อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563

คุณภาพและมาตรฐานการศึกษาไทย ดูได้ที่ผลสอบพิซ่า

สัปดาห์นี้กับการวัดผลการสอบพิซ่า สะท้อนคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาไทย ศธ.จะต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อย่างถูกจุด​และ​ถูก​วิธีอย่างจริงจัง พฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม 2562 เวลา 10.00 น.


การประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Program for International Student Assessment - PISA) ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development – OECD) รอบการประเมินล่าสุดปีพ.ศ. 2561 (ค.ศ.2018) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพของระบบการศึกษาในการเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียน ให้มีศักยภาพหรือความสามารถพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตภายใต้สภาวการณ์ของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยมีการประเมินสมรรถนะของนักเรียนอายุ 15 ปี เป็นวัยที่สำเร็จการศึกษาภาคบังคับ โดยมีการสอบทุกๆ 3 ปี มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

การประเมินผลพิซ่าในปีนี้มีนักเรียนจาก 79 ประเทศเข้าร่วมสอบประมาณ 600,000 คน ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของนักเรียนอายุ 15 ปีในจำนวน 32 ล้านคนจากทั่วโลก สำหรับการสอบพิซ่าในประเทศไทยมีสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) เป็นศูนย์แห่งชาติดำเนินการจัดให้มีการสอบเมื่อเดือนสิงหาคม 2561 มีนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง 8,633 คนจากโรงเรียน 290 โรงเรียน ซึ่งเป็นนักเรียนที่มาจากทุกสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการเข้าร่วมสอบในครั้งนี้



ผลประเมินการสอบพิซ่า 3 วิชา ได้แก่ การอ่าน คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ปรากฏว่านักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยด้านการอ่าน 393 คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโออีซีดี. 94 คะแนนซึ่งอยู่ที่ 487 คะแนน คณิตศาสตร์ได้ 419 คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโออีซีดี. 70 คะแนนซึ่งอยู่ที่ 489 คะแนน และวิทยาศาสตร์ได้ 426 คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโออีซีดี. 63 คะแนนซึ่งอยู่ที่ 489 คะแนน

เมื่อนำผลการสอบพิซ่าปี 2561 มาเปรียบเทียบกับปี 2558 ปรากฎว่า ด้านการอ่านลดลง 16 คะแนน คณิตศาสตร์เพิ่มขึ้น 3 คะแนน และวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น 4 คะแนน ซึ่งในการทดสอบทางสถิติถือว่าคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

น.พ.ธีรเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีต รมว.ศึกษาธิการประธานกรรมการพิซ่าแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อวิเคราะห์ถึงการเปลี่ยนแปลงของคะแนนตั้งแต่การประเมินรอบแรกจนถึงรอบปัจจุบัน พบว่าผลประเมินด้านการอ่านมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ไม่เปลี่ยนแปลง

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยเข้าร่วมการทดสอบพิซ่ามาตั้งแต่ปี 2543 เมื่อดูสถิติตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงปัจจุบันจะพบว่ากราฟไม่ขยับขึ้นเลยแถมยังลดลงโดยตลอด สะท้อนให้เห็นถึงการศึกษาไทยย่ำอยู่กับที่ ความสำคัญของการอ่านเป็นรากฐานของการคิดวิเคราะห์ แต่คะแนนการอ่านกลับยิ่งตกต่ำ ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพการศึกษาไทยที่ยิ่งอ่อนแอลง



แนวทางการแก้ปัญหาสำหรับประเทศต่างๆ ที่มีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโออีซีดี. โออีซีดี.จึงมีข้อชี้แนะ 3 ประการ คือ ประการแรก ให้ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาอย่างเร่งด่วน ประการที่สอง ให้มีการมุ่งเน้นในระบบการเรียนการสอนเชิงคิดวิเคราะห์ ประการที่สาม ให้ดำเนินกาปฏิบัติทันที

ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้หรือพออ่านออกเขียนได้ของนักเรียนกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของชาติมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดห้วงระยะเวลา 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งยังแก้ปัญหากันไม่ตกเสียที ทั้งนี้เป็นเพราะไม่ได้สอนตามหลักภาษาไทย แต่กลับไปสอนตามหลักภาษาต่างประเทศ ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งในด้านโครงสร้างและรูปแบบของภาษาโดยสิ้นเชิง หากไม่สอนภาษาไทยตามหลักภาษาไทยภายใต้แม่บทมาตราแม่ ก กา และมาตราตัวสะกด พร้อมกับการผันวรรณยุกต์ โดยจำแนกตามอักษร 3 หมู่ (ไตรยางศ์) ซึ่งประกอบด้วย อักษรสูง อักษรกลางและอักษรต่ำ มิเช่นนั้นแล้วไม่มีทางที่นักเรียนจะสะกดคำอ่านและสะกดคำเขียนได้อย่างถูกต้องคล่องแคล่ว​

ผลกระทบที่ตามมาอย่างร้ายแรง คือ นักเรียนจะไม่เป็นผู้รักการอ่าน (book worm) เพราะไม่ได้รับอรรถรสและอรรถประโยชน์จากการอ่านอันใดเลย ไม่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง (self learning) อีกทั้งไม่มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต (life long learning)

การอ่านหนังสือและการเขียนหนังสืออย่างกระท่อนกระแท่น การไม่รู้ไม่เข้าใจความหมายของคำที่อ่าน และการไม่สามารถจับใจความที่เป็นประเด็นจากการอ่าน ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ผลสอบพิซ่าเป็นเช่นนี้เอง กระทรวงศึกษาธิการจะต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อย่างถูกจุด​และ​ถูก​วิธีอย่างจริงจังโดยเร่งด่วน

อยากจะแนะนำหนังสือที่จัดทำขึ้นโดยโครงการหนังสือดี 2 เล่ม เล่มแรก ชื่อหนังสือ “คู่มือการเรียนการสอนภาษาไทยโดยวิธีแจกลูกและสะกดคำ” ซึ่งเป็นหนังสือที่มีการออกแบบการเรียนการสอนตามหลักภาษาไทยที่สมบูรณ์แบบภายในเล่มเดียว ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ไม่สับสน ส่วนอีกเล่มหนึ่งชื่อหนังสือ “กาลเวลา” ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้คิดอย่างเป็นระบบ (systematic thinking ) ​คิดแบบบูรณาการ (integreted thinking) ​และคิดอย่างสร้างสรรค์ (creative thinking)​ บรรจุสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 วิชาเข้าไว้ด้วยกันภายใต้บริบทของมิติกาลเวลาซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อระบบการศึกษาทั้งในสถานศึกษาและครอบครัวไทย.
……………………...
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    97%
  • ไม่เห็นด้วย
    3%

บอกต่อ : 269