อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 30 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 30 กันยายน 2563

อันตรายจากลูกโป่ง

ลูกโป่งไม่ได้สร้างความสนุกอย่างเดียว ยังสร้างความเสี่ยงต่ออันตรายอีกด้วย ในสหรัฐอเมริกาได้รายงานการตายของเด็กจากลูกโป่งถึง 110 รายในเวลาตั้งแต่ปี 1977-2001 สาเหตุการตายเกิดจากการอุดตันทางเดินหายใจโดยเศษลูกโป่งหรือลูกโป่งที่ยังไม่ได้เป่า เสาร์ที่ 25 มกราคม 2563 เวลา 10.00 น.


    ลูกโป่งไม่ได้สร้างความสนุกอย่างเดียว ยังสร้างความเสี่ยงต่ออันตรายอีกด้วย ในสหรัฐอเมริกาได้รายงานการตายของเด็กจากลูกโป่งถึง 110 รายในเวลาตั้งแต่ปี 1977-2001 สาเหตุการตายเกิดจากการอุดตันทางเดินหายใจโดยเศษลูกโป่งหรือลูกโป่งที่ยังไม่ได้เป่า เด็กส่วนใหญ่ที่ตายอายุน้อยกว่า 6 ขวบ อย่างไรก็ตามมีรายงานการอุดตันทางเดินหายใจจากลูกโป่งในเด็กที่อายุมากกว่า 6 ปีแต่ช่วยเหลือได้ทัน
      
      พฤติกรรมเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการอุดตันทางเดินหายใจโดยลูกโป่งนั้นมี 2 แบบ แบบที่หนึ่งคือเด็กเป่าลูกโป่งเอง ในขณะเป่านั้น จังหวะที่เด็กต้องการหายใจเข้าเพื่อเติมลมในปอดนั้นจะต้องดูดอากาศเข้าอย่างแรงโดยมีลูกโป่งจ่ออยู่ที่ริมฝีปากทำให้เกิดโอกาสที่ลูกโป่งจะถูกดูดเข้าไปในปากและลงไปในหลอดลมเกิดการอุดตันทางเดินหายใจได้ อีกพฤติกรรมหนึ่งคือการที่เด็กเอาลูกโป่งที่ยังไม่ได้เป่าเข้าปากแล้วอมไว้หรือเคี้ยวเล่น การเผลอของเด็ก การวิ่ง ปีนป่าย หรือหัวเราะ อาจทำให้สำลักลูกโป่งที่อมไว้นั้นเข้าปอดเกิดการอุดตันทางเดินหายใจได้
       
      เศษลูกโป่งที่แตกแล้ว ก่อให้เกิดความเสี่ยงแบบเดียวกันได้ทั้งสองกรณี คือการเอาเศษลูกโป่งมายืดออกไว้ที่ริมฝีปากและเป่า ในจังหวะหายใจเข้า เศษลูกโป่งอาจจะถูกดูดเข้าไปในปากและสำลักลงหลอดลม หรือการเอาเศษลูกโป่งอมเคี้ยวในปาก
    
      การอุดตันทางเดินหายใจทำให้สมองขาดออกซิเจน มีเวลาช่วยเหลือเพียง 4-5 นาที การสำลักลูกโป่งลงไปในท่อหลอดลมแล้วคงไม่ง่ายนักที่จะทำให้มันหลุดออกมาได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องตระหนัก ระวัง ดูแลเจ้าตัวน้อยให้ดี และสอนเจ้าหนูตัวน้อยให้มีพฤติกรรมที่ปลอดภัยดังนี้
         1. ไม่อนุญาตให้เด็ก ๆ อายุน้อยกว่า 8 ขวบ เล่นลูกโป่งที่ยังไม่เป่า
         2. ผู้ใหญ่ต้องเป็นคนเป่าลูกโป่งให้เด็ก ๆ ที่อายุน้อยกว่า 8 ขวบเท่านั้น
         3. ห้าม! เด็กอมลูกโป่งเข้าปาก
         4. ลูกโป่งที่แตกแล้ว ต้องเก็บเศษลูกโป่งให้หมดทันที อย่าให้เด็กเล่นโดยเด็ดขาด
         5. เด็กที่เล่นลูกโป่งที่เป่าลมแล้วต้องมีผู้ใหญ่เฝ้าดูอยู่ใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้เล่นตามลำพัง
         6. แขวนลูกโป่งให้สูง อย่าให้เด็กหยิบถึงได้เอง
         7. สอนเด็ก อย่าให้เล่นลูกโป่งใกล้หน้า ใกล้ตา เพราะหากเกิดการแตก แรงระเบิดจะเป็นอันตรายต่อใบหน้าและตาได้
       
     การที่จะทำให้พ่อแม่รับรู้ความเสี่ยงได้นั้น ผู้ผลิตเองจะมีบทบาท ในต่างประเทศที่พัฒนาแล้วผู้ผลิตจะต้องมีคำเตือนบนถุงลูกโป่งเสมอ ลักษณะคำเตือนดังในรูป
      
     ภัยจากลูกโป่ง จากก๊าซไฮโดรเจน
        
     ลูกโป่งที่ขายในประเทศไทยโดยทั่วไป พบบรรจุก๊าซอยู่ 2 ชนิด คือไฮโดรเจน และ ฮีเลียม ก๊าซไฮโดรเจนมีความไวไฟสูง ส่วนก๊าซฮีเลียมเป็นก๊าซเฉื่อย ไม่ติดไฟ ลูกโป่งที่บรรจุก๊าซไฮโดรเจนอยู่ใกล้ไฟหรือความร้อน ก็จะติดไฟหรือสามารถเกิดระเบิดในกรณีที่มีลูกโป่งจำนวนมากได้ และอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิต
     
      ผู้ซื้อไม่สามารถแยกออกได้ โดยเฉพาะการใช้ในงานรื่นเริงตามโรงเรียน งานเลี้ยงเทศกาล หรือแม้แต่งานรวมญาติของบ้านเรา ปัจจุบันทางสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคได้ควบคุมการขายลูกโป่งก๊าซไฮโดรเจน อย่างไรก็ตามมีผู้ผลิตที่ยังคงผลิตอยู่ ดังนั้นผู้ใช้ต้องตรวจสอบถามผู้ผลิตเสมอว่าใช้ก๊าซอะไร.

........................................................
รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 47