อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563

การเมืองเรื่องเพศ-ผ้าอนามัย เสียงที่ต้องสะกิดรัฐบาล

สัปดาห์นี้ว่าด้วยเรื่องวุ่นๆ การเมืองกับเรื่องเพศ การเก็บภาษีผ้าอนามัย โจทย์ที่รัฐต้อคิด เพื่อ “สิทธิที่เหมาะสม” ไม่ใช่แค่ “สิทธิเท่าเทียม” พฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม 2562 เวลา 12.00 น.


หลังจากเกิดกระแส “แฟลชม็อบธนาธร” ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนถามว่า “แล้วม็อบไล่รัฐบาลลุงตู่จะจุดติดไหม ?” เพราะเห็นเดี๋ยว 12 ม.ค. 63 นี้จะจัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุงกันตั้งแต่เช้ามืดอีกแล้วนี่ คือถามว่าม็อบจุดติดไหม มันเป็นคำตอบที่อธิบายยาก เพราะสถานการณ์มันเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ถ้ารัฐบาลทำอะไรพลาดแรงๆ ขึ้นมา โดยเฉพาะเรื่องการทุจริต เรื่องการอุ้มคนผิด ก็อาจจุดติดได้ไม่ยาก เพราะเรื่องนี้อ่อนไหวในหมู่ชนชั้นกลางถึงสูงในไทย

และมองภาพมวลชนที่สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ ถ้าเป็นมวลชนของฝั่งพรรคนี้เพียวๆ เลยโดยไม่มีมวลชนของพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทยหรือเพื่อชาติเข้ามาร่วม มวลชนของพรรคอนาคตใหม่ส่วนใหญ่ดูเป็นคนรุ่นใหม่ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง ให้การเมืองอยู่ในมือคนรุ่นใหม่บ้างไม่ใช่คนหน้าเดิมๆ แต่การเคลื่อนไหวอะไรต่างๆ นี่ จะให้ชุมนุมยาวก็คงยาก เพราะคนกลุ่มนี้คิดถึงการทำงาน การใช้ชีวิตเสียมากกว่า 



ซึ่งเปรียบเทียบไม่ได้กับกลุ่มที่รักพรรคเพื่อไทย ที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทำงานเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่าง จนเป็นที่ยอมรับมากว่า 5 ปี คะแนนนิยมเห็นได้ชัดตอนเลือกตั้งรัฐบาลทักษิณ 2 นี่แหละที่ได้เก้าอี้ ส.ส.พุ่งไปถึง 377 ที่นั่ง ทำให้กลุ่มประชาชนจากต่างจังหวัดมีความรักชื่นชมนายทักษิณสูง ตอนม็อบปี 53 ก็พร้อมมาร่วมชุมนุมยาว ขณะที่ตัวนายธนาธรเอง หรือพรรคอนาคตใหม่ ขณะนี้มีแต่การขายอุดมการณ์ยังไม่มีผลงาน

มีคนพยายามมองว่า โมเดลของการเกิดม็อบชุมนุมยาวไม่จำเป็นต้องเหมือนกันเสมอไป เขายกตัวอย่างม็อบฮ่องกงที่ยกระดับไปถึงขั้นให้แยกประเทศจากจีนไปเลย นั่นก็คนรุ่นใหม่ขึ้นมา แต่ของฮ่องกงเงื่อนไขมันก็ต่างกับของไทยอีกแหละ เพราะการต้องเข้าไปอยู่ในระบบกฎหมายจีนแบบเต็มร้อย ทำให้สิทธิเสรีภาพอะไรที่เคยมีของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่มันก็หายไปเยอะ ของเขาหวังการเปลี่ยนแปลงจริงๆ  แต่ของเราคือถึงเปลี่ยนก็ไม่รู้ว่าจะวนลูปเดิมหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการจุดกระแสโจมตีรัฐบาลขึ้นมา ฝ่ายค้านที่มีมวลชนเข้มแข็งอยู่ และภาวะเสียงปริ่ม ทำให้ถล่มรัฐบาลได้ง่ายขึ้น ( แต่มองอีกมุมก็ยาก เพราะตัวแปรสำคัญคือกองทัพอยู่ฝ่ายไหน ) ก็ทยอยปล่อยข่าวพูดถึงความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล คสช.ขึ้นมาเรื่อยๆ โดยย้ำเรื่องเก่าที่แสดงถึงความไม่น่าจะชอบมาพากล เช่น เรื่องที่ดินฟาร์มไก่ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี หรือเรื่องคุณสมบัติของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรค พปชร.

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็โพสต์โจมตีเรื่องการใช้อำนาจของ คสช.ว่า ทุกวันนี้ตัวเองต้องอยู่อย่างหน้าชื่นอกตรม เพราะต้องเจ็บปวดที่เห็นทรัพย์สินที่หามา ที่พ่อแม่ให้ ถูกขายทอดตลาด ทั้งที่การต่อสู้คดีในศาลปกครองยังไม่แล้วเสร็จ แต่เป็นเพราะการใช้คำสั่ง ม.44 ชิงจัดการก่อน ก็เป็นโพสต์ที่ออกมา “หนุนเสริม” แรงต้านรัฐบาล คสช.นี่แหละ โดยให้มวลชนฝั่งหนุนเพื่อไทยเห็นใจ ร่วมไล่รัฐบาลแบบเนียนๆ



น.ส.เกศปรียา แก้วแกนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ ( ที่ถูกมองว่าเป็นพรรคเสื้อแดง ) อยู่ๆ ก็ขุดมติ ครม.เก่ามาฝากตั้งคำถามถึง “ลุงตู่” ว่า ทำไมถึงให้ผ้าอนามัยเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งสามารถขยายฐานภาษีได้ไปถึง 40% ทั้งที่เป็นความจำเป็นของผู้หญิง ยิ่งแพงคนจนยิ่งเข้าถึงสิทธิ์ยาก พร้อมปิดท้ายด้วยการเชียร์ม็อบเต็มที่ ว่า “หรืออยากให้พลังสตรีออกมาร่วมวิ่งไล่ลุงด้วย” นี่คือการยกประเด็นเรื่องการจัดสวัสดิการไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงมาใช้โจมตีรัฐบาล

เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องร้อนแรงไปทั้งอินเทอร์เนตอยู่พักนึง ( ก่อนที่จะถูกกลบด้วยข่าวฆาตกรฆ่าต่อเนื่องที่ถูกปล่อยตัวมาออกไปทำพฤติกรรมเดิมอีก ) คนออกมาด่ารัฐบาลกันใหญ่โต ร้อนถึงอธิบดีกรมสรรพสามิตต้องออกมาตอบโต้ว่า ไม่มีการให้ผ้าอนามัยเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยใดๆ ทั้งนั้น มันเป็นสินค้าควบคุมที่เก็บภาษีตามภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้นแหละ แต่ไม่รู้ว่าเรื่องจะจบง่ายหรือเปล่า เพราะข่าวรัฐบาลจะเก็บภาษีโน่นนี่เพื่อหาเงิน ก็ถูกเอามาผสมโรงด้วย

ข้าราชการประจำระดับสูงออกมาอธิบายแล้ว “ตัวปล่อยข่าว” ก็ไม่แถลงขอโทษที่เข้าใจผิดให้ชัดๆ แต่ไปแก้ต่างโดยการส่งไลน์เข้ากรุ๊ปนักข่าวว่า ที่พูดถึงคือ “ผ้าอนามัยแบบสอด” ซึ่งจัดอยู่ในหมวดเครื่องสำอาง ที่อาจถูกขึ้นภาษีเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยได้ ซึ่งการที่ต้องให้ผ้าอนามัยแบบสอดอยู่ในหมวดเครื่องสำอาง เพราะมันเป็นชนิดที่สอดใส่เข้าไปในร่างกายคน ต้องมีการควบคุมที่ค่อนข้างรัดกุมกว่า ( เช่นว่าการปล่อยทิ้งไว้นานเกินไปก็ทำให้ติดเชื้อได้ )



นี่คือกลยุทธ์การปล่อยข่าวเพื่อสร้างกระแสหรือสร้างความตื่นตระหนกแบบหนึ่ง คือการ “พูดความจริงไม่ครบ” ให้คนออกมาด่าแต่แรก และจากที่ทิ้งท้ายโพสต์ไว้ก็น่าจะชัดเจนว่าหวังผลการเมือง คือให้พลังหญิงออกมาร่วมไล่รัฐบาลด้วย และพอโดนจับได้ก็ไม่แถลงข่าวขอโทษเป็นทางการที่ทำให้เข้าใจผิด เลือกจะสื่อสารฝ่ายเดียว อันนี้ฝ่ายรัฐบาลต้องเอาไปคิดแล้วว่า ศูนย์เฟคนิวส์ที่ตั้งขึ้นมาควรจัดการอะไรแบบนี้หรือไม่ เพื่อให้หลาบจำไม่ทำอีก

จะว่าไป เรื่องสิทธิ์และสวัสดิการที่รัฐควรจัดสรร มันก็คือการเมืองในมิติหนึ่ง เพราะเราเลือกรัฐบาลมาเพื่อการจัดสรรผลประโยชน์ประชาชน ซึ่งเรื่องสิทธิเท่าเทียมมันเป็นไอเดียที่อุดมคติ แต่โลกแห่งความเป็นจริงมันมีช่องว่างของตัวบุคคลมากมาย ทั้งช่องว่างทางความรู้ ฐานะ ซึ่งการให้ใช้สิทธิเท่าเทียมอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องส่งเสริมสิทธิ์เพิ่มเติมในกลุ่มคนที่ขาดแคลนให้มากขึ้นด้วย ผ้าอนามัยก็เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นรายจ่ายจำนวนมากของผู้หญิง

มันเป็นความจำเป็นทางสรีระที่ผู้หญิงต้องรับผิดชอบตัวเองด้วยภาวะจำยอม ซึ่งในบางประเทศเขาก็เล็งเห็นปัญหาข้อนี้ เลยไม่เก็บภาษีผ้าอนามัย อย่างในอินเดียก็มีประท้วงเรียกว่า “ภาษีเลือด” ขณะที่ถุงยางอนามัยรัฐหรือหน่วยงานเอ็นจีโอก็สามารถหาทุนสนับสนุนในการแจกฟรีได้ แล้วผ้าอนามัยนี่เป็นเรื่องน่าคิดว่าจะให้ปลอดภาษี หรือมีสวัสดิการ “ผ้าอนามัยประชารัฐ”แจกฟรีสำหรับคนที่มาลงทะเบียนคนจนได้หรือเปล่า?



สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ( สทพ.) เพื่อกำหนดนโยบายตาม พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา มีกรรมการเสนอว่า สทพ.ยังไม่เคยเก็บ “ข้อมูลจำแนกเพศ” ตามมาตรา 10 ( 6 ) เช่นเพศไหนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่ากัน เพศไหนจ่ายภาษีมากกว่ากัน เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการกำหนดสวัสดิการที่จำเป็น ไปจนถึงกำหนดนโยบายในการส่งเสริมบทบาททางเพศ

ก็หวังว่าเรื่องผ้าอนามัยจะเป็นเรื่องที่ สทพ. ได้นำมาพิจารณาด้วยในการประชุมอีกครั้งในปีหน้า เพื่อพิจารณาถึง “การลดต้นทุน” ที่จำเป็นตรงนี้ให้ผู้หญิง และ สทพ.ดูเรื่องการปฏิบัติต่อทุกเพศอย่างเท่าเทียม อาจต้องพิจารณาไปถึงกลุ่มข้ามเพศในเรื่องสิทธิการได้รับฮอร์โมน หรือการออกกฎหมายรับรองเพศสภาพให้กลุ่มข้ามเพศได้ใช้สิทธิตามเพศใหม่ด้วย ที่สำคัญคือสิทธิในการมีกองทุนแปลงเพศในกฎหมาย เพื่อกลุ่มข้ามเพศที่ยากจน

เป็นโจทย์ที่อยากฝากให้รัฐคิด เพื่อ “สิทธิที่เหมาะสม” ไม่ใช่แค่ “สิทธิเท่าเทียม”
...........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

บอกต่อ : 277