อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 5 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 5 สิงหาคม 2563

"ใหญ่ - เขมทัตต์ พลเดช" ชูธง "อสมท" กลางศึกมีเดีย!!

 ปีนี้เป็นปีแรกที่องค์กรได้รับรางวัลนี้ เป็นผลงานจากการที่องค์กรได้ปรับปรุงกระบวนการภายในเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีความโปร่งใส เป็นธรรม รางวัลนี้เป็นสมบัติของพนักงานทุกคน ที่ช่วยกันทำให้องค์กรยกระดับคุณภาพมากขึ้น อาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2562 เวลา 10.30 น.


   ปีนี้เป็นปีแรกที่องค์กรได้รับรางวัลนี้ เป็นผลงานจากการที่องค์กรได้ปรับปรุงกระบวนการภายในเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีความโปร่งใส เป็นธรรม รางวัลนี้เป็นสมบัติของพนักงานทุกคน ที่ช่วยกันทำให้องค์กรยกระดับคุณภาพมากขึ้น” ...เป็นการบอกเล่าของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท หรือบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) องค์กรซึ่งเพิ่งได้รางวัล“ช่อสะอาด” เกียรติยศ ประจำปี 2562 รางวัลในการสนับสนุน ยกย่อง องค์กรที่ได้ส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จากการกุม
บังเหียนบริหารงานโดยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่คนปัจจุบัน...ที่ชื่อ “เขมทัตต์ พลเดช”  

    e e e e
       
   เขมทัตต์ พลเดช หรือชื่อเล่นคือ “ใหญ่” ย้อนอดีตตัวเองให้ทีม “วิถีชีวิต” ฟังว่า...เรียนจบชั้นประถมโรงเรียน ภ.ป.ร.ราช    วิทยาลัย และต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จากนั้นเรียนต่อปริญญาตรีวารสารศาสตร์ สาขาวิทยุโทรทัศน์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และยังจบปริญญาโท นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสื่อสารการตลาด มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
       
     เมื่อ 40 ปีที่แล้วยังไม่ค่อยมีคนเรียนทางด้านวิทยุโทรทัศน์กันเท่าไหร่ แต่เราชอบด้านเทคโนโลยี และมองว่าในอนาคตเทคโนโลยีจะมา ก็เลยเลือกที่จะเรียนทางด้านนี้“ ...เขมทัตต์บอกเล่า พร้อมย้อนอดีตวิถีการทำงานก่อนจะมาเป็น หัวเรือใหญ่ อสมท ในปัจจุบันว่า... เริ่มต้นชีวิตการทำงานมาตั้งแต่ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย โดยช่วงที่อยู่ปี 3 มีโอกาสได้ไปฝึกงานที่ พล.1 กรป.กลาง ซึ่งตอนนั้นสนุกมาก ได้ทำทุกอย่าง ทั้งจัดรายการ ตัดต่อเทปเสียง สัมภาษณ์ ฯลฯ พอขึ้นปี 4 ก็ได้ไปฝึกงานที่ช่อง 10 หาดใหญ่ แล้วกลับมาเขียนวิทยานิพนธ์ พอจบปริญญาตรีก็สมัครงานที่ช่อง 9 (อสมท) แต่ปรากฏว่าไม่ได้ ต่อมาทางหัวหน้าที่เคยไปฝึกงานที่ช่อง  10 ติดต่อให้ไปทำงานด้วย จึงตัดสินใจ ทำงานด้านข่าว ที่หาดใหญ่... ตอนนั้นภาคใต้ก็กำลังคุกรุ่นมาก และมีนโยบาย ’ใต้ร่มเย็น“ ด้วยความที่เป็นเด็กใหม่ ผมจึงถูกส่งไปทำข่าวปฏิบัติการเป็นประจำ ต้องลงพื้นที่กับเจ้าหน้าที่ทหารทุกวัน ตั้งแต่ 6 โมงเช้า ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปกับทหาร...ผมทำงานตรงนี้ 1 ปี ได้ไปมาทั่วพื้นที่“

    

       ...
เขาเล่าให้ฟังถึงการทำงานครั้งอดีต และว่า...การได้มีโอกาสทำข่าวปฏิบัติการนี้ทำให้ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีกมาก นอกจากการทำข่าวแล้ว ยังได้เรียนรู้ถึงปฏิบัติการทางทหารด้วย เช่น ได้รู้ว่าการบินเฮลิคอปเตอร์ต้องบินสูงระดับไหนปืน ค. จึงจะยิงไม่ถึง หรือหากบินช่วงฝนตกก็บินเลียบทางรถไฟให้รถไฟบัง ทั้งยังได้เรียนรู้ในเรื่องการเจรจากับฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบอีกด้วย
 
        ผ่านไปราว 1 ปี ใหญ่-เขมทัตต์ ก็เบนเข็มชีวิตออกจากงานทำข่าว โดยเลือกที่จะ ทำงานแบงก์ แทน ซึ่งเรื่องนี้ทางเจ้าตัวเล่าว่า... เพราะเงินเดือนไม่พอใช้ เงินเดือนเพียง 3,000 บาท แค่ค่าข้าวก็หมดแล้ว เรื่องบ้านพักก็อาศัยนอนใต้ถุนบ้านพัก ผอ. และยังมีอีกสาเหตุคือหัวหน้าให้ไปสอบเข้าเป็นข้าราชการ แต่ปรากฏว่าเจอเส้นใหญ่ เวลาสอบถูกเลื่อนให้เร็วขึ้น จึงทำให้เข้าสอบไม่ทัน ก็เลยตัดสินใจที่จะไม่ทำงานตรงนี้ต่อ พอดีมีเพื่อนชวนไปทำงานเป็นโปรดิวเซอร์ค่ายใหญ่ค่ายหนึ่งที่ทำรายการ “ชีพจรลงเท้า” ที่ตอนนั้นดังมาก ก็เลยตัดสินใจที่จะไป แต่พอเข้ากรุงเทพฯ เพื่อนอีกคนก็มาบอกว่าที่ธนาคารกสิกรไทย
รับประชาสัมพันธ์ ต้องการคนที่ถ่ายภาพและเขียนข่าวได้ด้วย ก็สนใจ
จึงได้สมัครทำงานที่แบงก์นี้ และทำอยู่ประมาณ 10 ปี...ก็มีจุดหักเห
วิถีชีวิตอีกครั้ง...
    

 
    ’ไปเจอรุ่นพี่ที่เคยทำงานอยู่ที่แบงก์ ที่เขาย้ายไปทำงานเป็นเอเจนซี่อยู่ที่บริษัท สปา แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด เขาชวนให้ไปทำด้วย และให้เงินเดือนมากขึ้น 4 เท่า ตอนนั้นผมก็เป็นผู้จัดการส่วนประชา สัมพันธ์แล้ว แต่เพิ่งแต่งงานและมีลูก เพื่อครอบครัว ที่ใหม่เงินเยอะกว่า เลยตัดสินใจย้ายไปทำงานเป็นเอเจนซี่“
...เจ้าตัวเล่า พร้อมบอกอีกว่า...ทำงานที่ใหม่อยู่ประมาณ 10 กว่าปี มีโอกาสได้ทำโครงการใหญ่ ๆ หลายโครงการ ที่เป็นที่รู้จักกันดีก็เช่น... โครงการ “โตโยต้าถนนสีขาว”
      
      จากโครงการดังกล่าว ผลงานก็ไปเข้าตา มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ที่ตอนนั้นเป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท และต้องการนำ อสมท เข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็ชักชวนเขาให้ไปทำงานด้วย... แต่ตอนนั้นผมก็คิดหนักมาก ใช้เวลาตัดสินใจอยู่  6-7 เดือน เพราะตอนนั้นไทยเพิ่งผ่านวิกฤติต้มยำกุ้งมา ตัวเองเงินเดือนที่เดิมตอนนั้นก็ถือว่าสูง ถ้าเข้าทำที่ อสมท เงินเดือนเหมือนราชการ แต่ด้วยความที่ชอบทำงานทีวีอยู่แล้ว ในที่สุดจึงตัดสินใจไปหาความท้าทายใหม่กับบ้านหลังใหม่“
  
         ตอนนั้นที่ อสมท มีการเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ โดยแบ่งเป็น 3 ตลาด 1.เรื่องกลยุทธ์ 2.เรื่องโทรทัศน์ และ3.เรื่องโครงการภาครัฐ ซึ่งเขามีโอกาสได้เข้าไปดูในเรื่องโครงการภาครัฐ และยังดูด้านวิทยุอีกด้วย โดยเขาได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ดูงานหลาย ๆ ส่วน จนปี 2554 ก็ได้รับตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท แต่ผ่านไปราว 1 ปี ก็ถึงจุดหักเหในชีวิตการทำงานอีกครั้ง... โดยเขาตัดสินใจลาออก เจ้านายเก่าที่บริษัท สปา แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด ชวนให้กลับไปทำงานโดยไปรับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท สปา-ฮาคูโฮโด จำกัด แต่เขาเข้าไปทำงานอยู่เพียงระยะหนึ่ง ก็ตัดสินใจย้ายที่ทำงานใหม่อีก...
      
      ช่วงนั้นมีการประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิตอล หมอปราเสริฐ (นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ) อยากให้เป็นที่ปรึกษาประมูลช่องทีวีดิจิตอล ให้ทำแผนให้ พอประมูลช่องได้ก็ให้ผมทำงานเลย ตอนนั้นผมยังไม่ได้บอกเจ้านายเก่าเลย แต่ผมก็ตัดสินใจบอกไปตรง ๆ ซึ่งเจ้านายผมก็บอกว่า...ถ้าลื้ออยากไปก็ไป แต่ถ้ามีปัญหาลื้อก็กลับมาละกัน อั๊วดูแลให้ตลอดเวลาอยู่แล้ว”
      
      ใหญ่-เขมทัตต์ บริหารทีวีดิจิตอลช่องดังกล่าว คือ พีพีทีวี ในฐานะกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด อยู่ 3 ปี จนช่องเกิดแล้ว เขาจึงตัดสินใจลาออกเพื่อที่จะพักผ่อน...เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพ!!...
      
    ’ผมทำงานหนักใช้ชีวิตหักโหมจนเกือบแย่มาแล้ว 2 ครั้ง นอนโรงพยาบาล 2 ครั้งแล้ว ครั้งแรกตอนทำ อสมท รอบแรก ช่วงนั้นทำงานหนักบวกกับเครียด จนล้ม เส้นเลือดในสมองแตก เลือดคั่งในสมอง และที่ พีพีทีวี ก็อีกครั้ง ตอนนั้นผมแย่มาก เลือดคั่งในสมองเท่าลูกมะนาว หมอให้ภรรยา คุณแม่ เซ็นเอกสารผ่าตัดแล้ว แต่ขอดูอีก 1 คืน ให้ยาละลายลิ่มเลือดดูก่อน โชคดีที่เลือดที่คั่งสลายไปเอง จึงไม่ต้องผ่าตัด แต่ผมเข้าโรงพยาบาลจนซี้กับหมอเลยช่วงนั้น“

      
     แต่เอาจริงเขาก็หยุดพักผ่อนได้ไม่นาน... พอดีผมไปกินข้าว      กับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เขาบอกว่า อสมท เปิดสรรหากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เขาก็ว่าเราก็เคยอยู่มาแล้ว อยากให้เราสมัคร ผมก็เลยบอกพี่เขาไปว่าก็ลองส่งประวัติผมไปแล้วกัน จะได้-ไม่ได้ก็ค่อยว่ากัน เราไม่ได้ซีเรียส ปรากฏว่าได้ ซึ่งผมได้เข้าทำหน้าที่ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท เมื่อเดือนเมษายน ปี 2560
      
     ความท้าทายครั้งใหม่กับตำแหน่งเบอร์ 1 อสมท... เข้ามาที่นี่ใหม่ ๆ ก็ไม่ได้เครียดอะไร ตอนนั้นยังกำลังห้าวอยู่ แต่จริง ๆ ก็มีเครียดอยู่เรื่องหนึ่งเหมือนกัน คือทำยังไงดีกับ อสมท ที่ตอนนั้นขาดทุนอยู่ 700 กว่าล้าน เพราะเรารู้ว่าเม็ดเงินมันไม่มี ไม่ง่าย นี่เป็นโจทย์ยากที่สุด...แต่การบริหารท่ามกลางวิกฤติอุตสาหกรรมสื่อมันก็เป็นความท้าทายอีกแบบ”
       
     เขาบอกเล่าต่อไปว่า... เนื่องจากเป็นคนเก่าที่นี่ รู้ว่ากระบวนการเป็นอย่างไร ก็เดินหน้าแก้ปัญหา อสมท ที่เริ่มขาดทุนในปี 2559 ปลายปี 2559 ขาดทุน 700 กว่าล้าน... ผมเข้ามาเมษายน 2560 สิ่งที่ผมเข้ามาแล้วต้องทำก็คือ... 1.ต้องคอนโทรลเรื่องต้นทุน 2.การหารายได้เพิ่มเติม” แต่การหารายได้เพิ่มเติมในช่วงที่ตลาดสื่อซบเซา เริ่มดาวน์ลง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย...มันยาก!!
  
          อย่างไรก็ตาม เขาพยายามลดต้นทุนองค์กรในส่วนที่เกินและไม่จำเป็นออก... จนสิ้นปี 2560 สามารถทำให้การขาดทุนลดลงไปเหลือประมาณ 500 ล้านบาท สิ้นปี 2561 การขาดทุนเหลือประมาณ 300 กว่าล้านบาท และมาในช่วง 9 เดือนของปี 2562 นี้ อสมท ยังกำไรอยู่ 99 ล้านบาท ซึ่งถึงสิ้นปีก็จะพยายามประคองไม่ให้ขาดทุน“ ซึ่งในปีที่แล้วก็ได้ขอบอร์ดให้ขึ้นเงินเดือนให้พนักงาน เพราะลดค่าใช้จ่ายได้ 200 กว่าล้าน จึงขอเงินส่วนหนึ่งมาให้พนักงานเพื่อให้มีกำลังใจทำงาน
       
     บริหารเงิน บริหารองค์กร เราชัดเจนแล้ว แต่บริหารคนยังยาก การบริหารคนนี่ยากที่สุด...ซึ่ง อสมท มีพนักงานประมาณ 1,300 กว่าคน ตั้งแต่เปิดทีวีดิจิตอลมายังไม่มีการเอาคนออกสักคนเดียว โดยการที่ไม่เอาคนออกเราก็ต้องมีการเพิ่มศักยภาพให้พวกเขา  ต้องรีสกิล เพิ่มมัลติสกิลให้พวกเขา เอาพวกเขามาเทรนนิ่ง ทำให้เขามีทักษะ
ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น...”

    
       ขณะเดียวกัน ก็มีการบริหารจัดการเรื่องจัดซื้อจัดจ้างให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น... การจัดซื้อต้องมาขึ้นตรงกับผม เวลาผมจะเซ็นก็จะถามว่าซื้อไปทำอะไร เพราะว่าในการทำงบลงทุนต้องมีแผน ต้องลงทุนไปแล้วมีรีเทิร์น จึงจะถือว่าเป็นผลสำเร็จ” ...และจุดนี้ก็น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้ อสมท ได้รับรางวัล “ช่อสะอาด” เกียรติยศ ประจำปี 2562 ซึ่งทาง ใหญ่-เขมทัตต์ ยังบอกว่า... ระบบการตรวจสอบก็จะเข้มข้นต่อเนื่อง ทั้งการทำเอกสาร รวมถึงการสื่อสารภายในและภายนอก การที่ได้รางวัลเป็นสิ่งประกันเรื่องคุณภาพการทำงานให้กับคู่ค้า และเป็นพลังที่จะทำงานสร้างสรรค์ต่อไป“
      
      ถามว่า... ยากสุดในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อสมท อยู่ตรงไหน?” เจ้าตัวบอกว่า... การอยู่ตรงกลาง “สงครามมีเดีย” ที่การจะหาเม็ดเงินยากมาก ขณะที่รับภาระว่าต้องให้เกิดการฟื้นฟูและมีความยั่งยืน ซึ่งทำได้แล้วส่วนหนึ่ง คือลดการขาดทุนได้ แต่ถ้าจะให้ยั่งยืนต้องใช้วิธีการคือ 1.ต้องขยับสเต็ปองค์กรสัก 2-3 ก้าว เพื่อหาดินแดนใหม่ ๆ ที่ไม่มีสงครามตรงนั้น 2.ก็ต้องดึงคนให้ไปด้วยกันกับองค์กรด้วย เราเป็นธุรกิจสื่อ ถ้ายังเป็นการให้เช่าเหมือนเดิม ก็จะติดล็อกเดิม ถูกล้อมกรอบด้วยกฎระเบียบ ด้วยคนที่ไม่เข้าใจ...
   
    เมื่อพื้นที่เดิมเพาะปลูกไม่ได้ ก็ต้องเดินทางออกหาพื้นที่เพาะปลูกใหม่ที่ดีกว่า“ ซึ่งถามถึง “ทิศทางที่ อสมท ควรจะไป?” ก็มองว่าพนักงานต้องเปิดโลกทัศน์ ต้องเปิดใจ ถ้าองค์กรจะลงทุนที่จะสร้างมูลค่าเพิ่ม ก็ต้องกู้ ถ้าไม่มีก็ต้องใช้เงินพันธมิตรมาช่วย ซึ่งแต่ก่อนมีพันธมิตรทำในเรื่องคอนเทนต์หรือเนื้อหา ไม่ต้องลงทุน แต่พอเขาไป หากเราไม่สามารถทำคอนเทนต์ได้เอง ก็ต้องหาคนทำให้ แต่ไม่ใช่ทำแค่ขายในประเทศ ต้องขายต่างประเทศด้วย ต้องเน้นข่าวที่มีมิติ และก็ต้องมุ่งที่อะไรที่เป็นวาไรตี้ เพราะคนชอบบันเทิง และองค์กรยังมีวิทยุที่มีดาต้าหรือข้อมูลเยอะ ก็จะมุ่งที่ธุรกิจดาต้า ที่ขยายได้เยอะ นี่ยังไม่รวมหลักทรัพย์ในเรื่องที่ดิน อสมท อีกประมาณ 70 ไร่ มูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาท ที่ยังไม่ได้มีการแปลงสภาพอะไร
    
      ในอนาคต ที่เราจะทำก็คือ สร้างแพลตฟอร์มใหม่ ๆ เพราะเราคิดว่าคอนเทนต์เรามาจากหลายที่ ไม่จำเป็นต้องของเราก็ได้ เรากำลังเซตอยู่ เพิ่งประกาศโครงสร้างธุรกิจใหม่เมื่อตุลาคมนี้ โครงสร้างธุรกิจใหม่จะนำสู่รายได้ใหม่ที่มาแทนสัมปทาน ซึ่งเดิมเรายึดติดแพลตฟอร์มโทรทัศน์ วิทยุ แต่ของใหม่ต้องยึดติดคอนเทนต์ เพราะถ้าคอนเทนต์ไม่ดีก็ไม่มีใครอยากซื้อ แต่ถ้าคอนเทนต์ดีจะอยู่ในแพลตฟอร์มไหนก็ได้ สามารถใส่ในแพลตฟอร์มทั้งในประเทศ-ต่างประเทศ ได้หมด นี่เป็นวิธีคิด ที่ต้องมีการเปลี่ยน ถามว่ายากไหม ก็ยากอยู่“
...กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท ระบุ

    e e e e
     
        และทิ้งท้าย เขาบอกว่า... สำหรับตัวเอง จริง ๆ ผมอยากพักผ่อน แต่มีคนบอกว่าถ้าไม่ทำอะไรสมองจะฝ่อ ก็คิดว่าต่อไปอาจจะเป็นบล็อกเกอร์เขียนอะไรดูบ้าง ซึ่งตรงนี้ก็ยังไม่ได้วางแผนไว้สำหรับในอนาคตเลย มีแต่วางแผนในช่วงเวลาที่เหลือไม่ถึง 1 ปีในตำแหน่งใน อสมท ที่ผมอยากจะทำให้ อสมท ไม่ขาดทุน มีกำไร และจะวางพื้นฐานใหม่ ๆ ปรับปรุง สร้างให้ อสมท มีความทันสมัย สามารถรองรับคนรุ่นใหม่ ๆ ได้...
    
         เพื่อให้คนรุ่นใหม่สนใจ“.


เรียนรู้ ‘วิถีใหม่ ๆ’ จากลูก ๆ
      
   ใหญ่-เขมทัตต์ พลเดช มีคู่ชีวิตคือ “ภัทรธมนต์ พลเดช” มีทายาทด้วยกัน 2 คน โดยคนโตเป็นลูกชาย ชื่อ “เขษมพงศ์ พลเดช” อายุ 27 ปี คนเล็กเป็นลูกสาว ชื่อ “เขมิศรา พลเดช” อายุ 24 ปี ซึ่งผู้เป็นคุณพ่อเล่าถึงคุณลูกว่า... ลูกผมทำงานตั้งแต่เด็กเหมือนผม ทำงานมาตั้งแต่ยังเรียน...“ ซึ่งตอนแรกก็จะให้ลูกเรียนโรงเรียนไทย ๆ แต่ปรากฏว่าเจอระบบแป๊ะเจี๊ยะ ก็เลยให้ลูกเรียนอินเตอร์  ซึ่งก็ทำให้พบวิถีที่ทำให้ลูกเป็นคนกล้าที่จะคิด ไม่ติดในเรื่องของกรอบ โดยลูกชายจะชอบด้านธุรกิจ ส่วนลูกสาวชอบด้านอาร์ต ซึ่งมีแมวมองมาชวนลูก 2 คน ลูกชายก็เคยไปฝึกเล่นละคร ร้องเพลง แต่ไม่ชอบ ส่วนลูกสาวชอบ ก็ได้อยู่สังกัดแกรมมี่ และตอนนี้ก็สังกัดนาดาว เป็นนักแสดง ซึ่งที่ทำให้เป็นที่รู้จักก็ตอนเล่นซีรีส์เรื่อง “ฮอร์โมน” จากนั้นก็ได้เล่น
อีกหลาย ๆ เรื่อง...


                                                                                      
    ’การที่ลูกเขาเป็นเด็กรุ่นใหม่ มีความคิดในแบบคนรุ่นใหม่ ก็ทำให้เราได้เรียนรู้จากลูกเยอะนะ ทั้งพวกนวัตกรรม และได้เรียนรู้การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ทำให้เรารู้วิถีของคนรุ่นใหม่ ทำให้รู้ว่าคนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตกันยังไง...
                                                                       
    และผมก็ได้นำมาปรับใช้กับการทำงาน“.

.................................................
ทีมวิถีชีวิต : รายงาน

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 43