อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563

ส่องเศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจไทย63 ปีแห่งความผันผวน

สัปดาห์นี้สะท้อนจากวงสัมมนากับการมองสถานการณ์เศรษฐกิจโลกแล้วย้อนมองเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ถือว่าเป็นปีแห่งความผันผวน พฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2563 เวลา 08.00 น.


ปลายปีที่ผ่านมา ธนาคาร TMB จัดสัมมนา “TMB Investment Forum” เป็นการภายใน แต่มีคนสรุปเนื้อหาเผยแพร่ผ่านโซเชียล น่าสนใจ จึงนำบางช่วงบางตอนมานำเสนอดังนี้

ในปี 2563 จะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบโลกครั้งใหญ่ เป็นการเปลี่ยนแปลงทางฝั่งเทคโนโลยีครั้งใหญ่และรวดเร็วมาก ต่อเนื่องมาจาก ดีสทรัปชั่น จากการมาของเทคโนโลยียุค 5G ต่อเนื่องไปยัง 7G



ประเทศส่วนใหญ่ที่จะโตจะมาจากฝั่งเอเชีย ซึ่งจะเป็นการพัฒนาจากเทคโนโลยีเป็นหลัก เช่น จีน อินเดีย และเอเซีย จีนจะเป็นอันดับ 1 ของโลก ภายในปี 2030 คาดจะมีอัตราการโตของเศรษฐกิจสูงในอนาคต จากแผนการสร้าง สมาร์ท ซิตี้ ที่นำเทคโนโลยีล้ำยุคมาพัฒนา เมืองเล็กๆ อย่าง เซินเจิ้นจะใหญ่กว่า ซิลิคอน วัลเลย์ มีการพัฒนาเทคโนโลยี ไอทีและเอไอ. อย่างจริงจัง

อินเดียจะเป็นอันดับ 2 ของโลก ภายในปี 2030 มีฐานชนชั้นล่างใหญ่ที่จะกลายเป็นชนชั้นกลาง ประชากร 1,300 ล้านคนกำลังซื้อจะสูงขึ้น อนาคตจะโตแรง แต่จะปรับเรื่อง เทคโนโลยียากกว่าจีน ส่วนอเมริกาใต้ อาร์เจนตินากำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจครั้งที่ 3 เวเนซุเอลาเจอปัญหาเงินเฟ้อสูง มีแค่บราซิลที่ดูดีที่สุด



สิ่งที่อเมริกากลัวคือ คนที่เริ่มวางระบบ ไอที และ เอไอ. จีนจึงพยายามพัฒนาเรื่องสมาร์ท ซิตี้ เอไอ. ไอโอที.และไอที. ทำให้อเมริกาใช้การทำสงครามการค้ากับจีนมาเบรกความร้อนแรง ที่ผ่านมาอเมริกาพิมพ์เงินต่อเนื่องงบดุลจึงโตมหาศาล โดยทำกันทั้งโลก งบดุลโตตามด้วย หนี้เพิ่มเรื่อยๆ ตลาดหุ้นขึ้นต่อเนื่อง แต่เงินพวกนี้ใช้ดัน “เศรษฐกิจจริง” ให้ขึ้นได้น้อยมาก

ธนาคารกลางสหรัฐต้องการทำ 0% Rate ภายในปลายปีหน้า เพื่อให้ต้นทุนทางการเงินต่ำมากๆ พร้อมกับอัดฉีดสภาพคล่อง ทำ QE เพื่อรักษาระบบให้คงอยู่ ดอกเบี้ยต่ำยังคงอยู่ในปีหน้า การลงทุนให้เน้นปกป้องเงินต้นเป็นหลัก เรื่องของการเก็บภาษีก็ลดลง รายได้ลดลง ต้องลดดอกเบี้ยลงเพื่อลดต้นทุน สร้างหนี้ขึ้นไปเรื่อยๆ งบดุลโตขึ้นเรื่อยๆ ค่าใช้จ่ายครัวเรือนในสหรัฐสูงขึ้น รายได้ไม่พอใช้

ตราสารหนี้ Zero-rate ทั่วโลก เพิ่มขึ้นไม่หยุด ปัจจุบันมีขนาดใหญ่มาก 16 ล้านล้านเหรียญสหรัฐซึ่งน่ากังวลมาก ใน ปี 2021-2022 อาจจะเกิด Inverted Yield Curve ขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะถดถอยโลกมีความเสี่ยงเกิดวิกฤติการเงินครั้งใหญ่ อสังหาฯ ทั่วโลกเกิดภาวะฟองสบู่ ราคาแพงมาก เช่น ในออสเตรเลีย คนจีนกว้านซื้อ ราคาขึ้นไปจนคนอื่นไม่สามารถซื้อเป็นเจ้าของได้ ภาวะเช่นนี้เกิดในเมืองใหญ่ต่างๆ ทั่วโลก



ระวังผลกระทบที่รุนแรงจากฟองสบู่ตลาดอนุพันธ์ ถ้าเกิดความเสียหายของคนส่วนใหญ่ทั้งระบบจะพังหนัก จนคนส่วนใหญ่จ่ายผลขาดทุนให้ไม่ได้ ซึ่งอนุพันธ์ที่น่ากลัวที่สุด คือที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยที่มีขนาดใหญกว่า จีดีพี.โลกถึง 6 เท่า

ระวังการขึ้นของอัตราดอกเบี้ย คนจะแห่ใช้สิทธิ์ จนผู้ออกตราสารอนุพันธ์จ่ายผลตอบแทนให้ไม่ได้ ระบบเศรษฐกิจจะพัง ซึ่งภายใน 3 ปีนี้อาจจะยังไม่เจอ เพราะดอกเบี้ยยังเป็นวงจรขาลง

เรื่องของทองคำมีไม่พอ “หนุนหลัง” สกุลเงินตราของโลก ข้อนี้น่ากังวลจะมีความเสี่ยงของระบบค่าเงินต่างๆ ของโลก ธนาคารกลางสวิสและนอร์เวย์ถือเหมืองทองคำเยอะขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณสำรองทองคำถ้าเกิดวิกฤติขึ้นมา ดอลลาร์สหรัฐฯ จะเสื่อมค่า ทองคำจะแข็งค่าขึ้น ซึ่งค่าเงินหยวนจีน สำรองทองคำไว้เยอะ หยวนจีนจึงปลอดภัย รวมถึงค่าเงินต่างๆ เช่น รัสเซีย สวิตเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์มีปริมาณสำรองทองคำสูง

ข้ามมาในฝั่งไทยจะเกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ และอุตสาหกรรมใน EEC กำลังจะเกิดขึ้น และจะเชื่อมโยงกับกรุงเทพฯ ด้วยรถไฟ สถานีบางซื่อจะกลายเป็น HUBใหญ่แห่งใหม่

ในปี 2563 ให้ระวังการโตของ เอ็นพีแอล. ในธนาคารพาณิชย์ให้ดี อาจจะเพิ่มสูงขึ้น เกิดต่อกันเป็นทอดๆ เหมือนห่วงโซ่ เช่น กรณีหุ้น PACE ที่ Defaultอีกทั้งต้องระวังเรื่องเงินทุนไหลออกจากตราสารหนี้ไทย ที่ผ่านมา ไหลเข้ามามาก ค่าเงินบาทอาจจะสวิงไปถึง 35 จาก foreign reserve ลดลง

ทั้งหมดเป็นเพียงบางส่วนที่วิเคราะห์กันในวงสัมมนา จะถูกต้องแม่นยำเพียงใดก็คงดูกันต่อไป.
..................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    80%
  • ไม่เห็นด้วย
    20%

บอกต่อ : 104