อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 30 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 30 กันยายน 2563

"โรงละครชีวิต" ฉากสะพานไม้ "วิถีผู้คนบนสะพานมอญ"

เมี่ยเหง่อระอาว” เราทักทายกับ เด็กหญิงชาวมอญ ที่กำลังเดินสวนกับเราบน สะพานไม้ที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เพื่อก้าวข้าม “แม่น้ำซองกาเลีย” หากหันหน้าเข้าทาง วัดวังก์วิเวการาม หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า... “วัดหลวงพ่ออุตตมะ” “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปสัมผัส        อาทิตย์ที่ 26 มกราคม 2563 เวลา 10.30 น.


   เมี่ยเหง่อระอาว เราทักทายกับ เด็กหญิงชาวมอญ คนหนึ่ง ที่กำลังเดินสวนกับเราบน สะพานไม้ที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เพื่อก้าวข้าม แม่น้ำซองกาเลียอันกว้างใหญ่ไปยังอีกฝั่ง โดยหากหันหน้าเข้าทาง วัดวังก์วิเวการาม หรือที่คนทั่วไปเรียกอย่างคุ้นปากกันว่า... วัดหลวงพ่ออุตตมะ นั้น ด้านหลังของเราเป็นพื้นที่ที่ถูกเรียกว่า ฝั่งไทย ขณะที่ด้านหน้าของเราก็จะเป็น ฝั่งมอญซึ่งที่นี่เป็น ชุมชนชาวมอญอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย ที่ถือเป็นอีกพื้นที่ซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมไม่น้อยเลย เพราะนอกจากจะมีชาวมอญแล้ว ก็ยังมีชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ร่วมกันอีกด้วย จึงทำให้สะพานมอญซึ่งเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่สะพานเชื่อมสองฝั่งเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งที่ ทีมวิถีชีวิต จะพาไปสัมผัส...
      
     “
วิถีชีวิตผู้คนที่น่าสนใจ”...
                  
         e e e e


     
     เมื่อข้ามสะพานมอญมายัง หมู่บ้านวังกะ ชุมชนมอญที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำสายสำคัญอีกสายของ จ.กาญจนบุรี ที่จะไหลมาบรรจบพบกับแม่น้ำสำคัญอีก 2 สาย คือ แม่น้ำรันตี และ แม่น้ำบีคลี่ โดยจุดที่แม่น้ำได้ไหลมาบรรจบกันนั้น ก็คือบริเวณสะพานมอญ และวัดวังก์วิเวการามในพื้นที่ อ.สังขละบุรี นั่นเอง โดยจุดดังกล่าวถูกเรียกชื่อว่า สามประสบ หรือ สามสบ ทั้งนี้ สำหรับคำว่า ซองกาเลีย เป็นภาษามอญที่แปลว่า ฝั่งโน้น  อนึ่ง ชุมชนมอญบ้านวังกะ อ.สังขละบุรี แห่งนี้เป็นหนึ่งในชุมชนมอญที่มีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง จนได้รับรางวัลกินรีเมื่อปี 2558 ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมดีเด่น สาขาชุมชนอนุรักษ์วัฒนธรรม จึงทำให้ที่นี่เป็นอีกหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ และล่าสุดสะพานมอญแห่งนี้ รวมถึงพื้นที่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ก็เพิ่งจะได้รับเลือกจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้เป็น 1 ใน 60 เส้นทางความสุข @เมืองไทย ในโอกาสที่ ททท.ก่อตั้งครบ 60 ปี ผ่านทางการโหวตจากนักท่องเที่ยว และ “ทีมวิถีชีวิต” ก็ได้รับเชิญจาก ททท.สำนักงานกาญจนบุรี ให้เข้าไปเยี่ยมเยือนวิถีผู้คนในพื้นที่ดังกล่าว


 
       ทั้งนี้ วันแรกที่เราเดินทางมาถึงก็เป็นเวลาที่ตะวันคล้อยต่ำไปมากแล้ว และก่อนที่แสงฉานจากพระอาทิตย์จะดับลงไปใต้เหลี่ยมเขา สมาชิกในคณะก็แยกย้ายกันไปเดินบนสะพานไม้ ซึ่งเท่าที่สังเกตนอกจากจะมีคณะของเรา ก็ยังคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติ รวมไปถึง ชาวมอญ เจ้าของพื้นที่ที่ไม่ยอมพลาดออกมาเดินเล่นชมวิวทิวทัศน์ในยามพระอาทิตย์อัสดงของสองฝั่งแม่น้ำบนสะพานไม้แห่งนี้ด้วย ทั้งนี้ สะพานที่มีชื่อเรียกว่า สะพานมอญ และมีชื่ออย่างเป็นทางการว่าสะพานอุตตมานุสรณ์ สะพานดังกล่าวนี้เป็นสะพานไม้ที่มีความยาวถึง 850 เมตร ถูกสร้างขึ้นโดยดำริของ หลวงพ่ออุตตมะ อดีตเจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม เพื่อใช้เป็นสะพานสัญจรสำหรับชาวมอญและชาวไทยในบริเวณนี้ โดยสะพานดังกล่าวได้เริ่มก่อสร้างในปี 2529 จนถึงปี 2530 ด้วยแรงงานชาวมอญ และต่อมาก็ได้เกิดพังขาดเป็น 2 ท่อนเมื่อปี 2556 ก่อนจะได้รับการซ่อมแซมขึ้นใหม่ จนกลับมาเปิดใช้ได้อีกครั้งอย่างเป็นทางการในปี 2557...นี่เป็นที่มาโดยสังเขปของสะพานสำคัญแห่งนี้ ที่ไม่ได้เป็นเพียงสะพาน แต่ยังเป็น ฉากสำคัญ” ที่หลายคนใฝ่ฝันจะมาสัมผัส มนต์ขลัง สักครั้งหนึ่งด้วย
        
    “
พี่คะ รู้ประวัติสะพานไม้นี้ยังคะ?? ถ้าไม่รู้ เดี๋ยวหนูจะเล่าให้ฟังนะเด็กหญิงชาวมอญคนหนึ่งเชื้อเชิญให้เรารับบริการจากเธอ ขณะเรากำลังเดินเตร่บนสะพานไม้ ซึ่งเด็ก ๆ เหล่านี้มีบางส่วนได้รับการอบรมเพื่อทำหน้าที่เป็น มัคคุเทศก์น้อย เพื่อให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับความเป็นมาของสะพาน แลกกับสินน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากนักท่องเที่ยว ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีผู้เต็มใจ และไม่สนใจกับบริการนี้ ซึ่งสะท้อนออกมาจากสีหน้าท่าทาง
     

   
  ประแป้งไหมครับพี่??” เสียงเด็กชายชาวมอญตัวน้อยแหงนคอตั้งฉากมองมาที่เรา พร้อมส่งเสียงเจื้อย ๆ เชื้อเชิญให้รับบริการจากเขา ซึ่งแววตาประกาย กับเสียงกังวานสดใสของหนูน้อย ก็ทำเอาสมาชิกในคณะของเราบางคนตกหลุมเสน่ห์ จนยอมตกปากรับคำใช้บริการ ทั้งนี้ บริการประแป้งแต่งหน้านี้ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่อยู่คู่กับสะพานมอญแห่งนี้ โดยอุปกรณ์ก็ไม่มีอะไรมาก มีเพียงตะกร้าเล็ก ๆ หนึ่งใบ ที่ด้านในจะมีแม่พิมพ์ที่ถูกแกะสลักจากไม้เป็นลวดลายกับตัวการ์ตูนต่าง ๆ วางเรียงรายรอให้บริการไว้ พร้อมกับตลับแป้งทานาคาเล็ก ๆ ราว 1-2 ตลับ ส่วนที่เหลือก็ขึ้นกับความชอบของนักท่องเที่ยวว่าสนใจจะให้พิมพ์ลวดลายอะไร ซึ่งมีทั้ง ลายออริจินัล ลายดอกไม้ หรือแม้แต่ ลายตัวการ์ตูน ต่าง ๆ ก็มี
        
     “
เท่าไหร่จ๊ะ??” เสียงของผู้ใช้บริการถาม กลับหนูน้อย แล้วแต่พี่ได้เลยครับ หนูน้อยตอบกลับมา และที่สุดแบงก์ยี่สิบก็ถูกควักออกมาจากลูกค้าหญิงรายนี้เพื่อยื่นให้หนูน้อยนักขายแห่งสะพานไม้  แห่งนี้ พร้อมกับการขอถ่ายภาพคู่กัน ก่อนที่เราจะแยกย้ายกันเดินกลับที่พักหลังดวงอาทิตย์ได้โบกมือลาเราไปในวันนี้แล้ว


 
        เช้าวันรุ่งขึ้น เราตื่นกันออกมาจากที่พักตั้งแต่ฟ้ายังมืดสนิท ด้วยความที่ช่างภาพรุ่นใหญ่ประจำคณะของเราต้องการจะได้ภาพยามเช้าที่มีสะพานไม้อยู่ในเฟรม ทำให้เราต้องขับรถออกมาจนถึงสะพานปูนที่อยู่ไม่ไกลจากสะพานไม้มากนัก ตั้งแต่ช่วงเช้ามืด เพื่อจะตั้งจุดถ่ายภาพก่อนที่ดวงอาทิตย์จะโผล่ขึ้นจากขอบฟ้า แต่ด้วยความที่มีเหลี่ยมเขาใหญ่บดบัง ประกอบกับมีฝุ่นควันสีเทาหนาทึบห่มคลุม ทำให้แผนการที่วางไว้ไม่เป็นไปดังที่คิด จนที่สุดเราก็ถอดใจ พร้อมเตรียมตัวกลับที่พัก แต่ยังไม่ทันก้าวขึ้นรถ พระอาทิตย์สีส้มแสดก็แผดแสงทะลุหมอกควันและเหลี่ยมเขาออกมา ทำเอาเราตั้งตัวกันไม่ติด และอึดใจเดียวพระอาทิตย์ที่เรารอคอยกว่า 2 ชั่วโมงก็ลอยโด่งสูงเกินไป จนเราตัดสินใจยุติการถ่ายภาพที่จุดนี้ เพื่อไปยังสะพานไม้อีกครั้ง โดยวันนี้เราตัดสินใจเริ่มต้นเดินจาก ฝั่งมอญแทนที่จะเดินมาจาก ฝั่งไทยเหมือนเมื่อวานตอนเย็น ซึ่งให้บรรยากาศที่แตกต่างไปจากเดิมไม่น้อยเลย เพราะจาก ภาพชีวิตยามเช้าของชาวมอญ หลากหลายวัย ทั้งชายและหญิง ใน ชุดแต่งกาย ที่เมื่อประกอบกับใบหน้าที่ถูกประทินไว้ด้วย แป้งทานาคา ลวดลายต่าง ๆ แล้ว ทำให้แต่ละคนอดที่จะยกกล้องหรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเก็บภาพเอาไว้ไม่ได้ โดยเฉพาะกับ       เด็ก ๆ ชาวมอญทั้งชายและหญิง ซึ่งสร้างสีสันให้ยามเช้าบนสะพานไม้แห่งนี้ได้อย่างมาก จนทำเอานักท่องเที่ยวต้องขอถ่ายภาพคู่กับเด็ก ๆ เหล่านี้ โดยแลกกับการจ่ายเงินซื้อดอกไม้เสียบและใช้บริการประแป้งจากเด็ก ๆ
  
       ถ้าเป็นผู้ชายมอญจะแต่งตัวด้วยการนุ่งโสร่งดั้งเดิม ทับเสื้อแขนสั้นหรือแขนยาว ถ้าเป็นผู้หญิงก็จะนุ่งผ้าถุงยาว ส่วนเสื้ออาจใช้ผ้าชิ้นเดียวกันกับผ้าถุง หรือชิ้นอื่นก็ได้ ตัดเย็บเข้ารูปทรงตามสัดส่วน และจะมีผ้าสไบพาดเป็นคำอธิบายจาก อรัญญา เจริญหงษ์ษา เลขาฯ สภาวัฒนธรรมอำเภอสังขละบุรี ที่ให้ข้อมูลไว้กับ “ทีมวิถีชีวิต” เกี่ยวกับ “ชุดแต่งกายประจำตัวของชาวมอญ
      
     อนึ่ง นอกจากสะพานมอญแล้ว กับ ชุมชนมอญบ้านวังกะ ก็มีที่มาน่าสนใจ โดยจากฐานงานวิจัยทางชาติพันธุ์ในประเทศไทยของ     ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ให้ข้อมูลว่า ชาวมอญบ้านวังกะ กลุ่มแรกเริ่มอพยพเข้ามาในไทยจำนวน 40 ครอบครัว ผ่านทางด่านพระเจดีย์สามองค์ และทางแม่น้ำบีคลี่ ขณะที่รายงานการศึกษาสภาพวัฒนธรรมมอญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของกลุ่มมอญใน อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เพื่อการจัดการการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน โดย อัญชัน ตัณฑเทศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ก็ได้
  
  ฉายภาพชีวิตชาวมอญบนสะพานไม้ ไว้ว่า... เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มมอญกลายเป็นจุดดึงดูดใจและเป็นสินค้าการท่องเที่ยวของสังขละบุรี โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การชม วิถีชีวิต และทำบุญตักบาตรบริเวณสะพานมอญ ซึ่งตอกย้ำจุดขายสำคัญของแหล่งท่องเที่ยวนี้ อย่างไรก็ตาม กับเรื่องนี้ ทางอรัญญา เลขาฯ สภาวัฒนธรรมฯ คนเดิม ก็เสริมข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในอดีตชาวมอญจะใส่แต่ข้าวในบาตรพระ ส่วนของหรือกับข้าวนั้นชาวบ้านจะนำไปถวายที่วัด แต่ปัจจุบันก็มีรูปแบบที่เปลี่ยนไป โดยจะพบเห็นว่ามีร้านค้าบางแห่งนำเครื่องตักบาตรและดอกไม้บูชาพระมารองรับให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งมุมหนึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีที่ชุมชนจะมีรายได้จากการท่องเที่ยว ขณะที่อีกมุมหนึ่ง ส่วนตัวแล้วก็ยังอยากให้ชาวบ้านช่วยกันให้ความรู้กับนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับวิถีปฏิบัติที่ถูกต้อง อาทิ การใส่บาตรจะตักข้าวใส่บาตรให้พระสงฆ์ที่บิณฑบาตอย่างเดียว และขณะใส่ ถ้าเป็นตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว ชาวมอญจะนั่งลงกับพื้นเพื่อใส่บาตร แต่ปัจจุบันเข้าใจว่าอาจจะมีนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุที่ไม่สะดวกที่จะนั่งราบกับพื้น จึงนำเก้าอี้มาตั้งวางไว้ เพื่อที่จะได้นั่งใส่บาตรได้สะดวกยิ่งขึ้น                      
      
     “
มุมหนึ่งชาวบ้านก็มีรายได้จากการท่องเที่ยว ขณะที่อีกมุมการท่องเที่ยวก็นำสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาสู่ชุมชนเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือเป็นความท้าทายของชุมชนชาวมอญ ว่าจะตั้งรับ จะปรับตัว ได้มากน้อยแค่ไหน โดยไม่เลื่อนไหลไปกับกระแส เป็นมุมมองที่ อรัญญา ในฐานะ คนในพื้นที่ ได้สะท้อนกับเราไว้...
  
           e e e e
    
      หนึ่งวัน...หนึ่งคืน...ของทีม “วิถีชีวิต” ในสังขละบุรีนั้น แม้เราจะเคยมาเยือนหลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้ก็ยังทำให้รู้สึกประทับใจได้แบบไม่มีเบื่อ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความใสซื่อของผู้คนที่นี่ อีกส่วนก็อาจเพราะความชอบส่วนตัวที่มีต่อ “แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม” เช่นนี้ โดยเฉพาะ วิถีบนสะพานมอญ ที่ก็เปรียบเสมือน โรงละครชีวิต จนเราเองอดที่จะเอาใจช่วยผู้คนที่นี่ไม่ได้ และก็คิดว่า... ในฐานะนักท่องเที่ยวเราจะทำอย่างไรจึงจะช่วยรักษาวิถีดั้งเดิมไว้ให้ดำเนินควบคู่ไปพร้อมกับกระแสการท่องเที่ยว...ให้ได้ยาวนานที่สุด เพื่อให้เกิดรูปแบบการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนที่สุด รวมถึงเพื่อรักษามนต์ขลังให้ มีเสน่ห์ เช่นนี้...
     
       ต่อไป...ตราบนานเท่านาน...

..............................................................
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 44