อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 7 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 7 กรกฎาคม 2563

ระวังไว้เคยเป็นไข้หวัด2009 ไร้ภูมิต้านทานไวรัสโคโรนา

สัปดาห์นี้รู้จักไวรัสโคโรนา ระยะฟักตัว 2-7 วัน ไทยขึ้นแท่นอันดัน 2 ติดเชื้อรองจากจีน เตือนเคยป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 เสี่ยงกว่าคนทั่วไปเหตุไร้ภูมิต้านทาน แนะกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ เลี่ยงที่ชุมชน เสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 12.00 น.


ช่วงนี้คนไทยต้องเสพข่าวอย่างมีสติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฝุ่นพิษที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย กลับต้องมาเผชิญกับปรากฏการณ์ไวรัล (Viral Phenomena) จากกระแสข้อมูลเท็จและแชร์ข่าวลวงเรื่อง “โรคปอดอักเสบ” ที่มีการระบาดจากเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 (Novel Coronavirus 2019 Pneumonia) ไปแล้ว 22 ประเทศทั่วโลก



แต่ที่ไม่ใช่ข่าวลวง ณ เวลานี้ไทยมีการแพร่ระบาดจากคนสู่คนแล้ว ซึ่งประเทศไทย โดยนพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันพบผู้ป่วยใหม่เป็นชาวจีน 4 ราย และที่สำคัญพบผู้ป่วยรายแรกของไทยจากการแพร่ระบาด 1 ราย เป็นคนขับรถแท็กซี่ที่รับผู้โดยสารชาวจีน ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมพุ่งเป็น 19 ราย (กลับบ้านแล้ว 7 ราย อีก 12 รายนอนโรงพยาบาล)

ขณะที่สถานการณ์ทั่วโลก ตามรายงานของ thewuhanvirus.com ข้อมูลตั้งแต่ 5-31 ม.ค.ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อ 11,921 ราย เสียชีวิต 259 ราย ทำให้ไทยที่พบจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมด 19 ราย ขึ้นแท่นเป็นอันดับที่ 2 ติดเชื้อรองจากประเทศจีน ซึ่งเป็นต้นต่อการแพร่ระบาดจากเมืองอู่ฮั่น ในมณฑลหูเป่ย์



ทั้งนี้มีข้อมูลจาก ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก @Yong Poovorawan อธิบายความรุนแรงของโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา น่าจะใกล้เคียงกับไข้หวัดใหญ่ โดยอาการสำคัญคือ มีไข้ ไอ ในรายที่รุนแรงจะหายใจลำบาก ซึ่งประมาณการณ์ว่าโอกาสเสียชีวิตน่าจะอยู่ที่ 1 ใน 1,000 ของผู้ป่วย เท่ากับไข้หวัดใหญ่

การเพิ่มขึ้นของโรคนี้จะเพิ่มเป็นแบบทวีคูณ จาก 200 รายก็จะเป็น 400 ราย แล้วก็ 900 ราย ผู้ป่วยที่รายงานจะน้อยกว่าจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อจริงอย่างมาก และหลายคนที่เสียชีวิต เมื่อตรวจสอบพบว่ามีปัจจัยหนึ่ง คือ อายุที่มาก เช่น รายที่อายุมากสุด อายุถึง 89 ปี กลุ่มเสี่ยงที่ติดเชื้อแล้วอาจเป็นอันตราย ก็คงไม่ต่างกับกลุ่มเสี่ยงของไข้หวัดใหญ่





สำหรับผู้ที่ติดเชื้อแล้วแต่มีอาการน้อย จะมีโอกาสแพร่เชื้อให้สู่ผู้อื่นได้มาก ซึ่งในประเทศจีนได้กระจายการพบไปยังเมืองต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก และจากผู้ที่เดินทางมาจากอู่ฮั่น พบในไทย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน มาเก๊า มาเลเซีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย สหรัฐฯ ฯลฯ และยังมีผู้ที่สงสัยอีกหลายประเทศ เช่นเดียวกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในปี 2009 หรือที่รู้จักกันทั่วไป ไข้หวัดหมู” กระจายจากประเทศเม็กซิโกไปสหรัฐฯ และไปรัฐต่าง ๆ ของอเมริกา ในที่สุดก็กระจายทั่วโลกและเปลี่ยนเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ที่ระบาดมา 10 ปีแล้วโรคนี้ก็ยังไม่หยุด ยังระบาดในนักเรียนอยู่เป็นระยะ ๆ ในประเทศไทย

เพราะระยะฟักตัวของโรคปอดอักเสบหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา จะอยู่ที่ประมาณ 2-7 วัน ดังนั้นในทางระบาดวิทยา ใครเดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น จึงต้องเฝ้าระวังเป็น 2 เท่าของระยะฟักตัว คือ 14 วัน ถ้าเกิน 14 วันแล้วไม่เป็น...ก็คือไม่เป็น



ฉะนั้นการป้องกันโรคจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เนื่องจากการติดต่อที่สำคัญจะเป็นฝอยละอองเหมือนไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยจะไอหรือจามแล้วมีฝอยละอองออกมา หากเราใช้มือสัมผัสและมือนั้นนำมาลูบหน้า ขยี้ตา เข้าปากและจมูก ก็จะติดเชื้อได้

อย่างไรก็ตาม การล้างมือบ่อย ๆ อย่างถูกต้องและนานพอสมควร เพื่อให้น้ำชะล้างไป ใช้สบู่ธรรมดาได้ ในกรณีที่ไม่สะดวก การใช้แอลกอฮอล์เจล (alcohol Gel) ก็สามารถฆ่าเชื้อได้ ที่สำคัญหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชนคนมาก เพราะโรคนี้อยู่ใกล้ตัวเรามาก ฝึกปฏิบัติตัวไว้ได้เลย



ศ.นพ.ยง บอกเพิ่มเติมไว้ว่า โคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ มีความวามรุนแรงน้อยกว่าโรคซาร์ส (SARS) มาก ๆ โรคทุกโรคที่แสดงอาการมากจะอยู่บนยอดภูเขาน้ำแข็ง ผู้ป่วยที่มีอาการน้อยหรือไม่มีอาการจะมีอีกจำนวนมาก โรคที่ความรุนแรงน้อยจะระบาดได้กว้างทั่วโลก เช่น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ปี 2009 เมื่อระบาดขยายวงกว้างแล้วจะเปลี่ยนเป็นโรคประจำถิ่นเป็นเพียงในเด็ก เช่น หวัด ไอ ทำให้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ความรุนแรงน่าจะเท่ากับไข้หวัดใหญ่ 2009

คำถามคือ…ถ้าเคยเป็นไข้หวัด 2009 มาแล้ว จะมีภูมิต้านทานไวรัสอู่ฮั่นหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่” ดังนั้นการป้องกันก็คือ...กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ เหมือนไข้หวัดใหญ่ เพราะโรคนี้สามารถติดต่อระหว่างคนสู่คนได้ จึงเกิดการแพร่กระจาย ขณะนี้ยังไม่มียา antiviral ที่ใช้ในคนไข้ที่ติดเชื้อไข้อู่ฮั่น และยังไม่มีวัคซีน ทำได้ตอนนี้จึงเป็นเพียงการรักษาตามอาการเท่านั้น

“เมื่อเกิดโรคระบาด ไม่มีใครอยากให้เกิด โคโรนาไวรัสอู่ฮั่นไม่ได้รุนแรงไปกว่าไข้หวัดใหญ่ 2009 การรังเกียจชาวจีน วิ่งหนี การปฏิเสธการขายของให้ชาวจีน เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ทุกคนมีส่วนร่วม ต้องช่วยกันให้ผ่านวิกฤติไปด้วยกันศ.นพ.ยง ฝากทิ้งท้าย.
......................................
คอลัมน์ : Healthy Clean  
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”
ขอบคุณภาพบางส่วน : @Yong Poovorawan, thewuhanvirus.com 
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : Pixabay


คลิกติดตามอ่านการดูแลสุขภาพได้ทั้งหมดที่นี่    





คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 285