อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563

"ก่อนใช้ยากระดูกพรุน คุณตรวจฟันแล้วหรือยัง?"

โรคกระดูกพรุนจัดเป็นภัยเงียบที่ซ่อนเร้นโดยไม่มีอาการ ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์  เมื่อเกิดปัญหากระดูกหักแล้ว จากผลการสำรวจในสตรีไทย พบอุบัติการณ์กระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนส่วนกระดูกคอตะโพก และส่วนกระดูกสันหลังส่วนเอว เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2562 เวลา 08.30 น.


โรคกระดูกพรุนจัดเป็นภัยเงียบที่ซ่อนเร้นโดยไม่มีอาการ ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์  เมื่อเกิดปัญหากระดูกหักแล้ว จากผลการสำรวจในสตรีไทย พบอุบัติการณ์กระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนส่วนกระดูกคอตะโพก และส่วนกระดูกสันหลังส่วนเอว เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในอายุ 70 ปีขึ้นไป ยิ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ และคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2564 จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์  (Aged society) ความชุกของโรคกระดูกพรุน ก็น่าจะยิ่งเพิ่มขึ้นไปด้วย

แพทย์หญิงธิศรา วีรสมัย สูตินรีแพทย์ และหัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย ได้ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่ความแข็งแรงของกระดูกลดลงจนทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก  ความแข็งแรงของกระดูก ประเมินได้จากการตรวจวัดความหนาแน่นและคุณภาพของกระดูก การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนอ้างอิงตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกด้วยการตรวจวัดความหนาแน่น   ของกระดูกสันหลังส่วนเอว และส่วนคอตะโพก หรือ BMD (Bone mineral density) ด้วยวิธี  DEXA scan (Dual energy X-ray absorptiometr) ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบค่าความหนาแน่นของกระดูกที่วัดได้กับค่าเฉลี่ยมวลกระดูกสูงสุดของสตรีวัยสาว โดยค่า BMD ที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ-2.5 เท่าของ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน จัดว่าเป็นโรคกระดูกพรุน
  
ในวงจรชีวิตของกระดูก จะมีการทำงานของเซลล์สร้างกระดูกและเซลล์สลายกระดูกร่วมกันอย่างสมดุล ในช่วงอายุของการเจริญเติบโต ขบวนการสร้างกระดูกจะมีอัตราการสร้างมากกว่าการสลายกระดูก เมื่อกระดูกเจริญเต็มที่ การสร้างและการสลายนั้นจะดำเนินต่อไปเพื่อเป็นการรักษากระดูกให้อยู่ในสภาพคงรูป (bone remodeling)  ซึ่งสมดุลที่ดีของสองขบวนการนี้จะบ่งถึง “มวลกระดูก” และค่าเฉลี่ย  ของมวลกระดูกจะสูงสุดที่อายุ 30 ปี จากนั้นจะค่อย ๆ ลดลง เร็วช้าแตกต่างกันตามพันธุกรรม ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อการลดลงของมวลกระดูกจนเกิดกระดูกพรุนได้นั้น ได้แก่

1. อายุมากขึ้น หลังอายุ 30 ปี มวลกระดูกจะเริ่มลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเข้าสู่วัยหมดระดูหรือวัยทอง ร่างกายขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้เซลล์สร้างกระดูกทำงานลดลง ในขณะที่เซลล์สลายกระดูกยังทำงานมากขึ้น ส่งผลให้มวลกระดูกลดลง

2. การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน นอกจากในวัยทองแล้ว อาจเกิดการขาดเอสโตรเจนจากการใช้ยาบางประเภท เช่น ยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคในกลุ่มเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่, การผ่าตัดรังไข่ออกทั้งสองข้าง, สตรีที่รังไข่ทำงานล้มเหลวจนเข้าสู่ภาวะวัยทองตั้งแต่อายุยังไม่เกิน 40 ปี

3. โรคที่ทำให้เกิดกระดูกพรุนตามมา เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ, เบาหวานชนิดที่ 1 เป็นต้น

4. ได้รับยาที่ส่งผลให้มวลกระดูกลดลงเป็นเวลานาน เช่น   ยากันชัก, ยาสเตียรอยด์ เป็นต้น

5. ภาวะขาดอาหาร หรือไม่ค่อยมีกิจกรรม ขาดการออกกำลังกาย

เนื่องจากความใส่ใจในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมีมากขึ้นในปัจจุบัน การตรวจมวลกระดูกจึงมีบทบาทสำคัญในการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน เพื่อรับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ  และป้องกันการเกิดกระดูกหักในที่สุด ซึ่งข้อบ่งชี้ในการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกของมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2560 คือ

1. ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดระดูเร็ว (คือหมดระดูตั้งแต่อายุก่อน 45 ปี) หรือได้รับการผ่าตัดรังไข่ออกทั้งสองข้าง 

2. ผู้หญิงอายุมากกว่า 65 ปี และผู้ชายอายุมากกว่า 70 ปี

3. ผู้หญิงที่เคยได้รับยารักษาโรคที่มีผลข้างเคียงให้ระดับฮอร์โมนเพศหญิง หรือเอสโตรเจนลดลง ต่อเนื่องนานเกินกว่า 1 ปี

4. เคยได้รับยาสเตียรอยด์ในปริมาณมากนานติดต่อกัน 3 เดือนขึ้นไป

5. เคยมีประวัติคุณพ่อหรือคุณแม่กระดูกตะโพกหัก

6. สตรีวัยหมดระดูที่มีดัชนีมวลกายต่ำกว่า 20 กก.ต่อตารางเมตร (kg/m2)

7. สตรีวัยหมดระดูที่มีส่วนสูงลดลงอย่างน้อย 4 ซม.

8. ตรวจเอกซเรย์พบภาวะกระดูกบาง หรือกระดูกสันหลังผิดรูป

9. มีประวัติกระดูกหักแม้เป็นอุบัติเหตุไม่รุนแรงมาแล้ว

การรักษาโรคกระดูกพรุน ควรทำควบคู่กันทั้ง
    
1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และรูปแบบการใช้ชีวิต
 ได้แก่
         • ปรับรูปแบบการใช้ชีวิต เลี่ยงการดื่มชาหรือกาแฟมาก เกินไป เลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา
         • ระวังการหกล้ม ปรับพื้นกระเบื้องห้องน้ำหรือห้องพัก เป็น ชนิดที่ไม่ลื่น, ปรับให้มีราวจับกันการลื่นล้ม, ออกกำลังกายให้มีกล้ามเนื้อแข็งแรง ช่วยการทรงตัวไม่ให้ล้มได้ง่าย, เลี่ยงการทานยากลุ่มยากล่อมประสาท หรือปรึกษาแพทย์ในการรับประทานและเฝ้าระวัง
         • ควรรับประทานอาหารที่ให้แคลเซียมสูง เช่น นม น้ำเต้าหู้  ปลา งาดำ เป็นต้น หรือรับประทานแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 1,200-1,500 มก. และวิตามินดีอย่างน้อยวันละ 600 ยูนิต ซึ่งปรับขนาดตามผลตรวจระดับวิตามินดีในเลือด
         • ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักเพื่อเสริมความแข็งแรงของกระดูก (weight-bearing exercise) เช่น เต้นแอโรบิก, วิ่งเหยาะ ๆ, เดินขึ้นเนิน/ขึ้นบันได, เต้นรำ เป็นต้น ซึ่งน้ำหนักที่กดลงบนกระดูกจะช่วยกระตุ้นให้เซลล์สร้างกระดูกทำงานในการสร้างมวลกระดูกเพิ่มขึ้น

2. การรักษาด้วยยา ซึ่งยารักษากระดูกพรุน แบ่งตามการทำงานเป็นสองกลุ่มหลัก ๆ คือ
         •  ยาที่ช่วยในการสร้างกระดูก
         •  ยาที่ต้านการสลายกระดูก: ซึ่งมีวิธีบริหารยาที่ต่างกัน ทั้งแบบรับประทาน แบบฉีด การพิจารณาเลือกใช้ยานั้น ขึ้นกับหลายปัจจัย ได้แก่ 

2.1 ฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยหมดระดู ในกรณีผู้ป่วยกระดูกพรุนที่อายุน้อยกว่า 60 ปี หรือเข้าสู่วัยหมดระดูนานน้อยกว่า10 ปี, ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำอุดตัน, ไม่มีประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัวหรือผลตรวจเอกซเรย์เต้านมผิดปกติ, มีอาการของวัยหมดระดู เช่น ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกชุ่มตัว นอนไม่หลับ เป็นต้น

2.2 ยาต้านการสลายกระดูกชนิดรับประทาน มีทั้งชนิดรับประทานทุกวัน, สัปดาห์ละครั้ง และในปัจจุบัน มีชนิดรับประทานเดือนละครั้ง ทำให้ง่ายต่อการรับประทาน เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ตรวจพบกระดูกพรุน หรือสตรีวัยหมดระดูที่มีกระดูกพรุน และอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป หรือเข้าสู่วัยหมดระดูนานมากกว่า 10 ปี ยาชนิดนี้ ควรรับประทานตอนท้องว่าง คือก่อนอาหารเช้าประมาณ 1 ชม. เพื่อการดูดซึมที่ดี แต่ยาจะมีผลข้างเคียงเรื่องการเกิดกรดไหลย้อนได้ จึงแนะนำให้คอยระวังหลังรับประทานแล้วใน 30 นาทีแรก ไม่ควรก้ม หรือนอนเอนหงาย เพื่อป้องกันการเกิดกรดไหลย้อน

2.3 ยาต้านการสลายกระดูกชนิดฉีด ซึ่งมีทั้งฉีดทุก 6 เดือน และ 1 ปี เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ตรวจพบกระดูกพรุน หรือสตรีวัยหมดระดูที่มีกระดูกพรุน และอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป หรือเข้าสู่วัยหมดระดูนานมากกว่า 10 ปี ยาชนิดฉีดก็เหมาะสำหรับท่านที่มักลืมทานยา หรือมีโอกาสจะไม่ทานยาต่อเนื่อง และกังวลเรื่องการเกิดกรดไหลย้อนจากการทานยา การมาฉีดยาตามแพทย์นัด ก็จะช่วยป้องกันการรักษาที่ไม่ต่อเนื่องจากการขาดยาได้ 



อย่างไรก็ตาม ยาต้านการสลายกระดูกทั้งแบบรับประทานและแบบฉีด อาจเกิดผลข้างเคียงคือ ภาวะกระดูกขากรรไกรตาย โดยตรวจพบกระดูกตายโผล่ ปวด แดง หรือติดเชื้อร่วมด้วยได้ ซึ่งแม้จะพบไม่มาก แต่ก็เป็นอันตรายและต้องรักษาเรื้อรัง โดยสันนิษฐานว่าเกิดจากคุณสมบัติของยาในการรักษากระดูกพรุน  ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเซลล์สลายกระดูก และรบกวนเลือดไหลเวียนของเซลล์ ซึ่งหากผู้ป่วยได้รับการฉีดหรือรับประทานยาซึ่งกำลังออกฤทธิ์อยู่ แล้วมีการทำฟัน เช่น ถอนฟัน หรือรักษาในเชิงลึก เช่น รักษารากฟัน ก็จะมีโอกาสที่การไหลเวียนเลือด หรือการซ่อมแซมของเซลล์ถูกรบกวน เกิดการขาดเลือดในกระดูกขากรรไกร แทนที่แผลจะหายดี  กลับเกิดผลแทรกซ้อนจนเกิดกระดูกขากรรไกรตายได้ แม้จะเป็นผลแทรกซ้อนที่พบน้อย แต่การป้องกันไว้ก่อน ย่อมดีที่สุด หากตรวจพบว่ามีกระดูกพรุน จึงควรไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟัน และทำการรักษาให้หายดีก่อนที่จะรับประทานยา หรือกรณียาฉีด ควรรักษาฟันให้แผลหายดีเรียบร้อยก่อนฉีดยาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ หรือกรณีที่จะครบฉีดยาทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี  แล้วจะต้องทำฟัน ก็ควรทำการรักษาให้เรียบร้อยก่อนฉีดเข็มต่อไป 6 สัปดาห์ และการดูแลสุขอนามัยฟันและช่องปากให้สะอาดอยู่เสมอ ก็จะป้องกันได้

ปัจจุบัน เราให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน จึงใส่ใจในการตรวจสุขภาพกันมากขึ้น และการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกจากการตรวจสุขภาพ ก็ช่วยให้การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนเร็วขึ้น  การรักษาร่วมกันทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการใช้ยา จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดผลแทรกซ้อน เช่น กระดูกหักได้ นอกจากนี้ การเตรียมตัวและมีวินัยในการใช้ยากระดูกพรุนก็จะทำให้ลดการเกิดผลแทรกซ้อนจากยาลงได้

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงธิศรา วีรสมัย สูตินรีแพทย์ และหัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลพญาไท 1 / www.phyathai.com

....................................................
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 33