อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563

ดึงดูดนักลงทุน

ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี แห่งกรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ ทำนายอัตราเติบโตของเศรษฐกิจ 10 ประเทศกลุ่มอาเซียน ในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งคาดว่า 3 ประเทศจะเติบโตสูงสุด  ที่ 6.8% เท่ากันคือ กัมพูชา เมียนมา และเวียดนาม ไทยเราอยู่อันดับ 8 ที่ 3.0% พุธที่ 22 มกราคม 2563 เวลา 07.30 น.


   ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี แห่งกรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ ทำนายอัตราเติบโตของเศรษฐกิจ 10 ประเทศกลุ่มอาเซียน ในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งคาดว่า 3 ประเทศจะเติบโตสูงสุด  ที่ 6.8% เท่ากันคือ กัมพูชา เมียนมา และเวียดนาม ตามด้วยอันดับ 2 ที่ 6.2% เท่ากัน 2 ประเทศคือ สปป.ลาว และฟิลิปปินส์ โดยไทยเราอยู่อันดับ 8 ที่ 3.0% บรูไน อันดับ 9 ที่ 1.5%  และรั้งท้ายอันดับ 10 สิงคโปร์ 1.2%
      
    จากข้อมูลของธนาคารแห่งชาติกัมพูชา หรือ เอ็นบีซี (National Bank of Cambodia) การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ เอฟ     ดีไอ (Foreign Direct Investment) ในกัมพูชา “พุ่ง” 12% สู่ระดับ 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี พ.ศ. 2562 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยประมาณครึ่งหนึ่งเป็นเม็ดเงินจากกลุ่มนักลงทุนจากจีน
      
     ในรายงาน Macroeconomic and Banking Progress 2019 Report and 2020 Outlook ระบุว่า เอฟดีไอของกัมพูชาทั้งหมด เท่าที่ผ่านการอนุมัติในปีนี้ อยู่ที่ 3,585 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 11.7% จาก 3,212 ล้าน ดอลลาร์ของปีที่แล้ว
    
      ตัวเลขเอฟดีไอทั้งหมดตามที่ระบุ แบ่งเป็นการลงทุนภาคการเงิน 2,385 ล้านดอลลาร์ และภาคอื่นที่ไม่ใช่การเงิน 1,203 ล้านดอลลาร์
        
     นายเมย กัลยาน ที่ปรึกษาอาวุโส สภาเศรษฐกิจแห่งชาติสูงสุดกัมพูชา บอกว่า ตอนนี้กัมพูชารองรับการลงทุนทางตรงจากต่างแดนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลพวงจากการออกกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม และการลงทุนที่ดี   นักธุรกิจต่างชาติมีความเชื่อมั่น จะมีผลกำไรงอกงาม หากนำเงินมาลงทุนในกัมพูชา
       
     นายเมย กล่าวอีกว่า เอฟดีไอเป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับราชอาณาจักรกัมพูชา ในการสานต่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน เนื่อง    จากทำให้เกิดการสร้างงานจำนวนมากภายในประเทศ รวมทั้งเพิ่มศักยภาพด้านการส่งออก
        
      แต่เตือนว่ากัมพูชาควรระวัง ไม่ควรรับเอฟดีไอ จากภูมิภาคหรือประเทศเดียวจำนวนมาก เพราะจะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ รวมถึงการถูกครอบงำจากประเทศหรือภูมิภาคนั้น ๆ ตัวอย่างมีให้เห็นชัดในหลายประเทศที่กำลังพัฒนา
       
     ข้อมูลเอฟดีไอแยกส่วนหลายประเทศของกัมพูชา แสดงให้เห็นว่า จีนครองส่วนแบ่งมากสุดถึง 43% หากเปรียบเป็นบริษัทมหาชนขนาดใหญ่  ถือครองหุ้นเยอะขนาดนี้คือเจ้าของบริษัท รองลงไปแต่ห่างมากคือเกาหลีใต้ 11% ตามด้วยเวียดนาม เพื่อนบ้านใกล้ชิด 7% ส่วนสิงคโปร์และญี่ปุ่นเท่ากันที่ 6% ประเทศอื่น ๆ ที่เหลือ ซึ่งน่าจะรวมถึงไทยเราด้วย รวมกัน 27%
      
      นายเมยกล่าวย้ำว่า เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง และจะเป็นพัฒนาการในทางบวก หากประเทศต่าง ๆ นำเงินมาลงทุนในระดับเท่ากัน หรือใกล้เคียงกัน เพื่อไม่ให้เกิดภาวะครอบงำ
        
     ดูเหมือนความเห็นของนายเมยจะไม่ได้ผล คอลัมน์นี้เคยเขียนเกี่ยวกับการลงทุนของกลุ่มธุรกิจ ทั้งภาครัฐและเอกชนจากแผ่นดินใหญ่ในกัมพูชา ซึ่งความเป็นจริงดูเหมือนจะมากกว่าตัวเลขที่มีการระบุอย่างเป็นทางการ เพราะเกือบทุกเมืองใหญ่-เล็กในกัมพูชา มีธุรกิจของชาวจีนโผล่เต็มไปหมด
       
       สถานการณ์กำลังจะเหมือนกับ สปป.ลาว ซึ่งทุกวันนี้อาจเรียกได้ว่า ถูกครอบงำจากชาวเวียดนามเกือบสมบูรณ์แล้ว
        
      นายลิ้ม เฮ็ง รองประธานหอการค้ากัมพูชา หรือ ซีซีซี  (Cambodian Chamber of Commerce) ยกความดีให้กับกฎหมายการลงทุนของกัมพูชา ที่สามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้มากขึ้น และยังมีอีกมากที่แสดงความสนใจผ่าน ซีซีซี
       
       กัมพูชากำลังเจรจาการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับจีน บรรลุข้อตกลงเมื่อไหร่คาดว่าธุรกิจจีนแห่กันมาลงทุนมากขึ้นอีก
      
       นายเชร็ก ซกนิม ประธานสมาคมผู้ประเมินทรัพย์สินและตัวแทนอสังหาริมทรัพย์กัมพูชา เผยว่า การหลั่งไหลเข้าสู่กัมพูชาของกลุ่มนักลงทุนจากจีน ส่งผลให้ธุรกิจบ้านและที่ดิน และธุรกิจก่อสร้าง ในกัมพูชาเฟื่องจัด คาดว่าเอฟดีไอในกัมพูชาจะยังคงเติบโตในระดับสูงในปี 2563
        
     ปีที่แล้วเศรษฐกิจกัมพูชาขยายตัว 7.1% ส่วนอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ประมาณ 1.9% เอ็นบีซีทำนายการเติบโตปีนี้สูงกว่าของ เอดีบี ที่ 7% และอัตราเงินเฟ้อที่ 2.3% ส่วนเอฟดีไอคาดว่าจะสูงขึ้น 10% สู่ระดับ 3,951 ล้านดอลลาร์. 

...............................................
เลนซ์ซูม
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 16