อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563

'แบตเตอรี่' รู้ไว้ไม่มีพัง!

ทำความรู้จัก “แบตเตอรี่” ขุมพลังงานสำรองรถยนต์ยามยากได้ง่ายๆ พร้อมวิธีเลือกใช้งานไม่ยากอย่างที่คิด เรียนรู้ไว้ รถไม่มีพังแน่นอน! ศุกร์ที่ 17 มกราคม 2563 เวลา 08.00 น.


"แบตเตอรี่รถยนต์" เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยเก็บไฟฟ้า ก่อนที่จะป้อนไปยังอุปกรณ์ต่างๆของรถยนต์ให้ทำงานได้ ซึ่งแบตเตอรี่รถยนต์นั้น จริงๆแล้ว ไม่ใช่แหล่งผลิตกระแสไฟฟ้า แต่เป็นแหล่งเก็บไฟฟ้า ที่ได้จาก "ไดร์ชาร์จ"(อุปกรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้า) เมื่อไดร์ชาร์จทำงานได้ดีขึ้น หรือ หมุนเร็วขึ้น ก็จะมีกระแสไฟฟ้าเหลือจากการใช้งานก็จะถูกส่งกลับเข้าไปยังแหล่งเก็บไฟฟ้าสำรอง(แบตเตอรี่) จนกว่าจะเต็ม โดยแบตเตอรี่จะจ่ายไฟออกอย่างเดียวเฉพาะตอนสตาร์ทเครื่องยนต์เท่านั้น เพื่อส่งกระแสไฟเข้าสู่มอเตอร์สตาร์ท และระบบต่างๆของเครื่องยนต์ เมื่อเครื่องยนต์สตาร์ทติดแล้ว ไดร์ชาร์จก็จะทำหน้าที่ประจุไฟเข้าแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่อง หมุนเวียนเข้าออกแบตเตอรี่อยู่เสมอ ไม่ได้จ่ายออกไปจนหมดอย่างเดียว แต่เมื่อใดก็ตามที่ "ไดร์ชาร์จผลิตกระแสไฟฟ้าไม่ทัน" เช่นการขับขี่ในตอนกลางคืน ที่ใช้ระบบไฟมากกว่าปกติแล้ว ก็จะดึงไฟจากแบตเตอรี่มาใช้งาน

โดยทั่วไปแล้ว "อายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์" จะขึ้นอยู่กับประเภท คือ
1. แบบแห้ง SMF (Sealed Maintenance Free Car Battery) ไม่มีฝาปิด-เปิดสำหรับเติมน้ำกลั่น หรือถูกซีลทับฝาไปเลย แต่จะมีตาแมวไว้สำหรับไว้คอยตรวจเช็คระดับน้ำกรดและระดับไฟชาร์จ ข้อดีคือไม่ต้องเติมน้ำกลั่น แต่ก็มีราคาแพงเช่นกัน
2. แบบเปียก(กรดตะกั่ว) นิยมใช้กันมาก แบ่งย่อยออกได้เป็น 2 แบบ คือ แบบที่ต้องเติม และ ดูแลน้ำกลั่นบ่อยๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง กับ แบบกึ่งแห้ง MF (maintenance free) ไม่ต้องดูแลมาก ใช้น้ำกลั่นน้อย โดยทั้ง 2 แบบนี้จะมีฝาปิด-เปิดสำหรับเติมน้ำกลั่น ซึ่งในแบบแรกนี้จะมีอายุการใช้งานโดยประมาณ 1.5-2 ปี แต่ไม่ควรเกิน 3 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งาน ข้อดีคือมีราคาถูก ถ้าดูแลสม่ำเสมอจะมีอายุการใช้งานยาวนาน

อย่างไรก็ตาม ก็มี "ข้อควรระวังในการใช้งานแบตเตอรี่" อยู่เหมือนกัน เพราะในแบตเตอรี่นั้นมีสารเคมีอยู่ เช่น สารตะกั่ว น้ำกรด เป็นต้น ที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
1. ระวังไฟ หรือประกายไฟต่างๆ รวมทั้งประกายไฟจากการสูบบุหรี่
2. ในขณะที่ชาร์จแบตเตอรี่ จะมีแก๊สเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการระเบิดได้ ควรระวังอันตรายจาก "แบตเตอรี่ระเบิด"
3. การจัดวางและจัดเก็บแบตเตอรี่เก่า ควรเก็บในสถานที่ที่ปลอดภัย โดยเฉพาะไม่วางทิ้งเกลื่อนกลาดและทิ้งแบตเตอรี่เก่าลงในถังขยะปกติธรรมดาทั่วไป
4. ปฏิบัติตามคำแนะนำบนตัวแบตเตอรี่ ปฏิบัติตามคู่มืองานซ่อมประจำอู่เรื่องระบบไฟฟ้า และ ปฏิบัติตามคู่มือประจำรถ
5. ควรระวังอันตรายจาก "น้ำกรดเวลาเดือด" โดยน้ำกรดในแบตเตอรี่นั้นเป็นสารกัดกร่อนอย่างรุนแรง ดังนั้นควรสวมอุปกรณ์ป้องกันดวงตาและถุงมือขณะที่ทำงาน รวมทั้งอย่าเอียง หรือ ตะแคงแบตเตอรี่เป็นอันขาด เพราะน้ำกรดสามารถรั่วไหลออกมาทางรูระบายได้
6. ระวังอย่าให้เด็กเข้าใกล้น้ำกรด และ แบตเตอรี่เด็ดขาด.

..................................
คอลัมน์ : รู้ก่อนเหยียบ 
โดย "ช่างเอก"
ติดต่อสอบถามข้อมูลโดยตรงที่ changaek_106@hotmail.com

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 166