อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2563

ควันหลงอภิปรายพ.ร.บ.งบประมาณฯกับเรื่องน่าคิด

สัปดาห์นี้ว่าด้วยควันหลงจากอภิปราย พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563 กับเรื่องน่าคิดต่างๆ สะท้อนหลายแง่มุม พฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2563 เวลา 12.00 น.


เมื่อวันเด็ก วันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา ในที่สุดร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563 ก็ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และจากนี้จะต้องส่งเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งวุฒิสภาจะพิจารณาว่าจะรับรองร่างนี้หรือไม่ แล้วถึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไปแล้วบังคับใช้ จากตารางเวลา วุฒิสภาจะนัดพิจารณางบฯ วันที่ 20 ม.ค.ก็ไม่คิดว่าจะพิจารณากันนานเท่าไรนัก เพราะ “ที่มาของ ส.ว.” เป็นไงก็รู้ๆ อยู่

การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเที่ยวนี้ก็ “วัดพลัง” ส.ส.กันไปพอสมควร ยิ่งหลายคนหน้าใหม่ เข้าสภาฯ ครั้งแรกก็บ้าพลังอยากพูด แต่กลายเป็นว่ามีเสียงบ่นจากประธานรัฐสภาว่า บางคนก็ไม่ใช่การอภิปรายแปรญัตติ แต่เป็นการอภิปรายหลักการของงบประมาณเสียมากกว่า ซึ่งมันควรจะเสร็จไปในวาระแรกแล้ว แต่ก็ถือว่าเป็นการทำการบ้านสำหรับ ส.ส.หน้าใหม่ ที่การเลือกตั้งเที่ยวนี้เราได้มาน่าจะถึงครึ่งสภาฯ



ผลจากที่บ้าพลังอยากพูด ในภาวะเสียงปริ่ม อยากมีซีนได้ว่ารัฐบาล ฯลฯ อะไรพวกนี้ ทำให้การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ลากยาวไปสี่วัน (56 ชั่วโมง) คือกรอบเดิมตกลงกันไว้แค่วันที่ 8,9 ม.ค. แต่ปรากฏว่าไม่เสร็จ ก็ลากไปวันที่ 10 ต่อ แล้วก็ไม่เสร็จอีก ต้องลากไปวันที่ 11 เล่นเอา ส.ส.หลายคนบ่นอุบเพราะจองตั๋วเครื่องบินเตรียมไปร่วมงานวันเด็กในพื้นที่แล้ว แต่ประธานสภาฯ สั่งเฉียบขาด ส.ส.ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่

ในคืนวันที่ 10 ทางวิปฝ่ายค้านก็พยายามเสนอรัฐบาลให้ไปต่อวันที่ 13 แทน เพราะ “อภิปรายกันจนล้าแล้ว” แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่ยอม สุดท้ายประธานในที่ประชุมสรุปให้ต่อวันที่ 11 ซึ่งหวังว่า ส.ส.หน้าใหม่เห็นอะไรแบบนี้แล้วต่อไปจะฝึกจับใจความให้สั้นๆ แล้วไม่ต้องพูดอะไรซ้ำๆ ซากๆ ให้น่าเบื่อ ไม่ต้องตีโวหาร และอะไรๆ ที่ซ้ำกับที่คนอื่นพูดไปก็ถอนคำร้องขออภิปรายออกไปบ้าง เพราะวันที่ 10 นี่ก็ได้ข่าวว่าทาง ส.ส.รัฐบาลถอนชื่อไม่อภิปรายไปหลายคน

ประเด็นที่น่าสนใจในการอภิปรายก็มีหลายเรื่อง แต่เอาเรื่องที่เป็นสีสันมาเล่าสู่กันฟังสักสองเรื่อง เรื่องแรกที่อาจเรียกว่า “ได้ใจวัยโจ๋” ไปเต็มๆ คือการอภิปรายงบทหาร ซึ่งกระทรวงกลาโหมนี่รู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นเป้าสำคัญของฝ่ายค้านอยู่แล้ว เพราะรัฐบาลนี้ก็มาจาก คสช.เก่านั่นแหละ จะแอ๊บว่ามาจากการเลือกตั้งก็อย่าพูดเยอะเลย ก็เลยต้องเล่นงานทหารหนักหน่อย หั่นงบซื้ออาวุธให้เหี้ยน แล้วก็พวกงบลับอะไรอีก



คนที่ได้ใจที่สุดน่าจะเป็นนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ อภิปราย ปรับลดงบที่เกี่ยวข้องกับการเกณฑ์ทหารที่ตั้งไว้ 14,990 ล้านบาท ลงจำนวน 3,122 ล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันกองทัพมีทหารเกณฑ์ประจำการประมาณ 1.2 แสนนาย ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมประเทศต้องมีทหารเกณฑ์ปีหนึ่งจำนวนมากขนาดนี้ และมีการนำทหารเกณฑ์ไปใช้เป็นพลทหารบริการหรือพลทหารรับใช้

ซึ่งที่ที่น่าตกใจ คือ แม้แต่ระดับพันตรีก็ได้พลทหารรับใช้ด้วย ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีทหารบริหารทั้งสิ้น 24,956 นาย จากจำนวนทหารเกณฑ์ 1.2 แสนนาย คิดเป็น 20.83 เปอร์เซ็นต์ ที่ต้องไปทำหน้าที่บริการแทนที่จะไปถือปืน กลับต้องไปถือถาด ถือผ้าชาร์มัวขัดรถ ปลอกทุเรียน เลี้ยงนก เลี้ยงไก่ วันนี้ถ้าปรับลดไม่เอาพลทหารบริการแล้วให้นายพลที่โตแล้วควรซักผ้าเองได้แล้วก็จะช่วยประหยัดงบได้ 3,122 ล้านบาท

เรียกว่าได้ใจวัยโจ๋ไปเลยเพราะหลายๆ คนเขาก็ไม่อยากเข้าสู่ระบบการเกณฑ์ทหาร แม้ว่าทางกองทัพจะอ้างความจำเป็นเรื่องกำลังพลสำรองแค่ไหนก็ตาม แต่ทางฝั่งพรรคอนาคตใหม่ที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้มาตลอดก็บอกว่ามันควรเป็นงานสมัครใจ คือสอบเข้าไปทำงาน เพื่อว่าจะได้กำลังพลที่มีคุณภาพและตรงตามสายงาน คนเข้าไปอยากพัฒนาตัว อีกทั้งควรจะปรับลดอัตรานายพลเสียบ้างเพราะบ้านเราให้ลาภยศสรรเสริญกันเยอะเหลือเกิน

เกณฑ์ทหารไป ก็ต้องมีงบประมาณดูแลทหารเกณฑ์และกลายเป็น “แรงงานที่ไม่มีความสำคัญ” เหมือนจ่ายเงินหลวงให้คนใช้บ้านนายพล ซึ่งคนรุ่นใหม่หลายคนเขาไม่ชอบ เพราะอยากใช้เวลาไปกับการเรียนหรือหางานทำดีกว่าการที่ต้องประจำการหกเดือนหรือสองปี อีกทั้งข่าวเรื่องความรุนแรงที่พลทหารใหม่ต้องประสบก็ยังมีออกมาเป็นระยะ ยิ่งทำให้คนเกิดอคติกับการเกณฑ์ทหาร ส.ส.อนาคตใหม่รายนี้แค่ย้ำว่า “การเกณฑ์ทหารมันไม่ได้จำเป็น”

อันนี้ฝ่ายเสรีนิยมเขาถูกใจ เสรีนิยมจะถูกใจอะไรที่ปลดเปลื้องกฎเกณฑ์ทางสังคมหรือโครงสร้างที่บังคับ กดทับไว้ แต่ก็มี “ฝ่ายประชาธิปไตย” อภิปรายอะไรที่เสรีนิยมไม่น่าจะถูกใจเท่าไร คือกรณีที่นางอนุรักษ์ บุญศล ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย อภิปรายในส่วนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ว่า ประเทศไทยตอนนี้ติดอันดับผู้เข้าใช้บริการเวบไซด์ของโป๊ชื่อดังเป็นอันดับหนึ่ง ดีอีจะแก้ไขปัญหาอย่างไร

พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ หรือจะพูดว่าเป็นจริยธรรมปลอมๆ ที่ผู้ใหญ่ไม่สนใจดูแลใช่หรือไม่ และปัจจุบันประเทศไทยก็มีปัญหาเกี่ยวกับเด็กท้องไม่พร้อมเป็นอันดับสองของโลกอยู่แล้ว ...เรียกว่า พออ้างว่าเป็นเมืองพุทธนี่ก็ทำคนหมั่นไส้ไปแล้ว เพราะเชื่อว่า คนไทยทุกคนล่ะก็เห็นพวก “มือถือสากปากถือศีล” หรือ “ปากว่าตาขยิบ” หรือจะใช้สำนวนอะไรก็ตามเถอะที่มันแปลได้ว่าย้อนแย้ง คนแบบนี้เยอะแยะ อย่ามาอ้างเป็นเมืองพุทธเลย



เขาก็จิกกัดกันใหญ่ เอาคำถามมิสยูนิเวิร์สมาเหน็บว่า ไอ้เรื่องการดูหนังโป๊มันสิทธิส่วนบุคคล คิดกันแต่ว่าจะละเมิด privacy (ความเป็นส่วนตัว) แต่ไม่เห็นจะสนใจ security (ความปลอดภัย) ของประชาชนเท่าไร ซึ่งก่อนหน้านี้ ช่วงต้นปีที่หาเสียงก็มีฝ่ายการเมืองพยายามเอาซีนเรื่อง “ศีลธรรมทางเพศ” มาแล้ว มีบางพรรคการเมืองไปยื่นให้ปลดป้ายบิลบอร์ดโฆษณาซีรีย์เนตฟลิกซ์เรื่อง sex education แบบว่ารับไม่ได้ ก็โดนด่าไปพอสมควร

ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องเซ็กส์ในวัยรุ่นจริงหรือ? ก็ต้องตอบว่าจริง มันไม่ผิดหรอกเรื่องเด็กท้องไม่พร้อมมีเยอะ และนอกจากเด็กท้องไม่พร้อม ปัจจุบันอัตราผู้ติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็เป็นเยาวชนแบบสูงขึ้นมาก เพราะมีอะไรกันแบบไม่ป้องกัน บอกว่าเป็นการวัดความไว้ใจกัน หรือไม่ก็บางทีวัยรุ่นก็ถูกล่อหลอกจากแอพพลิเคชั่นต่างๆ จากมิจฉาชีพ แบบว่า จะซื้อของให้ หาเงินมาเติมเกม แลกกับการ “รับงานพิเศษ” หน่อย แล้วก็ถูกถ่ายคลิปแบลคเมล์

แต่คือจะโทษเรื่องสื่อ 18+ไปหมดมันก็ดูไม่เป็นธรรมกับผู้ใหญ่เท่าไร มันคือพื้นที่ความบันเทิงที่ขอแค่ให้ขึ้นอยู่กับ “วุฒิภาวะและความสมัครใจ” ก็ไม่ควรไปละเมิดสิทธิ์ ...การดูแลเยาวชนไม่ใช่ผลักมาให้เป็นภาระของรัฐ แต่ผู้ปกครอง กระทั่งครู ควรจะละวางเรื่องอาวุโสแล้วให้เยาวชนคุยเรื่องเพศได้อย่างเปิดเผย สอนได้เรื่องการป้องกันตัวเองไม่ให้โดนหลอก การไม่หลอกล่อล่วงละเมิดผู้อื่น และการแก้ปัญหาหากเกิด “อุบัติเหตุ” อะไรก็ตาม

เรื่องเพศแก้ปัญหากันไม่ได้หรอกตราบใดที่เรายังหลอกตัวเองด้วยคำว่า “เมืองพุทธ”
..........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง” 
ขอบคุณภาพประกอบจาก : 
sex education , Netflix


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%