อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2563

"ขงเบ้ง-ธาดา คงจรรักษ์" ปักธงไทย..บนเวทีแอนิเมชั่นโลก

“ผมฝันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าอยากเดินมาบนเส้นทางนี้ ผมจึงเลือกเรียนด้านนี้ เพราะคิดว่าวิชานี้จะทำให้ชีวิตมีความสุขได้อย่างแน่นอน” แม้น้ำเสียงจะดูใสตามวัย แต่ก็เจือไปด้วยความหนักแน่นมุ่งมั่น กับ “ทางเดินชีวิตที่เลือก” ไว้ กับ “วิถีบนถนนสายนักทำแอนิเมชั่น” อาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน 2562 เวลา 10.30 น.

มฝันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าอยากเดินมาบนเส้นทางนี้ ผมจึงเลือกเรียนด้านนี้ เพราะคิดว่าวิชานี้จะทำให้ชีวิตมีความสุขได้อย่างแน่นอน” เป็นบางช่วงบางตอนที่ชายหนุ่มคนนี้ได้เล่าให้เราฟังในการสนทนากัน แม้น้ำเสียงจะดูใสตามวัย แต่ก็เจือไปด้วยความหนักแน่นมุ่งมั่น กับ “ทางเดินชีวิตที่เลือก” ไว้ กับ “วิถีบนถนนสายนักทำแอนิเมชั่น” ที่วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปทำความรู้จักกับเขา “ขงเบ้ง-ธาดา คงจรรักษ์” คนนี้...

ธาดา คงจรรักษ์ หรือ ขงเบ้ง นักทำแอนิเมชั่นชาวไทย เล่าประวัติส่วนตัวของเขาให้เราฟังว่า เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนสุราษฎร์ธานี โดยเรียนสายวิทย์-คณิต ซึ่งตอนจะขึ้นชั้น ม.4 คิดว่าต่อไปจะสอบหมอ เหมือนที่คนเลือกเรียนสายวิทย์ทั่วไปมักคิดกัน หรือไม่ก็สัตวแพทย์ แต่พอจะขึ้นชั้น ม.6 เขาก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าอยากจะเรียนหมอจริง ๆ หรือ? เพราะตอนนั้นยอมรับว่าเขาไม่มีความสุขกับการเรียนเคมีและฟิสิกส์เลย เขาจึงเริ่มทำการบ้านกับตัวเองอย่างหนักว่าที่จริงแล้วเขาต้องการเป็นอะไรกันแน่? ซึ่งในใจรู้ว่าไม่ใช่อาชีพหมอแน่ ๆ แต่กลับเป็น ศิลปะ เขาจึงลองเรียนทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ จนสุดท้ายก็ค้นพบว่าตนเองชอบศิลปะ จึงตัดสินใจจะเลือกเรียนสาขาออกแบบนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร



ตอนนั้นตั้งใจว่าจะต้องเข้าศิลปากรให้ได้ เพราะอยากใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เพราะเราไม่เคยได้สัมผัสชีวิตคนกรุงมาก่อนเลย สุดท้ายก็สอบติด โดยหลังเรียนจบผมก็ได้ทำงานกราฟิกและโฆษณาอยู่ที่ไทย 1 ปี จนรู้สึกอิ่มตัวและอยากที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ที่ในเมืองไทยไม่มีสอน ก็เลยตัดสินใจไปเรียนปริญญาโทต่อที่มหาวิทยาลัย Academy of Art University, San Francisco สหรัฐอเมริกา ในสาขา Traditional Animation : Stop Motion Animation”

เขาเล่าถึงชีวิตที่อเมริกาว่า หลังเรียนจบเขาได้เข้าทำงานในตำแหน่ง Digital Artist/Animator ที่บริษัท Applovin โดยมีหน้าที่ทำโฆษณาให้กับ Application ต่าง ๆ บนมือถือ หลังจากนั้น 1 ปี บริษัทก็ได้โปรโมตให้เขาเป็น Senior Designer และย้ายไปอยู่กับทีม Marketing ทำให้ต้องเปลี่ยนหน้าที่จากการทำโฆษณาให้ Application มาเป็นการทำโฆษณาให้กับบริษัท รวมถึงงาน visual ต่าง ๆ ของแบรนด์ต่าง ๆ ที่ต้องดูแล ส่วนสาเหตุที่เขาเลือกทำงานที่อเมริกานั้น ขงเบ้งบอกว่า เกิดขึ้นหลังจากที่หนังของเขาผ่านเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ ทำให้มั่นใจว่าเขาจะต้องหางานทำที่อเมริกาได้อย่างแน่นอน ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนเขามักดูถูกตัวเองมาตลอดว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่คนไทยโนเนมแบบเขาจะหางานทำที่นี่ “ตอนนั้นผมสมัครงานไปยังบริษัทต่าง ๆ ซึ่งไม่ง่ายเลยกว่าจะได้งานทำ เพราะระบบการสัมภาษณ์งานมีหลายขั้นตอน แต่ผมก็ไม่ถอดใจ จนได้งานทำในที่สุด” ขงเบ้งระบุ



พร้อมกับเล่าให้ฟังอีกว่า บริษัทที่อเมริกาค่อนข้างให้ความสำคัญกับทุกอาชีพ ทุกตำแหน่ง ไม่เหมือนที่ประเทศไทย นอกจากนั้น รูปแบบการทำงานที่นี่ยังไม่จำกัดกระบวนการทำงานอีกด้วย เพราะเมื่อถูกคัดเลือก เข้าทำงานแล้ว ทางบริษัทก็จะเชื่อมั่นในตัวของบุคลากรที่จ้างมา และที่ชอบมาก ๆ ก็คือ บริษัทที่นี่จะให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่าขั้นตอนใน การทำงาน เหตุนี้จึงทำให้เขาอยากทำงานที่นี่ เพื่อเรียนรู้ระบบการทำงาน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเขาก็ได้ทำงานที่อเมริกา โดยเป็นบริษัทสตาร์ทอัพแห่งหนึ่ง ซึ่งที่อเมริกานั้น ธุรกิจประเภทนี้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เติบโตเร็วมาก ทำให้คนที่ทำงานต้องปรับตัวให้เท่าทันกับกระแสธุรกิจและกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ทางด้านครอบครัวนั้น เขาเล่าว่า คุณพ่อชื่อ ประมวล ส่วนคุณแม่ชื่อ อรชร ซึ่งนับตั้งแต่เล็กที่จำความได้ก็จะเห็นภาพของคุณพ่อคุณแม่ที่ต่างก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ซึ่งที่บ้านทำธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เล็ก ๆ ทั้งนี้ เขาเล่าถึงตอนที่ตัดสินใจย้ายจากสายวิทย์-คณิต เพื่อเรียนศิลปะในระดับมหาวิทยาลัยว่า โชคดีที่คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยบังคับว่าจะต้องเรียนอะไร...

ตอนเด็ก ๆ ส่งผลงานเข้าประกวดเยอะครับ แต่ไม่เคยได้รางวัลใหญ่อะไรเลย (หัวเราะ) แต่ก็มีความสุขทุก ๆ ครั้งที่ถูกเลือกให้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปประกวดครับ” เขาเล่าเรื่องนี้พร้อมรอยยิ้ม



ก่อนเล่าให้ฟังต่อว่า เขามักชอบตั้งความหวังไว้สูง ซึ่งอาจเป็นเพราะเขาเป็นลูกคนโตในครอบครัวคนจีน จึงรู้สึกว่าต้องแบกรับสิ่งที่ครอบครัวคาดหวัง ทำให้ทุกครั้งที่ไม่ได้ดั่งใจ เขาจะรู้สึกท้อมาก แต่ความคิดนี้ก็เปลี่ยน ไปหลังได้เรียนและใช้ชีวิตในต่างประเทศ ที่ช่วยให้ เขาเห็นโลกได้กว้างขึ้น ทั้งนี้ เขาได้เล่าให้ฟังอีกว่า ความฝันวัยเด็กของเขาคือ อยากสร้างภาพยนตร์แบบ Disney ทำให้เลือกเรียนสาขาที่คิดว่าจะทำให้ตัวเองมีความสุข ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเรียนอะไร หรือจบแล้วจะไปทำอาชีพอะไร เพราะคิดเพียงว่า อยากทำหนังของตัวเอง หรืออย่างน้อยก็ได้มีชื่อในเครดิตท้ายภาพยนตร์สักเรื่องเท่านั้น กับศาสตร์ Stop Motion Animation ที่เลือกเรียน เขายอมรับว่า สาขานี้ไม่ค่อยมีการเปิดสอน ยิ่งที่อเมริกายิ่งหาที่เรียนยาก เพราะเป็นวิชาที่แทบไม่มีคนสนใจแล้ว เพราะเด็กรุ่นใหม่ต่างหันไปให้ความสำคัญกับ Digital Animation กันหมด โดยแม้แต่อาจารย์ที่ปรึกษาเขาก็ยังแนะนำให้ย้ายสายเรียน เพื่อให้มั่นใจว่าเรียนจบแล้วจะมีงานทำ แต่เขาก็ไม่เปลี่ยนเส้นทางเดิน

ผมไม่อยากหยุดตัวเอง เพียงเพราะกระแสโลกที่เปลี่ยนไป แต่จริง ๆ ในใจตอนนั้นผมแค่ต้องการพิสูจน์ว่าผมทำได้ ผมจึงเดินหน้าต่อ ซึ่งสถาบันที่ผมเรียน เขาสอนผมเริ่มทำแอนิเมชั่นจากการวาดมือทั้งหมด โดยให้เรียนรู้การวาดรูปทีละรูปเพื่อสร้างเป็นหนังที่มีความยาว 1 นาที ซึ่งจะต้องใช้รูปที่วาดทั้งหมด 1,440 รูป ซึ่งตอนที่ได้เห็นภาพที่วาดเคลื่อนไหวมีชีวิต ตอนนั้นผมทึ่งและตื่นเต้นมาก โดยถัดจากการเรียนรู้ด้านนี้ก็ขยับมาเรียนการทำให้สิ่งของเคลื่อนไหวเหมือนมีชีวิต” เป็นเรื่องราวในช่วงเริ่มต้นในการเรียนรู้ศาสตร์นี้ของเขา ที่อเมริกา



เขาเล่าให้เราฟังต่อไปว่า หนังแอนิเมชั่นเรื่อง “TED” เป็นหนังที่สร้างชื่อให้เขา เป็นหนังแอนิเมชั่นที่ผสม 2 เทคนิค คือ Stop Motion และ 2D Animation ซึ่งเกิดจากความคิดว่าเขาอยากทำอะไรที่แตกต่าง และท้าทายความสามารถของตัวเอง โดยแอนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของเด็กชายที่สูญเสียจินตนาการวัยเด็กไปทีละน้อย และเมื่อเขาเติบโตขึ้นก็ได้ค้นพบว่าตัวเองเคยมีความสุขขนาดไหนในช่วงชีวิตวัยเด็ก เขาจึงนำเอาจินตนาการในวัยเด็กมาสร้างให้กลายเป็นเรื่องจริง ซึ่งสารที่เขาอยากถ่ายทอดก็คือ ต้องการสะท้อนความเป็นจริงในสังคม โดยเฉพาะกับตัวเขาเอง ที่มักถูกตั้งคำถามว่า... ทำไปทำไม?”

ผมคิดมาตลอดว่ามันจะมีทางออกเสมอ ถ้าเราพยายามมากพอ และได้เรียนรู้ว่า บางทีการตั้งเป้าหมายไว้เล็ก ๆ และทำมันให้สำเร็จ จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทำให้เราอยากเดินหน้าต่อ มากกว่าจะตั้งความหวังเอาไว้ใหญ่ ๆ ซึ่งตอนนี้หลายสิ่งที่ตั้งเป้าเอาไว้ก็สำเร็จแล้ว เหลือเพียงเป้าหมายต่อไปคือ การสร้าง Short Animation อีกสักเรื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ตัวเองในธุรกิจด้านนี้ในประเทศไทย เพราะประเทศ ไทยยังมีคนที่ทำงานด้านนี้น้อยมาก ผมเลยคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดี ถ้ามีคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยกันบุกเบิก นอกจากนั้น ที่วางแผนไว้คือ อยากไปเที่ยวรอบโลกครับ”

ขงเบ้งได้เล่าด้วยว่า เขาเริ่มส่งงานเข้าประกวดโดยเริ่มจากการตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำหนังเรื่องนี้มาเพื่อใครและเพื่ออะไร ซึ่งเทศกาลหนังที่ส่งเกือบทั้งหมดเป็นหนังสำหรับเด็ก โดยเทศกาลแรกที่ได้รับเลือกให้เข้าฉายคือ FANTOCHE-International Animation Film Festival, Kids film competition ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีอย่างมาก หลังจากนั้นก็มีเทศกาลอื่น ๆ ส่ง invitation เชิญเขาให้เข้าไปร่วมประกวดต่อมาเรื่อย ๆ โดยหนังแอนิเมชั่นเรื่อง TED ได้รับเลือกให้ร่วมฉายในเทศกาลภาพยนตร์ทั้งหมด 10 แห่ง ในทวีปอมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และยุโรป นอกจากนั้นยังได้รับบรรจุใน Video Library ของ Program IndieLisboa เพื่อเข้าฉายตามงานเทศกาลหนังต่าง ๆ ทั่วยุโรปอีกด้วย นี่ตอกย้ำว่า... ฝีมือคนไทยไม่ได้ด้อยกว่าใคร



สำหรับ ผลงานที่ภูมิใจ นั้น ขงเบ้ง บอกว่า ตอนเรียนที่อเมริกา เขาได้มีโอกาสทำภาพยนตร์แอนิเมชั่นสั้น 3-4 เรื่อง ซึ่งแรก ๆ ก็เป็นหนังที่สร้างเพื่อสนองความต้องการของตัวเองเป็นหลัก เพราะอยากทดลองวิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา ซึ่งก็ประสบความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง สลับกันไป จนมาถึงหนังแอนิเมชั่นชื่อว่า TED ปรากฏว่าเรื่องนี้ได้รับการตอบรับดีมากจากเทศกาลภาพยนตร์หลายแห่ง จนเขาแทบไม่เชื่อตัวเองด้วยซ้ำไปว่าทำได้ ส่วนอีกเรื่องมีชื่อว่าMy Deer” ที่มีความยาว 1 นาทีครึ่ง โดยหนังเรื่องนี้ก็ได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ถึง 3 เวที แถมได้รับคำชมล้นหลาม

ทั้งนี้ ขงเบ้ง-ธาดา คงจรรักษ์ บอก “ทีมวิถีชีวิต” ว่า ก่อนจะทำหนังแอนิเมชั่นสักเรื่อง คนที่ทำจะต้องเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองสร้าง และต้องเข้าใจกลุ่มเป้าหมายเสียก่อน การสื่อสารที่ผ่านแอนิเมชั่นออกมาจึงจะชัดเจน ซึ่งสำหรับแอนิเมชั่นเรื่อง TED ของเขา นอกจากเพื่อตอบคำถามที่มีต่อตัวเขาเองแล้ว เขายังต้องการสะท้อนถึงชีวิตจริงของใครหลาย ๆ คน ที่เมื่อตัดสินใจจะทำสิ่งที่ตัวเองรักแล้ว ก็มักถูกสังคมตั้งคำถามว่า... ทำไปทำไม?” ซึ่งเขาอยากบอกทุกคนที่เจอคำถามแบบนี้ และกำลังสับสน ว่า...

ทุกเรื่องมีทางออกเสมอ ถ้าเราพยายามมากพอ”.

-------------------------------------
เชาวลี ชุมขำ.


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 43