแนวโน้มการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 87.4
        
แต่การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในปัจจุบันใช้เวลานาน 6-7 เดือน ขณะที่ความต้องการของตลาดสูง จึงได้มีการพยายามปรับปรุงสายพันธุ์ และรูปแบบการเลี้ยงขึ้นใหม่ โดยเป็นการเลี้ยงแบบเพศผู้ล้วนเพื่อให้ได้ลักษณะตามที่ต้องการ เช่น โตเร็ว เนื้อและรสชาติดี ทนต่อโรค และระยะเวลาเลี้ยงสั้นลง

ดร.สุพัตรา ตรีรัตน์ตระกูล”  นักวิจัยจากสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล จึงคิดค้นและพัฒนาแม่กุ้งก้ามกรามแปลงเพศต้นแบบ MU1” ที่มีคุณลักษณะเด่น คือ ปลอดโรคและโตเร็ว เพื่อช่วยสร้างรายได้แก่เกษตรกร ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพสู่ผู้บริโภค และสร้างรายได้สู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ
        
กุ้งก้ามกรามมีความยาวประมาณ 13 เซนติเมตร พบใหญ่สุดถึง 1 ฟุต น้ำหนักราว 1 กิโลกรัม การจำหน่ายกุ้งก้ามกรามของเกษตรกรในภาคกลาง จากข้อมูลสำนักงานประมงจังหวัดราชบุรี ส่วนใหญ่จำหน่ายในราคาเฉลี่ยขนาด 20-30 ตัวต่อ กก. 31-40 ตัวต่อ กก. และ 40 ตัวขึ้นไปต่อกก. ที่เกษตรกรขายได้ในปี พ.ศ.2561 ราคากิโลกรัมละ 234–175-149 บาท ตามลำดับ
       

    
ดร.สุพัตรา ผู้คิดค้นและพัฒนาแม่กุ้งก้ามกรามแปลงเพศต้นแบบ MU1 กล่าวว่า กุ้งก้ามกราม หรือ กุ้งแม่น้ำ ชนิดที่พบในประเทศไทย ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า M. rosenbergii เนื่องจากมีเนื้อมาก อีกทั้งเนื้อแน่น และมันอร่อย จึงนิยมนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู  การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในปัจจุบันเริ่มจากการผลิตลูกกุ้งในโรงเพาะฟัก จากนั้นนำลูกกุ้งมาอนุบาลจนมีขนาด 250-300 ตัวต่อ กก. แล้วปล่อยลงเลี้ยงในบ่อดินจนกุ้งก้ามกรามโตแล้วจึงจับขาย ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 6-7 เดือน โดยส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงกุ้งก้ามกรามร่วมกับกุ้งขาว เพื่อลดความเสี่ยงต่อความเสียหายจากโรคระบาด
        
เราจึงได้ริเริ่มคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ด้านชีวโมเลกุล โดยการนำกุ้งก้ามกรามเพศผู้ที่ปลอดโรค สุขภาพดี โตเร็ว มากระตุ้นให้เกิดการแปลงเพศเป็นเพศเมียด้วยสารประกอบชีวโมเลกุล จนกระทั่งได้กุ้งก้ามกรามเพศผู้ที่มีเพศสภาพภายนอกเป็นเพศเมีย เมื่อนำไปผสมกับพ่อพันธุ์กุ้งก้ามกราม ก็จะให้ลูกก้ามกรามเพศผู้ที่โตเร็วและปลอดโรค ตรงความต้องการของตลาด
      
เพื่อต่อยอดงานวิจัย สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ คุณบรรจง นิสภวาณิชย์ เจ้าของบรรจงฟาร์ม จังหวัดฉะเชิงเรา ผลิตลูกกุ้งก้ามกรามเพศผู้ ตั้งแต่ปี 2561 และส่งไปยังฟาร์มอนุบาลลูกกุ้งก้ามกราม และเกษตรกรตามพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย ทั้งภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ และได้รับการตอบรับจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเป็นอย่างมาก โดยพบว่า มีเปอร์เซ็นต์การได้ลูกกุ้งเพศผู้สูงถึง 90% ลูกกุ้งก้ามกราม MU1 โตกว่าสายพันธุ์ปกติประมาณร้อยละ 30 ระยะเวลาการเลี้ยงลูกกุ้งในสายพันธุ์ปกติใช้เวลา 60 วัน แต่ MU1 ใช้เวลาเพียง 55 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีการสั่งลูกกุ้งจากแม่พันธุ์ MU1พร้อมขยายไปยังกลุ่มผู้เลี้ยงอย่างต่อเนื่อง
        
ทั้งนี้ สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล (iNT) ได้เข้ามาดูแลการขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวสาร และกรรมวิธีผลิตแม่กุ้งก้ามกรามแปลงเพศเพื่อให้แม่กุ้งก้ามกรามสามารถผลิตได้เฉพาะลูกกุ้งก้ามกรามที่เป็นตัวผู้ได้ โดยได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้วทั้ง 2 เรื่อง
        
เป็นอีกหนึ่งผลงานที่นำองค์ความรู้ด้านการวิจัย มาช่วยสร้างรายได้แก่เกษตรกร และให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสู่ผู้บริโภค และสร้างประโยชน์ในเชิงพาณิชย์แก่ประเทศ.

--------------------------------
นภาพร พานิชชาติ.

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%