อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2563

"ค่าที่ปรึกษาฝรั่ง" ค่าโง่ที่ประเทศไทยไม่สมควรจ่าย

สัปดาห์นี้ไปดูบริษัทที่ปรึกษาฝรั่งเข้ามาทำมาหากิน โกยเงินจากบ้านเรากลับประเทศไม่รู้เท่าไหร่ พฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2562 เวลา 08.00 น.


เมื่อไม่นานมานี้ มีคำกล่าวที่น่าสนใจของคนสำคัญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศคนหนึ่งคนนั้นคือ “คริสติน ลินการ์ด” อดีตหญิงเหล็กแห่ง “ไอเอ็มเอฟ” ที่ออกมา ประกาศเปรี้ยงให้ประเทศจนๆ เลิกจ้างบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกได้แล้ว มาทำงานให้แล้วเสียเงินไปหลายสิบหลายร้อยล้านดอลลาร์โดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งเธอหมายถึงบริษัทที่ปรึกษายักษ์ใหญ่ระดับโลก “แมคคินซีย์” กับ “บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป” นั่นเอง

ปกติจะไม่ค่อยได้เห็นผู้นำองค์กรระดับโลกคนไหนกล้าออกมาท้าทายแบบเผ็ดร้อนเหมือน ลินการ์ด มาก่อน งานนี้คงทำให้หลายๆ คนที่บูชาลัทธิที่ปรึกษาฝรั่งต้องหน้าหงายกันเป็นแถว ประเทศไทยเองทั้งบริษัทเอกชน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ก็จ่ายค่าที่ปรึกษาให้บริษัทฝรั่งแต่ละปีหลายพันล้านบาท

ในช่วงที่ประทศไทยเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง เป็นยุคทองของบริษัทที่ปรึกษาฝรั่งเข้ามาทำมาหากิน โกยเงินจากบ้านเรากลับประเทศไม่รู้เท่าไหร่ทั้งรัฐวิสาหกิจ บริษัทขนาดใหญ่พากันแย่งตัวให้มาช่วยฟื้นฟูกิจการ ในการทำงานส่วนใหญ่บริษัทที่ปรึกษาเหล่านี้ก็จะมาเอาข้อมูลทั้งเอกสาร สัมภาษณ์ผู้บริหาร พนักงานในบริษัทที่ว่าจ้างทั้งหลายนำไปวิเคราะห์จัดระบบทำเป็นแผนให้คนไทยนำไปปฏิบัติ ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด คนไทยก็หลับหูหลับตาทำตามคำแนะนำ

สูตรสำเร็จที่บริษัทที่ปรึกษาเหล่านี้แนะนำคือ “ยุบบริษัท” ที่เห็นว่าไม่มีอนาคต ไม่ทำกำไร ทิ้งเพื่อลดค่าใช้จ่าย โดยไม่ได้คิดทางออกอื่นหรือเอาเรื่องความเดือดร้อนของพนักงานที่จะต้องตกงานมาคิดคำนวณ ตอนนั้นบริษัทที่ปรึกษาพวกนี้เข้าไปที่ไหน พนักงานเตรียมตกงานได้เลย



มีเรื่องเล่าในช่วงวิกฤติต้มกุ้งบริษัทขนาดใหญ่ของไทยแห่งหนึ่ง กรรมการบริษัทและผู้บริหารล้วนจบมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของโลก จึงเชื่อมั่นบริษัทที่ปรึกษาฝรั่ง ตัดสินใจจ้างบริษัทที่ปรึกษาชื่อดังระดับโลกที่คนไทยคุ้นชื่อดีมาทำการวิเคราะห์ธุรกิจว่า จะออกจากวิกฤติที่บริษัทกำลังประสบได้อย่างไร

บริษัทที่ปรึกษารายนั้นศึกษาเสร็จก็ฟันธงต้องยุบบริษัทในเครือที่ทำธุรกิจเซรามิคทิ้ง ให้เหตุผลว่า ไม่มีอนาคต เป็นตัวถ่วง แต่มี เอ็มดี.ดูแลธุรกิจเซรามิคคัดค้านไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ ยืนยันไม่ยอมให้ยุบและขอฟื้นฟูบริษัทเอง ซึ่ง ซีอีโอ.บริษัทแม่ก็น่ารักเชื่อมือลูกน้อง จึงตัดสินใจไม่ยุบและให้ลูกน้องทำ แถมให้เงินลงทุนอีกจำนวนหนึ่งเพื่อเดินหน้าธุรกิจต่อไป

เอ็มดี.ท่านนี้เมื่อเจอ ซีอีโอ.ใจถึงเชื่อใจลูกน้องและเพื่อรักษาลูกน้องไม่ให้ตกงานก็กลับมาคิดว่าจะทำยังไงที่จะให้ธุรกิจในกลุ่มเซรามิคไม่ขาดทุน แถมต้องมีกำไร คิดอยู่หลายตลบพร้อมกับถามตัวเองว่าทำไมกระเบื้องเซรามิคต้องปูพื้นอย่างเดียว ทำไมไม่เอาไปปูฝาผนังบ้านด้วย

ด้วยความที่ส่วนตัวเป็นคนชอบศิลปะจึงไปศึกษาหาวิธีการว่าจะนำเอาศิลปะมาผสานกับแผ่นกระเบื้องเซรามิคได้อย่างไร เมื่อความคิดตกผลึกในที่สุดก็พัฒนาออกมาเป็นกระเบื้องเซรามิคที่เป็นงานศิลปะมีสีสันสวยงาม และไม่ใช่แค่วัสดุปูพื้นอีกต่อไปแต่คนนิยมเอาไปติดผนังครัว ผนังบ้านผนังห้องน้ำให้ดูสวยงาม อีกด้วย

ปรากฏว่า ยอดขายกระเบื้องเซารามิคเพิ่มขึ้นทันทีสองสามเท่าตัว เพราะตลาดใหญ่ขึ้น ธุรกิจที่บริษัทฝรั่งบอกว่าให้ยุบทิ้งกลับทำกำไรอย่างไม่น่าเชื่อ เพียงเพราะ เอ็มดี.ไม่เชื่อบริษัทที่ปรึกษา แต่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่กับมือทุกวัน ว่ากันว่าผลงานจากการฟื้นฟูธุรกิจกลับมามีกำไรได้ทำให้ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งซีอีโอบริษัทแม่ต่อจาก ซีอีโอ.คนที่เชื่อใจให้ทุนมาฟื้นบริษัทหลังจากที่เกษียณตัวเอง เรื่องนี้เป็นตำนานขององค์กรนั้นจนทุกวันนี้

นี่แค่หนึ่งตัวอย่าง ของคนไม่เชื่อว่าบริษัทที่ปรึกษาบริษัทฝรั่งจะรู้ดีกว่าคนไทยจนสามารถฟูบริษัทมีกำไร ลูกน้องไม่ต้องตกงาน ถ้าหากข้าราชการไทย บริษัทเอกชนไทยมีความเชื่อมั่นตัวเองมากกว่าเชื่อมั่นพวกฝรั่งแล้วประเทศไทยคงไม่ต้องสูญเสียเงินตราให้ต่างประเทศแต่ละปีมากมายมหาศาลอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้.
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน" 
ขอบคุณภาพจาก : Christine Lagarde

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    96%
  • ไม่เห็นด้วย
    4%

บอกต่อ : 125