อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563

สัมพันธ์จีน-เมียนมา ดุลอำนาจลุ่มอิรวดี

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 17 ถึง 18 ม.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นผู้นำจีนคนแรกในรอบ 19 ปีซึ่งเดินทางมายังประเทศเพื่อนบ้านทางตะวันตกเฉียงใต้แห่งนี้ นับตั้งแต่อดีตประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน เดินทางมาเยือนเมื่อปี 2544         อาทิตย์ที่ 26 มกราคม 2563 เวลา 09.30 น.

      
     ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 17 ถึง 18 ม.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นผู้นำจีนคนแรกในรอบ 19 ปีซึ่งเดินทางมายังประเทศเพื่อนบ้านทางตะวันตกเฉียงใต้แห่งนี้ นับตั้งแต่อดีตประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน เดินทางมาเยือนเมื่อปี 2544
       
     ทั้งนี้ ในขณะที่เมียนมาเริ่มปฏิรูปประเทศตลอดทศวรรษที่ผ่านมา จีนเองก็ไม่เคยปิดบังว่า  “มีความสนใจ”  ต่อทรัพยากรของเมียน มาเช่นกัน บันทึกความเข้าใจ  (เอ็มโอยู) ที่ทั้งสองประเทศลงนามร่วมกัน 33 ฉบับ จึงล้วนเกี่ยวข้องกับการเปิดโอกาสให้จีนเข้ามาลงทุนในเมียนมาทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษเจ้าผิวมูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  (ราว 45,570 ล้านบาท) ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (ซีเม็ก) ที่เป็นการเชื่อม  ท่อส่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบจากเมืองคุนหมิง เมืองเอกของมณฑลยูนนาน ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และติดกับภาคตะวันออกของเมียนมา โดยเส้นทางของท่อส่งพลังงานทั้งสองสายนั้นจะผ่านเมืองย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่าของเมียนมา ที่จีนให้คำมั่นจะช่วยพัฒนาให้กลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับประเทศด้วย และปลายทางของโครงการนี้คือท่าเรือเจ้าผิว ในรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของเมียนมา พื้นที่ซึ่งยังคงเป็น “เขตอ่อนไหวทางความมั่นคง”
     
     แม้ข้อตกลงที่ทั้งสองประเทศลงนามร่วมกัน ไม่ได้มีแต่โครงการด้านเศรษฐกิจและการลงทุน แต่ยังรวมถึงแผนการยกระดับความร่วมมือด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมด้วย เนื่องจากปี 2563 ถือเป็นวาระครบรอบ 70 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับเมียนมา อย่างไรก็ดี ทั้งสองประเทศซึ่งมีพรมแดนติดกันเป็นระยะทางยาวถึง 2,200 กิโลเมตรนั้น มีความสัมพันธ์ที่ “ซับซ้อน” ต่อกันมานานหลายศตวรรษ นับตั้งแต่ต่างฝ่ายต่างสถาปนาประเทศในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเลยก็ว่าได้


       
     เมียนมาตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารต่อเนื่องยาวนานถึงครึ่งศตวรรษ จนมีการผ่อนคลายมากขึ้นในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2554 ที่เป็นการตั้งรัฐบาลทหารกึ่งพลเรือนโดยประธานาธิบดีเต็ง เส่ง แต่กลุ่มประเทศตะวันตกซึ่งมีสหรัฐเป็นหัวเรือใหญ่ยังคงเดินหน้าใช้มาตรการกดดันเมียนมา และพุ่งเป้าไปที่กองทัพเป็นหลัก แต่จีนยังคงเป็นผู้สนับสนุนหลักทางการทหารของเมียนมา ตลอดจนทำการค้าด้วยอย่างเปิดเผยและให้ความช่วยเหลือด้านการเงินอย่างไม่ปิดบังตั้งแต่สมัยรัฐบาลทหาร กระนั้นการเมืองภายในของเมียนมาเองก็มีเรื่องราวซับซ้อนซ่อนเงื่อนยิ่งกว่านวนิยาย
       
      แต่ก่อนถึงการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2554 ที่ถือเป็น “จุดเริ่มต้น” ในการนำเมียนมาก้าวเข้าสู่ “เส้นทางสายปฏิรูป” รัฐบาลทหารภายใต้การนำของนายพลตาน ฉ่วย แก้ไขรัฐธรรมนูญและรัฐสภาให้สัตยาบันเมื่อปี 2551 ซึ่งมีการกำหนดโครงสร้างระบบการบริหารและการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติใหม่แทบทั้งหมด มีผู้แทนจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่ลงนามหยุดยิงกับรัฐบาลเข้าร่วมการหารือ แม้กองทัพยังคงมีบทบาทด้วยสัดส่วนที่นั่ง 25% ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา กระทรวงสำคัญด้านความมั่นคงต้องมีทหารเป็นผู้บริหาร และโควตารองประธานาธิบดี 1 จาก 2 คนต้องเสนอโดยพรรคการเมืองของกองทัพ แล้วมี  “เงื่อนไขสำคัญ” ที่ระบุว่าผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีห้ามมีคู่สมรสเป็นชาวต่างชาติ
      
     เนื้อหาส่วนใหญ่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่บ่งชี้ความพร้อมเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ส่งผลให้ประชาคมโลกผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจบางส่วนต่อเมียนมา การลงทุนจากภายนอกหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศที่เคยปิดตัวเองมานานหลายสิบปี แน่นอนว่าเป้าหมายของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งจากประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศร่วมภูมิภาค และประเทศที่บากหน้าข้ามน้ำข้ามทะเลมาอย่างสหรัฐ ทุกฝ่ายล้วนจับจ้องทรัพยากรธรรมชาติในเมียนมาเป็นสำคัญ โดยเฉพาะด้านพลังงาน
     
      ปัจจุบันจีนเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเมียนมา มูลค่าการค้าระดับทวิภาคีเมื่อปี 2561 สูงถึง 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 364,560 ล้านบาท) คิดเป็น  1 ใน 3 ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของเมียน มาโดยเฉลี่ย ขณะที่มูลค่าโครงการลงทุนทั้งหมดของจีนในเมียนมา  ณ ตอนนี้ อยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  (ราว 607,600 ล้านบาท) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านพลังงาน รวมถึงโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 18 แห่ง โครงการสำรวจน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในอ่าวเบงกอล โครงการเหมืองหยกและทับทิม และโครงการแปรรูปไม้ นอกจากนั้นยังมีความร่วมมือด้านการพัฒนาเศรษฐกิจในเขตเมือง อีกหลายโครงการ ทั้งโครงการก่อสร้างห้างสรรพสินค้าและอาคารสูง


     
     ทั้งนี้ อ้างอิงตามกรอบความร่วมมือซีเม็กระบุว่า จีนมีโครงการลงทุนในเมียนมาอย่างน้อย  38 โครงการ อย่างไรก็ตาม มีเพียงโครงการในรัฐฉาน ที่รวมถึงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อกับเมืองมัณฑะเลย์ โครงการพัฒนารัฐกะฉิ่น และโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษเจ้าผิวในรัฐยะไข่เท่านั้นซึ่งได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลเมียนมาแล้ว นอกจากนี้ รัฐบาลปักกิ่งยังเผชิญกับหนึ่งในอุปสรรคสำคัญ นั่นคือโครงการ ก่อสร้างเขื่อนมยิตโสน เหนือต้นน้ำอิรวดีในรัฐกะฉิ่น ซึ่งจีนลงทุนไปมากถึง 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  (ราว 106,330 ล้านบาท) แต่รัฐบาลเมียนมาระงับโครงการตั้งแต่ปี 2554 ด้วยความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นที่น่าสังเกตคือมีรายงานว่าสีไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้มาหารือกับประธานาธิบดีวิน มยินต์ และนางออง ซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐและรมว.กระทรวงการต่างประเทศของเมียน มา ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้
        
     สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบ่งชี้ให้เมียนมาเองย่อมตระหนักว่า ไม่ควรเดินทางตามจีนเพียงฝ่ายเดียว แม้เป็นประเทศเล็กกว่าแต่ก็ต้อง “เล่นเกมให้เป็น” เหมือนกัน โดยหลังการบรรลุข้อตกลงพื้นฐานตามกรอบของซีเม็ก เมื่อเดือน ก.ย. 2561 เมียนมาตั้งคณะทำงานเกี่ยวกับโครงการความร่วมมือการค้ากับจีนโดยเฉพาะ ซึ่งมีการผลักดันแผนยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ให้เป็น “เส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21” นับตั้งแต่สีขึ้นสู่อำนาจเมื่อเดือน พ.ย. 2555
     
      นอกจากนี้ อย่างที่ทราบกันว่าเมียนมากำลังเผชิญกับแรงเสียดทานอย่างหนักจากโลกตะวันตก เกี่ยวกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงในรัฐยะไข่ ที่ส่งผลสืบเนื่องให้เกิดคลื่นผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาไปยังบังกลาเทศ การลงทุนของจีนในเขตเศรษฐกิจพิเศษเจ้าผิวย่อมหมายความว่า รัฐบาลปักกิ่งไม่ต้องการให้เกิด “ความไม่แน่นอนในรูปแบบใดก็ตาม” ที่จะมากระทบกับแผนการ จึงไม่น่าแปลกใจที่จีนจะใช้อิทธิพลในฐานะ 1 ใน 5 สมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี)  “ช่วยเหลือ” เมียนมาในเรื่องดังกล่าวอย่างเปิดเผย
       
     ในขณะที่เมียนมาเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ต้องพึ่งพาจีนทั้งในด้านเศรษฐกิจและนโยบายการทูตควบคู่กันไป แม้อาจไม่ถูกใจทุกฝ่ายในประเทศ โดยเฉพาะประชาชนในภูมิภาคซึ่งจีนเข้าไปลงทุน ที่ไม่ได้รู้สึกมากนักว่าจะได้รับ “ผลประโยชน์”  และความกังวลของหลายฝ่ายเรื่อง “กับดักหนี้” ที่มีตัวอย่างแล้วจากหลายประเทศ อาทิ ศรีลังกา แต่ในภาวะที่ถูกบีบคั้นอย่างหนักแบบนี้ เมียนมาย่อมต้องวิเคราะห์ความคุ้มค่าและความเสี่ยงมาแล้วเป็นอย่างดี.


.........................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 73