อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563

จากซาร์สถึงไวรัสโคโรนา ไทยอย่าประมาทว่าจัดการดีแล้ว

สัปดาห์นี้กับความน่าสะพรึงกลัวจากซาร์สถึงโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โรคปอดอักเสบอู่ฮั่น) อาทิตย์ที่ 26 มกราคม 2563 เวลา 10.00 น.


“ซินเหนียนไขว้เล่อ เซินถี่เจี้ยนคัง” สวัสดีปีใหม่ ขอให้ทุกท่านมีแต่ความสุข สุขภาพแข็งแรง

ตรุษจีนปีนี้คงเป็นปีที่ชาวจีนต้องจดจำไปอีกนาน เพราะนอกจากจะไปไหนไม่ได้ กิจกรรมต่างๆ ยังถูกจำกัดและงดไป บ้างก็ไม่กล้าออกไปไหน ด้วยความกลัวกับโรคปอดอักเสบอู่ฮั่นที่กำลังระบาดในจีน 

บางคนถึงกับบ่นว่า ข่าวแรกที่อ่านพบในวันแรกของปีใหม่แทนที่จะเป็นเรื่องดีๆ กลับเป็นเรื่องการรายงานข่าวที่น่าสะพรึงกลัวของการระบาดของโรคปอดอักเสบอู่ฮั่นทั่วประเทศ รวมทั้งสารพัดข่าวจริง ข่างหลอกตามกันมีให้อ่านกันเต็มไปหมดในเว็บไซต์จีน 



ตั้งแต่เปิดศักราชใหม่วันที่ 1 มกราคม 2020เป็นต้นมา คนไข้ตามโรงพยาบาลในเมืองอู่ฮั่นนับวันก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ  ทุกวันจะมีคนไข้เพิ่มเข้ามาจากวันก่อนราว 10 เท่า ทำให้สถานที่กักกันคนไข้ที่มีความเสี่ยงจะเป็นโรคปอดอักเสบอู่ฮั่นนั้นไม่เพียงพอ รัฐบาลจีนจึงได้ให้มีการจัดสร้างโรงพยาบาลเพื่อการนี้โดยเฉพาะ โดยจะต้องสร้างให้เสร็จพร้อมใช้งานใน 10 วันโดยรูปแบบจะเป็นเช่นเดียวกับตอนที่สร้างโรงพยาบาลเสี่ยวทังซันที่ปักกิ่ง เมื่อตอนเกิดโรคซาร์ส (โรคกลุ่มทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง) ซึ่งเคยระบาดเมื่อปี 2003 โดยโรงพยาบาลนี้จะมีขนาดพื้นที่ 25,000ตารางเมตร และเตียงผู้ป่วย 1,000เตียง  

แม้ว่าทางการจะสั่งให้มีการปิดเมืองอู่ฮั่นแล้ว และตามด้วยเมืองอื่นอีกถึง 13 เมือง ระงับการใช้ระบบการขนส่งมวลชน  ตามมาด้วยการส่งทีมหน่วยแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจและเชื้อไวรัสจากเซี่ยงไฮ้มาเป็นหน่วยแรก ตามด้วยแพทย์ทหารจากกองทัพปลดแอกประชาชนจีนมาช่วย แต่จากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โรงพยาบาลที่มียังไม่สามารถรองรับได้เพียงพอ รวมถึงบุคคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานหนักจนล้มป่วย ทางการจีนได้ส่งแพทย์ทหารมาช่วยเหลือแล้วก็ตามที ในโรงพยาบาลมีความตึงเครียดสูดสุด มีทั้งคนที่ตายที่เพิ่มมากขึ้นและไม่สามารถจัดการได้ทันท่วงที บางคนรอคิวตรวจรักษาจนเป็นลมสลบไปก็มี แสดงถึงการรักษาพยาบาลที่ยังไม่ดีพอในเมืองอู่ฮั่นนั่นเอง



นอกจากนี้ยังมีมาตรการคุมเข้มต่างๆ ที่ทยอยออกตามกันมา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อนี้ในวงกว้าง จนกลายเป็นตรุษจีนที่ทำให้คนจีนหมดความสนุกในการเฉลิมฉลองกันไปเลย เช่น ในเมืองปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ที่ทำการปิดสถานที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังต้องห้าม (กู้กง)  สุสานราชวงศ์หมิง สนามกีฬารังนก และสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ในเซี่ยงไฮ้

จน ณ ขณะเช้าตรู่ของวันที่ 25 มกราคม นี้มีรายงานจากคณะกรรมธิการสุขภาพแห่งชาติจีน แจ้งยอดจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกรวมเป็น 41  ราย ผู้ติดเชื้อเป็น  1,287  คน ในจำนวนนี้ 237คนนี้ อาการหนัก และผู้สงสัยติดเชื้ออีก 1,965 คน ในขณะที่ตัวเลขของผู้ติดเชื้อในต่างประเทศนั้นมีที่ มาเก๊า 2 คน ไต้หวัน 3 คน ประเทศไทย 4 คน (รักษาหายแล้ว 2 คน)  ญี่ปุ่น 2 คน (รักษาหายแล้ว  1 คน) เกาหลีใต้  2 คน สิงคโปร์ 3 คน สหรัฐฯ 2 คน เนปาล 1 คน และฝรั่งเศส 2 คน



ปัญหาที่เคยเกิดมาแล้วเมื่อครั้งซาร์ส 17 ปีที่ผ่านมาได้สร้างบทเรียนที่ดีมาแล้ว และในครั้งนี้ทำไมถึงเกิดขึ้นได้อีก แล้วแท้จริงนั้นเกิดจากอะไรกันแน่ คราวที่แล้วเกิดซาร์สเกิดขั้นจากที่มณฑลกวางตุ้ง โดยเริ่มต้นจากการติดเชื้อไวรัสจากการกินสัตว์ป่าหรือการกินค้างคาว ทำให้ไวรัสจากค้างคาวแพร่สู่คนได้ และเมื่อเชื้อแพร่ในคนก็สามารถติดต่อกันได้ ในครั้งแรกมีการติดกันในเมืองฝอซัน มณฑลกวางตุ้ง แต่ต่อมาเชื้อได้ระบาดไปในที่ต่างๆ อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลจากการที่พยายามจะปิดข่าว และทำการจัดการกับการรักษาและควบคุมโรคไม่ทันการทำให้ระบาดไปทั่วประเทศจีน โดยเฉพาะในกรุงปักกิ่ง และประเทศอื่นๆ อีกกว่า 29 ประเทศจนมีคนเสียชีวิตถึง 774 ราย

แต่ในครั้งนี้เหตุการณ์เดิมก็กลับมาใหม่คือ เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยในตลาดอาหารทะเล ซึ่งเชื้อนี้สามารถติดต่อระหว่างคนได้ ครั้งนี้ก็ไม่ได้ต่างจากครั้งที่แล้วคือเกิดจากเมนูเปิบพิสดารอีกเช่นกัน คือน่าจะเกิดจากการกินสัตว์ป่า เพราะตลาดอาหารสัตว์ทะเลนี้มีขายสัตว์ป่านานาชนิดรวมอยู่ด้วย โดยอ้างว่าเป็นสัตว์ป่าที่เลี้ยงในฟาร์ม มีกาละมังที่เอาไว้ทำการฆ่าและถลกหนังกันอย่างสดๆ ในตลาดนี้ ซึ่งหากว่ารัฐบาลเอาจริงและจัดการจริง สัตว์ป่าพวกนี้จะมีการลักลอบขายได้อย่างไร รวมทั้งคนที่กินจนเกิดการติดเชื้อขึ้นในวงกว้างเช่นนี้ ล้วนแต่เป็นคนที่ไม่เคยรู้จักรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม จนต้องถึงกับปิดเมือง ปิดการติดต่อ ห้ามและงดกิจกรรมต่างๆ ในช่วงตรุษจีน จนทำให้คนจำนวนมากออกมาวิพากษ์วิจารณ์ นั่นเป็นเพราะส่วนหนึ่งคือเมืองอู่ฮั่นนั้น เป็นเมืองที่มีบทเรียนโรคซาร์สน้อยมาก จึงไม่ตระหนักถึงภัยที่ตามมา จนทำให้การจัดการของรัฐบาลมณฑลจัดการได้ไม่ทันท่วงที จนเชื้อสามารถแพร่กระจายออกมา



อย่างไรก็ตาม การระบาดนี้ยังคงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะว่าแม้จะมีการปิดเมืองจำกัดบริเวณไปแล้ว แต่เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงฉลองตรุษจีน ทำให้มีคนจีนส่วนหนึ่งที่เดินทางออกไปท่องเที่ยวแล้ว อีกส่วนก็เดินทางกลับมาเพื่อเยี่ยมบ้านเกิด เมื่อเทศกาลตรุษจีนสิ้นสุด คนที่เดินทางกลับไปทำงาน และคนที่เดินทางกลับจากไปเที่ยว ตอนนี้แหละที่จะเป็นของจริง ที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจีนจะจัดการกับโรคปอดอักเสบอู่ฮั่นนี้อยู่หรือไม่ 

ส่วนในประเทศไทยนั้น แม้ว่าเราจะงดเที่ยวบินเข้า-ออกจากอู่ฮั่นแล้วก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าคนที่ติดเชื้อจากที่อื่นจะเดินทางเข้ามาไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อเรามีการตั้งรับที่ดีในระยะแรก จนได้การชื่นชม แต่ในวันที่ 24 มกราคม นี้เองทางกรมควบคุมโรคติดต่อประจำท่าอากาศยานกลับได้แจ้งว่า “หลังจากที่รัฐบาลจีนออกมาประกาศห้ามประชาชนที่อาศัยอยู่ในอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยออกจากพื้นที่ ทำให้กรมควบคุมโรคไม่ได้ติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิผู้โดยสารที่มาจากมณฑลหูเป่ย ณ สนามบินอีกต่อไป เนื่องจากไม่มีเที่ยวบินที่มีความเสี่ยงแล้ว” ซึ่งการทำเช่นนี้หากมีผู้โดยสารที่ติดเชื้อนี้ แล้วบินมาจากที่อื่นจะทำให้เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดในวงกว้างของประเทศไทย เพราะทางจีนเองยังออกมากล่าวและระวังการแพร่ระบาดต่อ ซึ่งจุดสูงสุดหรือจุดพีคน่าจะมาหลังจากเทศกาลตรุษจีนต่างหาก แต่กลายเป็นว่าไทยเห็นว่าปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องตรวจแล้ว มันใช่แล้วหรือกับการจัดการของไทย.
……………………………
คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน
โดย “อ.ดร.ศิริเพ็ชร ทฤษณาวดี”
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    50%
  • ไม่เห็นด้วย
    50%

บอกต่อ : 62