อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563

โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก Bell"s Palsy หายได้แต่ควรป้องกัน

โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก Bell’s Palsy เกิดจากอะไร และเป็นมาอย่างไร เสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 10.00 น.


    โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก Bell’s Palsy เกิดจากอะไร และเป็นมาอย่างไร
 
     โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกแบบ Bell หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Bell’s Palsy เป็นโรคที่มีการอักเสบของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 โดยภาวะปกติ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 จะมาเลี้ยงกล้ามเนื้อของใบหน้าทั้งด้านบนและด้านล่าง เพราะฉะนั้น เมื่อเวลามีความผิดปกติของเส้นประสาทสมองเส้นนี้ มันจะทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงไป อย่างเช่นกรณีของ คุณโอ อนุชิต หลับตาไม่สนิทข้างหนึ่ง ยักคิ้วไม่ได้ มุมปากตก เวลาดื่มนํ้าแล้วนํ้าไหลออกจากมุมปากด้านหนึ่ง เส้นประสาทเส้นนี้มันเกี่ยวข้องกับการรับรสด้วย เพราะฉะนั้น คนไข้อาจจะมีการสูญเสียการรับรสของลิ้นด้านเดียวกับของใบหน้าที่อ่อนแรงไป อีกอันหนึ่งก็คือ คนไข้อาจจะได้ยินเสียงดังกว่าปกติจากหูข้างนั้น เนื่องจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 มันไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่ช่วยลดความดังของเสียงที่จะเข้ามาในหูข้างนั้นด้วย
        
    ความผิดปกติของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 มันเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน บางทีอาจจะเป็นจากอุบัติเหตุหรือจากเนื้องอก หรือจากสาเหตุอื่น ๆ สิ่งที่เรารู้แน่ก็คือ มีการอักเสบของตัวเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 และมีการบวมของเส้นประสาท สมมุติฐานที่เป็นที่น่าเชื่อถือมากที่สุดในปัจจุบันคือ คิดว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัส จากการศึกษาก็มีไวรัสหลายตัว เช่น ไวรัสตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคเริม ไวรัสตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส แล้วก็มีไวรัสตัวอื่น ๆ อีก

   เจอกันบ่อยไหมไวรัสพวกนี้ แล้วปัจจัยอะไรที่ทำให้กลายเป็นโรค
       
         ในกรณีที่เป็นการติดเชื้อไวรัส ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าใน 100 คนมีการติดเชื้อไวรัสสรุปทั้งหมดกี่คน
         ถ้าเราคิดว่าเกิดจากเชื้อไวรัส ยกตัวอย่างเช่น ไวรัสตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส ตัวนี้หลังจากการติดเชื้อครั้งแรก มันก็จะเข้าไปซ่อนที่ปมประสาท ซึ่งเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 มันก็มีปมประสาทอยู่ด้วยเหมือนกัน มันก็ไปซ่อนอยู่ แล้ววันดีคืนร้ายถ้าเกิดร่างกายเราอ่อนแอ ภูมิต้านทานลดลง มันก็ออกมาแผลงฤทธิ์ได้
         อาจจะเรียกได้ว่าเป็นคนไข้ส่วนใหญ่ที่มาหาแพทย์ก็ภูมิต้านทานแข็งแรงดี ไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่มีติดเชื้อไวรัส เราถึงบอกยาก คือปัจจุบันนี้เราก็ยังไม่ทราบสาเหตุที่สรุปได้ชัดเจน 100%
         เชื้อไวรัสตัวนี้มันไม่ได้แค่มีผลกระทบต่อเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 เท่านั้น มันก็เป็นที่เส้นประสาทเส้นอื่น ๆ ได้ อาจจะเป็นที่เส้นประสาทไขสันหลังก็ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นก็เป็นโรคอย่างที่เราเรียกว่าเป็นโรคงูสวัด คนไข้ก็จะมาด้วยตุ่มนํ้าใส อาจจะมีผื่นที่ผิวหนังตามแนวของผิวหนังที่เลี้ยงโดยเส้นประสาทเส้นนั้น ๆ

   มันแยกจากอัมพฤกษ์อย่างไร
        
    คนไข้ส่วนใหญ่ที่มาหาคือเขามีใบหน้าที่อ่อนแรงครึ่งซีกอย่างฉับพลัน คำถามแรกที่ทุกคนกลัวคือ จะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตหรือเปล่า เป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือเปล่า ก่อนอื่นต้องพูดให้ชัดเจนว่า ในโรค Bell นี้ ความผิดปกติมันอยู่ที่ตัวเส้นประสาทเอง ไม่ได้อยู่ในเนื้อสมอง ในขณะที่ถ้าเราพูดถึงโรคหลอดเลือดสมอง พวกนั้นจะเป็นความผิดปกติภายในเนื้อสมองเอง แล้วก็คนไข้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง มักจะมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย นอกจากใบหน้าอ่อนแรงแล้ว อาจจะมีแขนขาอ่อนแรง มีอาการชาที่แขนขา มีอาการพูดไม่ชัด อาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ทีนี้ถ้าคนไข้มาพบแพทย์ แล้วแพทย์ตรวจร่างกายทางระบบประสาทโดยละเอียดแล้ว เราก็จะมีวิธีที่สามารถแยกได้ว่าคนไข้เป็นโรค Bell หรือว่าโรคหลอดเลือดสมอง

     การไปฝังเข็มช่วยทำให้ดีขึ้นหรือไม่
        
    ก็เคยมีคนพูดถึงว่าอาจจะช่วยได้ในคนไข้บางราย แต่ว่าถ้าเราพิจารณาตามหลักฐานโดยรวมทางการแพทย์แล้วก็ยังไม่ได้มีข้อสนับสนุนชัดเจนว่าจะมีประโยชน์หรือว่าไม่มีประโยชน์กันแน่

       เรื่องกายภาพบำบัด คนที่เป็นแล้วต้องทำอะไรบ้างที่จะช่วยให้มันกลับมาคืนไม่เบี้ยวเหมือนเดิม
       
         ในแง่ของกายภาพบำบัดก็จะมีการออกกำลังกล้ามเนื้อที่ใบหน้า บางคนก็อาจจะใช้ไฟฟ้ากระตุ้น ใช้ความร้อน
         โรคนี้เป็นกันเยอะไหม เรามีวิธีการป้องกัน ดูแลสุขภาพตัวเองอย่างไรบ้าง
         โรคนี้เป็นกันเยอะ ตามข้อมูลที่เราทราบกันก็คือ ประมาณ 1 ใน 5,000 คนต่อป
         ส่วนการป้องกัน ถ้าเราเชื่อว่าไวรัสมันจะออกมาตอนที่ร่างกายอ่อนแอ ถ้าเราเชื่อตามนั้น เราก็ต้องสร้างภูมิต้านทานที่แข็งแรง.

...............................................
อ.นพ.พิเชษ เติมสารทรัพย์
 
 
 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 28