อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 27 มกราคม 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 27 มกราคม 2563

"คน-ป่า-นา-ข้าว" ผสานกลมกลืน "ชาวสันป่าเหียง เชียงราย"

ให้จับเคียวข้างที่ถนัดนะ เสียงคุณป้าที่ทำหน้าที่ “สอนเกี่ยวข้าว” บอกเราให้ทำตาม ก่อนหันมามองนักเรียนจำเป็นข้าง ๆ ว่าทำได้ไหม จนเรียกเสียงหัวเราะร่าของคุณป้าออกมา ก่อนคุณป้าจะบอกว่า “ทำไม่ทันใช่ไหม...งั้นดูใหม่” พร้อมให้กำลังใจว่า “ค่อย ๆ ทำ...ไม่ต้องรีบ” อาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม 2562 เวลา 10.30 น.


ให้จับเคียวข้างที่ถนัดนะ...จากนั้นทำแบบนี้...” เสียงคุณป้าที่ทำหน้าที่สอนเกี่ยวข้าวบอกเราให้ทำตาม แต่ยังไม่ทันจะได้ถามต่อ คุณป้าก็กระหวัดเคียวอย่างรวดเร็ว จนได้กอข้าวเต็มมือออกมา ก่อนหันมามองนักเรียนจำเป็นข้าง ๆ ว่าทำได้ไหม ซึ่งคำตอบที่ได้คือใบหน้าเหลอหลาของเรา จนเรียกเสียงหัวเราะร่าของคุณป้าออกมา ก่อนคุณป้าจะบอกว่า ทำไม่ทันใช่ไหม...งั้นดูใหม่พร้อมให้กำลังใจว่า ค่อย ๆ ทำ...ไม่ต้องรีบซึ่งครั้งนี้เราทำสำเร็จ ทั้งนี้ กิจกรรมเกี่ยวข้าวที่เรามาร่วมนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมท่องเที่ยวที่ ชาวบ้านชุมชนสันป่าเหียง ต.ห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย ทดลองจัดขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกของชุมชน โดยเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในชุมชนเล็ก ๆ ที่มีเสน่ห์แห่งนี้ ที่วันนี้ทีมวิถีชีวิต จะพาไปทำความรู้จักวิถีชาวชุมชนนี้กัน...


   
ในช่วงที่ลมหนาวเริ่มส่งสัญญาณของการมาเยือนพื้นที่ภาคเหนือของไทย “ทีมวิถีชีวิต” ได้มีโอกาสเดินทางไปเยือน บ้านสันป่าเหียง อีกหนึ่งชุมชนเล็ก ๆ ที่มีวิถีชีวิตผูกพันแนบแน่นกับการทำเกษตร โดยเฉพาะการทำเกษตรอินทรีย์ ตามคำเชิญจากฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) หรือ สกว. เดิม ซึ่งได้เข้ามาส่งเสริมให้ชุมชนแห่งนี้นำกระบวนการวิจัยมาใช้เพื่อจะได้มองเห็นข้อจำกัด-จุดเด่น ของตนเอง เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในแนวทางที่เหมาะสมกับตนเอง โดย ชุมชนบ้านสันป่าเหียงมีจุดเด่นเรื่องการทำเกษตรวิถีพุทธ อยู่แล้ว เพียงแต่ในอนาคตชุมชนเองก็อยากที่จะสร้างทางเลือกให้กับตนเองเพิ่มขึ้น และหนึ่งในนั้นก็มองที่เรื่อง การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน แต่ปัญหาคือทุกคนไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ดังนั้น เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก็ต้องลงมือลองทำ...
       
เสาร์แก้ว เทพสิงห์ หรือ ป้านาง ชาวบ้านสันป่าเหียง เล่าว่า ชุมชนนี้ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายแค่ 20 กิโลเมตร โดยหมู่บ้านแห่งนี้เป็นชุมชนเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นมากว่า 80 ปีแล้ว ซึ่งที่มาของชื่อสันป่าเหียงนี้ คำว่า เหียง นั้นแท้จริงแล้วคือต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า ต้นเหียงซึ่งอยู่ในตระกูลยางนา มีดอกสีชมพูสดใส รูปร่างคล้ายกังหัน ซึ่งในอดีตพื้นที่นี้รายล้อมไปด้วยต้นไม้ชนิดนี้ แต่ได้ลดจำนวนลงไป อันเป็นผลจากการขยายพื้นที่เพาะปลูก โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ทำนาปลูกข้าว และทำไร่ ทำสวนผลไม้ โดยเฉพาะ กระท้อนที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นของดีที่ใครได้ชิมแล้วต้องติดใจ อย่างไรก็ตาม จากวิถีการทำเกษตรแบบดั้งเดิม แต่พอถึงช่วงหนึ่ง คือราวปี 2530 ชาวบ้านก็เริ่มหันมาทำเกษตรภาคการผลิตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เริ่มมีการนำเครื่องจักรและสารเคมีเข้ามาใช้ในการเกษตรเพิ่มขึ้น โดยช่วงแรกก็ยังไม่เกิดปัญหาอะไร แถมยังทำให้หลายคนพอใจ เพราะได้ผลผลิตเร็ว เห็นผลทันตา แต่หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง เอฟเฟกต์ของการทำเกษตรด้วยสารเคมีก็เริ่มส่งผล เพราะผลผลิตที่เคยได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยค่อย ๆ ไม่ได้ผลเหมือนเดิม ทำให้บางคนก็ต้องเพิ่มปริมาณการใช้สารเคมีมากขึ้น ที่สุดก็เริ่มมีปัญหา ไล่ตั้งแต่... ดินเสื่อมโทรม ปัญหาหนี้สิน จนถึงปัญหาสุขภาพ จนคนในชุมชนเริ่มมองย้อนกลับไปที่วิถีเกษตรดั้งเดิมที่เคยทำ จนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์


      
มันฝืนต่อไม่ได้แล้วนั่นล่ะ...ถึงคิดได้ ตอนนั้นคิดว่าคงทำเกษตรสารเคมีต่อไม่ไหว แต่ไม่รู้ว่าจะย้อนกลับมาเริ่มต้นยังไง จนมีเจ้าหน้าที่ สกสว. เข้ามาแนะนำว่าให้ลองทำงานวิจัยดูไหม ตอนนั้นก็ไม่คิดว่าชาวไร่ชาวนาอย่างเราจะทำได้ เพราะฟังแล้วดูยาก แต่ทางนั้นก็ยืนยันว่า...ได้ไม่ได้ไม่รู้หรอก ถ้าไม่ลองดู ก็เลยตกปากรับคำว่าจะทำ
    
ป้านาง เล่าถึงเส้นทางที่พลิกจากวิถีชาวนา มาสู่เส้นทาง นักวิจัยท้องถิ่น จนทำให้เราย้อนกลับไปคิดถึงสิ่งที่ชาวบ้านคนหนึ่งได้บอกเล่ากับเราว่า นิยามและความหมายของคำว่า เกษตรอินทรีย์ สำหรับชาวบ้านสันป่าเหียงนั้น ไม่ใช่แค่ทำเกษตรแล้วมีรายได้ แล้วก็จบไป แต่ยังลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือ การทำเกษตรอินทรีย์นี้ นอกจากจะช่วยลดปัญหาต่าง ๆ แล้ว ยังเป็นการ คืนลม คืนน้ำ คืนแดด ให้กับธรรมชาติ ด้วย ส่วนในเรื่อง “การท่องเที่ยว” นั้น เรื่องนี้เราได้รับ คำบอกเล่าว่า ราวปี 2552 หลังจากพระนักคิด-นักเขียนชื่อดังอย่าง พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ได้มาตั้งสำนักวิปัสสนา ซึ่งปัจจุบันก็คือไร่เชิญตะวัน ในละแวกใกล้ ๆ จึงทำให้เริ่มมีคนภายนอก และ นักท่องเที่ยว เดินทางเข้ามายังบ้านสันป่าเหียง และ ต.ห้วยสัก มากขึ้น โดยเฉพาะปี 2556 หลังจากถนนที่พาดผ่านหมู่บ้านได้มีการราดยาง ทำให้ การเดินทางไปมาสะดวกขึ้น จนส่งผลทำให้ปริมาณของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนตุลาคม-มีนาคม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ชุมชนมองเห็นถึงโอกาสในการจัดการท่องเที่ยว จนเป็นที่มาของ โปรแกรม การท่องเที่ยวบ้านสันป่าเหียง ที่เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนจากฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สกสว. และ ธ.ก.ส.
        
พอคิดว่าจะทำท่องเที่ยว เราก็ยังมองภาพไม่ออก ว่าทำแล้วจะยังไง จะไหวไหม ดังนั้นการที่เราจะรู้ก็ต้องลองทำก่อน เพียงแต่เพื่อไม่ให้ระหว่างทางที่ก้าวไปนั้นไปแบบสะเปะสะปะ ก็ต้องมีกระบวนการในเรื่องนี้ จึงเป็นที่มาของโครงการวิจัยการจัดการท่องเที่ยวของบ้านสันป่าเหียงนี้ขึ้น” ชาวบ้านคนหนึ่งได้บอกกับเราถึงเรื่องนี้


       
ทั้งนี้ หลังเกี่ยวข้าวกันได้ระยะหนึ่ง คุณป้าซึ่งสอนเราเกี่ยวข้าวก็บอกให้เราพัก เพื่อกินน้ำและของว่างที่ชาวบ้านจัดเตรียมไว้ให้ ก่อนพาดูกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีรูปแบบคล้ายฐานการเรียนรู้ ที่แบ่งเป็น ฐานของกินบ้านเฮา ฐานสตรอเบอรี่อินทรีย์ ฐานไข่ทองคำ ฐานเกษตรผสมผสาน ฐานวิมานมะพร้าว ฐานทำโคม ซึ่งนี่แค่ส่วนหนึ่ง ยังมีกิจกรรมที่รอคอยเราอีกเพียบในวันรุ่งขึ้นเช้าวันต่อมาเราเริ่มเตรียมตัวกันตั้งแต่ช่วงเช้ามืด เพื่อจะไปเยี่ยมชมกาดสันป่าเหียง หรือตลาดสันป่าเหียง ตลาดเล็ก ๆ แต่น่ารักในชุมชน ที่ชาวบ้านใช้เป็นสถานที่นำพืชผลและผลผลิตของตนมาจำหน่ายให้กัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลผลิตที่เก็บเกี่ยวจากไร่นาตนเองรวมถึงสวนหลังบ้าน ซึ่งตลาดสันป่าเหียงนี้

โยธิน อินสาคำ หรือ แขก มัคคุเทศก์ประจำหมู่บ้าน ได้เล่าให้ฟังว่า ตลาดแห่งนี้ในอดีตชาวบ้านใช้เป็นที่สำหรับแลกเปลี่ยนสินค้ากัน คือใครมีอะไรก็นำมาแลกกัน ซึ่งข้าวของส่วนใหญ่จะเป็นพืชผัก ท้องถิ่น หรือเนื้อสัตว์ และขนมที่ทำและผลิตได้จากในชุมชน โดยตลาดนี้มีมาตั้งแต่ปี 2510 แล้ว
        
ตลาดจะเปิดตั้งแต่ตี 5 และขายเรื่อยไปจนถึง 6 โมงครึ่ง จากนั้นแม่ค้าพ่อค้า คนซื้อ ก็จะแยกย้ายกันกลับ บ้านใครบ้านมัน  ดังนั้นถ้าใครตื่นสาย เมื่อมาถึงก็จะพบแต่ความว่างเปล่า แขกบอกเรา
       
ลองกินไหม???” พี่คนหนึ่งในคณะของเรายื่นพืชชนิดหนึ่งที่ไม่คุ้นตาให้ลองชิม ซึ่งเมื่อทราบว่าเป็นผลของลูกเดือยที่นำมาต้ม ก็เรียกเสียงตื่นเต้นจากชาวคณะของเราได้ไม่น้อย เพราะหลายคนแม้จะเคยกินลูกเดือย แต่ก็ไม่เคยเห็นหน้าตาสด ๆ ของเจ้าพืชชนิดนี้มาก่อนเลย ก่อนที่มัคคุเทศก์คนเดิมของเราจะบอกว่า ต้นเดือยนี้จะมีปลูกกันแทบทุกบ้าน โดยบางบ้านก็ปลูกไว้หน้าบ้านเพื่อใช้แทนรั้ว แถมยังใช้เป็นไม้ประดับเสริมความสวยงามให้กับหน้าบ้านได้อีกด้วย นี่ไง...นี่ไง...ต้นเดือย ชาวคณะของเราตะโกนด้วยเสียงตื่นเต้น เมื่อเห็นต้นเดือยที่เรียงรายเป็นทิวแถวบริเวณหน้าบ้านหลังหนึ่ง
         
ย้อนกลับมาที่เรื่องการท่องเที่ยวที่ชุมชนได้ดำเนินการมาระยะหนึ่ง หลังจากได้เริ่มนำงานวิจัยมาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนจากวิถีการทำเกษตรแบบสารเคมีมาเป็นการทำเกษตรอินทรีย์แล้ว เมื่อชุมชนได้ทดลองทำการท่องเที่ยว ก็ค้นพบว่า แม้จะมีต้นทุนชุมชนที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อทำเรื่องการท่องเที่ยวไปได้ระยะหนึ่ง ก็พบว่าชุมชนก็ยังมีข้อจำกัด เช่น ยังขาดการเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวที่มี, ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการตั้งราคาที่พัก รวมถึงการออกแบบกิจกรรมให้เหมาะกับนักท่องเที่ยวกลุ่มต่าง ๆ จนที่สุดจึงตัดสินใจนำงานวิจัยเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อที่จะค้นหาทางออกของเรื่องนี้ โดยขณะนี้ก็อยู่ในช่วงสังเคราะห์ข้อมูลที่ค้นพบ เพื่อที่จะนำไปสู่ข้อสรุปของชาวชุมชนว่า... จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างไรดี???”
       
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ซึ่ง “ทีมวิถีชีวิต” เองก็ต้องโบกมือลาชาวชุมชนสันป่าเหียง ต.ห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เราจะมีโอกาสสัมผัสชุมชนนี้เป็นเวลาไม่นาน แต่ก็ซึมซับได้ถึงความตั้งอกตั้งใจของผู้คนในชุมชนนี้ได้เป็นอย่างดี ที่ต่างก็ต้องการจะค้นหาแนวทางที่ยั่งยืนและเหมาะสมที่สุดให้กับตนเอง ซึ่งเราก็ขอเอาใจช่วยให้ขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไปได้ เพื่อที่เมืองไทยจะได้มีแหล่งท่องเที่ยวกลางวิถีเกษตรแห่งใหม่เพิ่มขึ้น รวมถึงช่วยให้ชุมชนที่ วิถีมีเสน่ห์ เช่นนี้... คงอยู่ต่อไปนาน ๆ...




กว่าจะมาถึงวันนี้ ชาวชุมชนสันป่าเหียง ก็ต้องเผชิญสถานการณ์ที่ท้าทายมาก่อน โดย บัวจันทร์ สุรัตน์ หนึ่งในนักวิจัยชุมชน เล่าว่า ในอดีตคนสันป่าเหียงจะเน้นปลูกข้าวเป็นหลัก จนปี 2530 ก็เริ่มหันมาปลูกยาสูบกันมากขึ้น เพราะยาสูบมีราคาดี จนยาสูบราคาตกต่ำลง ชาวบ้านก็เลยหันมาปลูกกระท้อนและมะขามแทน และเริ่มขยายการเพาะปลูกมากขึ้น จนเกิดการใช้พื้นที่เพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้ต้นเหียงของชุมชนลดลง และหลังจากหันมาทำเกษตรภาคการผลิตที่มีการใช้ปุ๋ยและสารเคมี ที่สุดก็ทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมลง ซึ่งตอนนั้นทุกคนก็เริ่มตื่นตัวกับปัญหาดังกล่าวแล้ว แต่ยังมองไม่เห็นทางออกจากปัญหานี้ จนปี 2552-2553 หลังไร่เชิญตะวันของพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ตั้งขึ้น จึงมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาเพิ่มขึ้น ทางพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี จึงได้ชักชวนชาวบ้านให้ละเลิกการทำเกษตรสารเคมี เปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์แทน เพื่อเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยว พร้อมกับการที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาสวมบทบาทนักวิจัย ด้วยการนำงานวิจัยมาใช้เป็นเครื่องมือ ผ่านโครงการวิจัย 2 เรื่อง คือ การศึกษารูปแบบการจัดการท่องเที่ยวที่นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างเศรษฐกิจกิจชุมชนอย่างมีส่วนร่วม และโครงการบริหารจัดการร้านค้าชุมชนอย่างมีส่วนร่วมบ้านสันป่าเหียง เพื่อค้นหาคำตอบที่จะช่วยให้ชุมชนค้นพบ ทางออก จาก วังวนปัญหานั่นเอง.

..............................................
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%