อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563

"บาริสต้าวัยเก๋า"..คนดังในโซเชียล "ป้าตุ่น - ปรียา อุทัยวัชรานันท์"

ป้าไม่อยากดัง!!!” คำกล่าวของ “ป้าตุ่น” ที่กล่าวกับ “ทีมวิถีชีวิต” เมื่อเราติดต่อขอสัมภาษณ์คุณป้าวัย 76 ปีท่านนี้ ที่กำลังเป็นที่สนใจของชาวโซเชียล รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุ ณ  ขณะนี้ “ผู้สร้างแรงบันดาลใจ” คุณป้า ไม่ปล่อยให้ชีวิตเฉาไปกับร่างกายที่ร่วงโรยลงตามกาลเวลา อาทิตย์ที่ 19 มกราคม 2563 เวลา 10.30 น.


   ป้าไม่อยากดัง!!!” เป็นคำกล่าวของป้าตุ่นที่กล่าวกับ “ทีมวิถีชีวิต” เมื่อเราติดต่อขอสัมภาษณ์คุณป้าวัย 76 ปีท่านนี้ ที่กำลังเป็นที่สนใจของชาวโซเชียล รวมไปถึงกลุ่มผู้สูงอายุ ณ  ขณะนี้ ในฐานะ ผู้สร้างแรงบันดาลใจ เพราะถึงแม้จะเป็นผู้สูงวัย แต่  คุณป้าท่านนี้กลับไม่ยอมให้ชีวิตอยู่เฉย ๆ ไม่ยอมปล่อยให้ชีวิตเฉาไปกับร่างกายที่ร่วงโรยลงตามกาลเวลา ทว่า...กลับลุกขึ้นมาสร้างสีสันให้กับตัวเองด้วยการเดินเข้าสู่โลกโซเชียล จนทำให้เราเกิดความรู้สึกสนใจในเส้นทางชีวิตและแง่คิดของคุณป้าท่านนี้ และวันนี้ ทีมวิถีชีวิต ก็มีเรื่องราวของ เน็ตไอดอลวัยเก๋า ท่านนี้มาเล่าสู่...
                
         e e e e
       
   ก็หวังว่าเรื่องราวของเราจะช่วยให้เพื่อน ๆ รุ่นราวคราวเดียวกันเกิดกำลังใจและลุกขึ้นมาใช้ชีวิตที่เหลือให้สนุกมากขึ้น เสียงของป้าตุ่น-ปรียา อุทัยวัชรานันท์ วัย 76 ปี เจ้าของร้านบ้านกาแฟป้าตุ่น ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับเฟซบุ๊กที่ป้าตุ่นใช้ในโลกโซเชียล บอกกับเรา หลังจากยอมให้ “ทีมวิถีชีวิต” ได้สัมภาษณ์และเผยแพร่เรื่องราว โดยป้าตุ่นนัดหมายสถานที่สนทนาเป็นร้านกาแฟ พร้อมบอกกับทีมงานในวันที่รับนัดอย่างอารมณ์ดีว่าเดี๋ยววันนี้จะไปตัดผมก่อน ตอนนี้ผมยาวแล้ว ป้าดูไม่สวยจนเรียกรอยยิ้มจากเรา


       
     เมื่อวันนัดหมายมาถึง เราก็เดินทางไปพบคุณป้า โดยป้าตุ่นยืนรอต้อนรับเราในชุด เสื้อคอกระเช้า ซึ่งเป็นสไตล์เฉพาะตัวที่ชาวโซเชียลคุ้นเคยกันดี ซึ่งคุณป้าเริ่มจากการเล่าประวัติให้ฟังว่า เป็นคนจังหวัดอุดรธานี เกิดที่อำเภอกุมภวาปี มีพี่น้องทั้งหมด 12 คน ซึ่งตอนนี้ก็เสียชีวิตไปหลาย คนแล้ว ทั้งนี้ ป้าตุ่นเป็นลูกคนสุดท้อง และพออายุได้ 12-13 ปี ป้าตุ่นก็มาเรียนที่โรงเรียนเขมะฯ ที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ หลังเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ก็เข้าศึกษาต่อที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยป้าตุ่นเป็นศิษย์ของ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ โดยหลังเรียนจบก็มุ่งไปสอบเข้าทำงานธนาคาร เพราะยุคนั้นใครได้ทำงานธนาคาร  จะดูเก๋มาก แต่ป้าตุ่นก็สอบไม่ได้ ขนาดมีเส้นนะ ป้าก็ยังสอบไม่ติด” ป้าตุ่นบอกขำ ๆ
                                           
   ป้าตุ่น บอกเล่าต่อไปว่า ครอบครัวป้าตุ่นถือว่ามีฐานะ เพราะเตี่ยของคุณป้ารวยถึงขั้นต้องเรียกว่าเป็นเศรษฐี เนื่องจากเป็นเจ้าของโรงงานนํ้าตาล แถมมีที่ดินหลายพันไร่ โดยป้าตุ่นเล่าย้อนอดีตว่า จากคำบอกเล่าของคุณแม่ป้าตุ่น เตี่ยได้เดินทางมาเมืองไทยแบบหนุ่มซินตึ๊งนั่นก็คือมาแบบเสื่อผืนหมอนใบ ส่วนสาเหตุที่มาเพราะคนจีนยุคนั้นอยากมาเสี่ยงโชคที่เมืองไทยทั้งนั้น ทั้งนี้ ก่อนที่จะเดินทางมาไทย อาม่า (คุณแม่ของเตี่ย) ได้จัดการให้แต่งงานกับผู้หญิงที่เมืองจีน ซึ่งเมื่อเตี่ยเห็นว่ามีคนคอยดูแลอาม่าแล้ว จึงขอมาเสี่ยงโชคที่เมืองไทย โดยอาชีพแรกที่เตี่ยทำนั้น เริ่มจากเป็นกรรมกรย่านเยาวราช พอหลัง ๆ มีเพื่อนเยอะขึ้น ก็จึงชักชวนกันไปเสี่ยงโชคตามต่างจังหวัด ซึ่งเตี่ยเลือกที่อุบลราชธานี


     
    ส่วนเรื่องราวของคุณแม่กับเตี่ยนั้น ป้าตุ่นเล่าว่า หลังจากเตี่ยย้ายมาทำงานที่อุบลราชธานี ก็มาพบคุณแม่ที่นี่ และตัดสินใจแต่งงานอยู่กินกับคุณแม่ โดยร่วมกันทำมาค้าขาย จนฐานะความเป็นอยู่เริ่มดีมากขึ้น และเมื่อพี่ชายคนโตอายุ 4 ขวบ เตี่ยจึงพาคุณแม่และพี่ชายไปเมืองจีน เพื่อให้พี่ชายอยู่เป็นเพื่อนอาม่า เนื่องจากภรรยาของเตี่ยที่อยู่ที่จีนได้เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งการเดินทางจากไทยไปจีนยุคนั้น คุณแม่เคยเล่าว่า ลำบากมาก เพราะต้องนั่งเรือขนสินค้าและต้องกินนอนบนเรือเป็นเดือน ๆ กว่าจะไปถึง
        
    “
นี่คือสาเหตุที่ทำให้ตั่วเฮีย (พี่ชายคนโต) อยู่เมืองจีน ซึ่งเตี่ยจะส่งเงินไปให้อาม่ากับตั่วเฮียใช้ทุกปี โดยสมัยนั้นเวลาส่งเงินก็จะต้องไปซื้อตั๋วเงินที่เยาวราชเป็นเรื่องราวบางช่วงจากลิ้นชักความทรงจำของป้าตุ่น
      
     ป้าตุ่น เล่าต่อว่า เมื่อเตี่ยกลับมาไทย ก็มาค้าขายต่อ แต่ตอนหลังเตี่ยถูกฟ้องล้มละลายจนเกือบหมดตัว โดยเหลือทรัพย์สินเป็นเพียงแค่รถจี๊ป 6 ล้อคันหนึ่ง ซึ่งคุณแม่เล่าให้ป้าตุ่นฟังว่า ตอนนั้นครอบครัวของคุณป้าต้องย้ายออกจากอุบลราชธานี เพราะค้าขายไม่ได้แล้ว โดยเตี่ยขับรถพาครอบครัวมาลงหลักปักฐานที่อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เนื่องจากมีคนบอกว่าที่นี่อุดมสมบูรณ์ เตี่ยจึงพาครอบครัวมาเช่าบ้านอยู่ริมห้วยนํ้าฆ้อง ซึ่งอาชีพที่นี่ เตี่ยก็เริ่มจากการออกไปหาซื้อของป่ากับอายี่เฮีย เพื่อนำมาขาย ส่วนคุณแม่ทำขนมขายอยู่ที่บ้าน จนเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงปลายสงคราม เมืองไทยตอนนั้นข้าวยากหมากแพงมาก ๆ  แต่เตี่ยโชคดี เพราะขณะที่คนอื่นยํ่าแย่แต่ธุรกิจเตี่ยกลับเจริญรุ่งเรือง ซึ่งตอนนั้นที่กุมภวาปีนิยมปลูกอ้อยทำนํ้าตาลอ้อยขาย เตี่ยก็จะไปหาซื้อมาสำรองไว้เยอะมาก แล้วก็เอานํ้าตาลอ้อยมาทำเป็นนํ้าตาลทรายขาวขาย โดยใช้ดินโคลนจากห้วยหลังบ้านมาดูดสีนํ้าตาลอ้อยจนเป็นนํ้าตาลทราย ทำให้ขายได้เงินมากมาย ซึ่งปีที่กิจการเตี่ยรุ่งเรืองนั้นเป็นช่วงเดียวกับที่ป้าตุ่นเกิด
       
    “
คุณแม่บอกว่า พอป้าเกิด เตี่ยก็รวย เหมือนป้าเป็นตัวนำโชค เตี่ยกับแม่จึงรักมากป้าตุ่นเล่าพร้อมรอยยิ้ม
        
   คุณป้ายังเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า จากนั้นเตี่ยก็ได้เดินทางไปจังหวัดชลบุรี เพื่อไปดูโรงงานหีบอ้อย เพื่อมาสร้างโรงงานหีบอ้อยที่กุมภวาปี เพราะสมัยนั้นยังไม่มีเครื่องจักร ต้องใช้ควายหีบอย่างเดียว โดยการใช้ไม้กลึงกลมและใหญ่ประมาณเมตรกว่า ๆ 2 อันมาวางคู่กัน แล้วใช้ควายจูงให้กลไกหมุนเพื่อบีบให้นํ้าอ้อยออกมา จากนั้นจึงนำไปเคี่ยวเป็น นํ้าตาลทรายแดง จนเมื่อถึงเวลาหนึ่ง เตี่ยก็พาครอบครัวย้ายมาอยู่บ้านหลังใหญ่ และป้าตุ่นก็เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ...เป็นเรื่องราวในช่วงชีวิตวัยเด็กของป้าตุ่น
      
     ส่วนเรื่องราว ความรักของป้าตุ่นนั้น ป้าตุ่นบอกว่า คุณลุง (สามีป้าตุ่น) ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองให้ป้าตุ่นตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ที่ธรรมศาสตร์ เพราะคุณลุงเป็นลูกชายของเพื่อนเตี่ย โดยคุณลุงเรียนบัญชีปี 3 ที่ธรรมศาสตร์อยู่ในตอนนั้น ทำให้เตี่ยฝากฝังให้คุณลุงช่วยดูแลคุณป้าขณะที่คุณป้าต้องมาเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งหลังแวะเวียนไปมาหากันได้ระยะหนึ่ง ก็รู้สึกชอบพอกัน จึงตัดสินใจคบหาเป็นแฟนกัน และลงเอยด้วยการแต่งงานกันในที่สุด ตอนป้าเป็นสาวอยู่ปี 1 ป้าป๊อปมากนะ (หัวเราะ) ชีวิตตอนนั้นสุขสบายมาก ซึ่งพอป้าแต่งงาน ป้าไม่ต้องทำงานบ้านเลยนะ เพราะคุณแม่สามีจ้างคนใช้มาให้ พอคลอดลูกก็จ้างคนมาช่วยเลี้ยงอีก ส่วนเรื่องลูก ๆ ป้ามีลูก 2 คน คือ เต้ และตั้ม ปัจจุบันแต่งงานมีครอบครัวหมดแล้ว โดยเต้เป็นวิศวกรอยู่บริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง ส่วนตั้มทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และก็ช่วยดูแลป้าอยู่ที่บ้านป้าตุ่นกล่าว
    

    
   สำหรับร้านกาแฟที่ทำ ป้าตุ่น เล่าว่า จุดเริ่มต้นที่ทำร้านกาแฟเริ่มจากขายบ้านหลังเก่ามาซื้อบ้านใหม่หลังนี้ ซึ่งพอย้ายมา ป้าตุ่นก็อยากจะทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้ไม่เหงา จึงเปิดร้านของชำและเปิดร้านขายไอศกรีมให้เด็กนักเรียนละแวกนี้ ซึ่งขายดีจนตักขายไม่ทัน และชื่อเสียงร้านก็เริ่มเป็นที่รู้จักในโซเชียล เมื่อมีเด็ก ๆ ไปโพสต์ว่า เคยมากินไอศกรีมร้านของคุณป้าตั้งแต่เด็ก จนร้านคุณป้ากลายเป็นร้านในตำนานของเด็กหลายคน บางคนก็เข้ามาทักว่า ป้าจำผมได้ไหม ป้าจำหนูได้ไหม ซึ่งบางคนก็โตทำงานทำการ มีครอบครัวกันไปหมดแล้ว ก็รู้สึกดีที่ยังมีคนจำเราได้ ป้าตุ่นเล่าเรื่องนี้ พร้อมแววตามีความสุข อนึ่ง จากร้านของชำ-ร้านไอศกรีม ต่อมาป้าตุ่นก็หัดเรียนทำขนมกับภรรยาฝรั่งคนหนึ่ง โดยเสียค่าเรียนวิชาละ 100 บาท ซึ่งสูตรขนมที่ทำ ป้าตุ่นได้นำมาทดลองและปรับปรุงสูตรของตนเองขึ้นใหม่ โดยตั้งใจจะทำขนมขายคู่กับร้านกาแฟ โดยร้านกาแฟของป้าตุ่นจะเน้นขายกาแฟคราฟต์หรือกาแฟสด ที่บดด้วยเครื่องบดด้วยมือ โดยจะมีทั้งแบบดริฟต์และแบบสกัดเย็น
        
    “
ลูกค้าหลายคนบอกว่า มากินกาแฟร้านป้าตุ่น ถ้าใจร้อนคงไม่ได้กินป้าตุ่นบอกเรื่องนี้พร้อมเสียงหัวเราะ และยังกล่าวอีกว่าหลายคนเคยถามป้าว่า ทำไมต้องมาทำงานให้เหนื่อย น่าจะออกเที่ยวไม่ดีกว่าเหรอ ป้าก็บอกไปว่า สมัยสาว ๆ เที่ยวเยอะแล้ว ทุกวันนี้อยากใช้ชีวิตอยู่บ้านและทำชีวิตให้เรียบ ง่ายที่สุด แต่เอาจริง ๆ อยู่บ้านก็ไม่ได้อยู่เฉย เพราะป้ามีกิจกรรมเยอะมากให้ทำ เช่น ปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง ทำของหมักดอง เพาะถั่วงอก ถักโครเชต์ หรือไม่ก็นั่งเล่นเกมออนไลน์ ซึ่งสำหรับป้า แค่นี้ก็มีความสุขแล้วป้าตุ่นบอกวิธีสร้างสุขง่าย ๆของตัวเองให้เราฟัง
     
       e e e e
        
    ทั้งนี้ ก่อนลากันวันนั้น ป้าตุ่น ฝากถึงคนสูงวัยผ่าน “ทีมวิถีชีวิต” ว่า เป็นคนแก่สมัยใหม่ต้องรู้จักปรับตัวให้เท่าทันกับกระแสโลกที่เปลี่ยนไป ซึ่งข้อดีของการเล่นโซเชียล ช่วยทำให้สมองได้คิด-ได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และทำให้มองเห็นโลกได้กว้างขึ้น แถมบางครั้งยังอาจทำให้ได้เจอะเจอกับเพื่อนเก่า ๆ ที่ไม่เจอกันมานานอีกด้วย ซึ่งป้าตุ่นยังเล่าด้วยว่า หลังก้าวสู่โลกโซเชียลนั้น ปัจจุบันป้าตุ่นมีเพื่อนหลากหลายวัย เฉพาะเพื่อนทางเฟซบุ๊ก ป้าตุ่นก็มีถึง 2,768 คน!!
      
     “
ป้าเล่นเฟซบุ๊กเป็นก่อนลูกชายป้าเสียอีก คนแรกที่แอดเข้ามาขอเป็นเพื่อนคือเด็กนักเรียน แต่ป้าจะสกรีนนะ คือดูว่าคนที่ขอเป็นเพื่อน ถ้ามีรูปอย่างเดียว หรือมีแต่ชื่อ จะไม่รับเด็ดขาด และการเล่นโซเชียลของป้าก็จะไม่แท็กมั่ว ๆ จะเช็กก่อนแชร์ทุกครั้ง ส่วนประเภทส่งรูปสวัสดีทุกเช้าแบบนี้ก็ไม่ทำ และที่ป้าตอบ ป้าจะอ่านทุกคอมเมนต์ทุก ๆ บรรทัด แล้วค่อยตอบ เพื่อสื่อถึงความจริงใจ ซึ่งการได้เข้าสู่โลกโซเชียลทำให้ชีวิตมีสีสัน มีความสุขขึ้นนะ แต่สิ่งสำคัญคือต้องใช้ให้เป็น เล่นให้เป็น ป้าตุ่นย้ำ หลักการใช้โซเชียล เพื่อให้เกิดประโยชน์ และเพื่อไม่ให้ใครรำคาญผู้สูงวัย รวมถึง...
     
      เพื่อไม่ให้เสียคนตอนแก่.

‘เข้าใจ-อย่าไปรำคาญ’

  ตั้ม-ปวีณ วัย 44 ปี ลูกชายคนเล็กของ ป้าตุ่น ซึ่งทำธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เล่าว่า ช่วงเฟซบุ๊กเริ่มเข้ามา ตนเปิดร้านอินเทอร์เน็ตพอดี ทีนี้วันหนึ่งคุณแม่ท่านได้ยิน
เด็ก ๆ ที่มากินขนมที่ร้านพูดถึงเฟซบุ๊กหรือ FB ท่านก็สนใจ และมาถามว่า มันคืออะไร ซึ่งตนก็ได้อธิบายไปว่า  FB เหมือนห้องส่วนตัวของเรา ที่เราสามารถใส่เรื่องส่วนตัวของเราเอาไว้ได้นาน ๆ เหมือนไดอารี่ คุณแม่ก็จึงยิ่งสนใจ และบอกให้เราช่วยทำให้หน่อย ตนจึงสมัครอีเมลให้ โดยให้คุณแม่ตั้งชื่อเอง จากนั้นก็ให้ท่านเรียนรู้เองและหาเพื่อนเอง ซึ่งพอมีคอมพิวเตอร์ พอคุณแม่เริ่มใช้งานได้คล่อง หลังจากนั้นคุณแม่ก็จะทำทุกอย่างเองหมด


     
    อย่างเกมออนไลน์ คุณแม่ก็สมัครเอง (หัวเราะ) ตอนแรก ๆ อาจเก้ ๆ กัง ๆ บ้าง แต่พอคล่องแล้ว ทีนี้ไม่ต้องยุ่งเลย เดี๋ยวนี้คุณแม่เล่นเกมเก่งมาก (เน้นเสียงสูง) ซึ่งจากที่คุณแม่ผมเล่น  โซเชียลนี้ ทำให้ผมเกิดไอเดียเปิดร้านอินเทอร์เน็ตสอนให้ผู้สูงอายุฟรี เพราะผมเข้าใจดีว่า บางคนเขาอยากจะเล่น แต่ลูกหลานไปทำงานและไม่ว่างจะสอน ผมก็เลยอยากจะเติมเต็มตรงนี้ให้ และอีกอย่าง สำหรับผม การที่คนแก่ส่งข้อความหรือรูปสวัสดี ในความคิดส่วนตัวผมคิดว่าอย่าไปต่อว่าหรืออย่าไปรำคาญเลย เพราะจะเฟล แล้วจะทำให้ยิ่งไม่กล้าเล่นไปกันใหญ่ เพราะอย่าลืมว่าคนสูงอายุเขาเรียนรู้ได้ช้า ผมอยากให้คิดถึงตอนเรายังเด็ก ๆ พ่อแม่ยังไม่เคยรำคาญที่ต้องสอนอะไรเราซํ้า ๆ แบบนี้เลย.

....................................................................
เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง / จุมพล นพทิพย์ : ภาพ
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 38