อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563

แฉข้อมูลกัญชารักษาเอดส์ ดีวันดีคืนหรือป่วยเต็มขั้น?

สัปดาห์นี้ไขสงสัยกัญชารักษาเอดส์ได้จริงหรือไม่ แพทย์เตือนคนไข้อย่าหยุดยาต้านไวรัส แล้วหันไปพึ่งกัญชา ชี้เพียง 14 วัน ไวรัสจะเพิ่มขึ้นมหาศาล ซ้ำร่างกายทรุดตัวดื้อยา สุดท้ายป่วยเป็นเอดส์เต็มขั้น เสาร์ที่ 25 มกราคม 2563 เวลา 12.00 น.


เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบัน กฎหมายเปิดโอกาสให้สามารถนำพืชกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ จึงทำให้เกิดกระแสการนำพืชกัญชามาใช้ประโยชน์กันอย่างกว้างขวาง ทั้งที่ถูกต้องตามกฎหมาย คือ ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และไม่ถูกต้องตามกฎหมาย คือ ลักลอบผลิต/จำหน่ายผลิตภัณฑ์ หรือนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นที่ไม่ใช่ทางการแพทย์

แม้กระทั่งอ้างว่าสามารถที่จะรักษา “คนไข้เอดส์” ที่แพทย์แผนปัจจุบันบอกหมดทางรักษา หยดน้ำมันกัญชาแล้วจะดีวันดีคืนสร้างความฮือฮาว่า “กัญชา รักษาเอดส์ได้”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.จุรีรัตน์ บวรวัฒนุวงศ์ ประธานอนุกรรมการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย รพ.ชลบุรี ให้ความรู้ว่า ผู้ติดเชื้อ HIV รายแรกรายงาน ในปี พ.ศ.2524 ปี กระทั่งพ.ศ. 2527 รู้สาเหตุว่าเอดส์เกิดจากเชื้อไวรัส HIV ที่เข้าไปทำลายภูมิคุ้มกันร่างกาย ทำให้เม็ดเลือดขาว (CD4) ที่มีหน้าที่ควบคุมและต่อสู้กับเชื้อโรค ลดจำนวนลง เกิดโรคฉกฉวยโอกาสและถึงแก่กรรมในที่สุด ดังนั้นสารในกัญชาที่จะนำมารักษาเอดส์ ต้องแสดงได้ว่า สามารถลดตัวไวรัส HIV ในกระแสเลือดได้ ซึ่งเป็นตรรกะการรักษาเอดส์



ยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพ สามารถกดตัวไวรัสไม่ให้พบในกระแสเลือด ผู้ป่วยจึงมีภูมิคุ้มกันสูงขึ้น รอดชีวิตและมีคุณภาพชีวิตเช่นคนปกติ การพัฒนายาต้านไวรัสให้ทานง่ายขึ้น ข้อแทรกซ้อนน้อยลงและราคาถูก ทำให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สามารถจัดเป็นโครงการเอดส์แห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อทานยาต้านไวรัสในโครงการกว่า 350,000 คน แพทย์จึงมั่นใจว่า “ยาต้านไวรัส” คือคำตอบการรักษาเอดส์

มีเหตุการณ์ในอดีตหลายครั้งที่ผู้ป่วยเชื่อสมุนไพร หรือยาโฆษณาแอบอ้าง แล้วหยุดกินยาต้าน เพียงไม่กี่เดือน ร่างกายจะทรุดลงและป่วยเป็นเอดส์เต็มขั้น เนื่องจากสารสำคัญ 2 ตัวในกัญชา คือ Tetrahydrocannabinol (THC) และ Cannabidiol (CBD) ซึ่งมีผลต่อร่างกายทางจิตประสาท โดย THC จะทำให้มีอาการจิตประสาทหลอนและถือเป็นยาเสพติด ขณะที่ CBD จะช่วยลดอาการวุ่นวายและไม่มีฤทธิ์เป็นยาเสพติด ดังนั้นส่วนผสมทั้ง 2 สารจึงมีความสำคัญต่อผลของกัญชาต่อร่างกาย

สิ่งที่แพทย์รักษาเอดส์กังวลอย่างยิ่ง คือ คนไข้หยุดยาต้านไวรัสและไปใช้กัญชาอย่างเดียว เพียง 2 สัปดาห์หลังหยุดยาต้าน ไวรัสในร่างกายจะเพิ่มขึ้นมหาศาล ก่อให้เกิดการดื้อยาและป่วยเป็นเอดส์เต็มขั้นในที่สุด และถึงแม้คนไข้ไม่หยุดยาต้าน การใช้กัญชาร่วมกับยาต้านยังเกิดข้อเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นสารในกัญชาที่ทำปฏิกิริยาระหว่างยากับยาต้านไวรัส ทำให้ระดับกัญชาสูงขึ้นเป็นอันตรายกับร่างกาย หรืออาจลดระดับยาต้านไวรัสบางตัว Ataznavir (ATV) ทำให้ผลการรักษาลดลงเกิดการดื้อยาในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ณ เวลานี้ แพทย์รักษาโรคเอดส์กล่าวได้เต็มปากคำว่า...ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ใด ๆ ที่จะนำกัญชามาแทนยาต้านไวรัสเอดส์มารักษาเอดส์แก่คนไข้ ได้ในยุคปัจจุบัน



ขณะที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ จึงได้พัฒนาชุดทดสอบอย่างง่าย สำหรับตรวจสอบเบื้องต้นผลิตภัณฑ์ว่า มีส่วนผสมของสารกลุ่มแคนนาบินอยด์ ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในพืชกัญชาอยู่ในผลิตภัณฑ์หรือไม่

โดยขั้นตอนการตรวจสอบนั้น เพียงนำตัวอย่างที่สงสัยมาสกัดด้วย น้ำยาสำเร็จรูป ที่เตรียมไว้ให้ในขวดทดสอบ ตั้งทิ้งไว้ซักครู่ แล้วนำไปหยดลงบนแผ่นกระดาษทดสอบ สังเกตผลที่เกิดขึ้นด้วยสายตา หากเกิดสีชมพูอ่อน ๆ จนถึงม่วงแดง แสดงว่ามีสารกลุ่มแคนนาบินอยด์ ได้แก่ THC, CBD และ CBN อยู่ในผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งจะใช้เวลาทดสอบแต่ละตัวอย่างไม่เกิน 5 นาที

สำหรับชุดทดสอบนี้ เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงผู้บริโภค หรือประชาชนทั่วไป สามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้นของกัญชาและผลิตภัณฑ์กัญชา และนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการคุ้มครองดูแลตนเองและคุ้มครองผู้บริโภคในส่วนที่รับผิดชอบต่อไป

ในปัจจุบันชุดทดสอบนี้ยังไม่ได้ผลิตเพื่อจำหน่าย แต่ผลิตเพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ และขอความร่วมมือส่งข้อมูลการใช้งานภาคสนามมาเพื่อพัฒนารูปแบบชุดทดสอบให้ใช้งานง่าย สะดวก และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด โดยคาดว่าจะพัฒนาเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วยที่อาจจะยังสูงอยู่ในปัจจุบัน (ประมาณ 30-60 บาท ต่อการทดสอบ 1 ตัวอย่าง)
......................................
คอลัมน์ : Healthy Clean  
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Pixabay


คลิกติดตามอ่านการดูแลสุขภาพได้ทั้งหมดที่นี่ 





คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 293