อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563

"โรคผิวหนังในผู้เป็นเบาหวาน"

โรคเบาหวานเป็นโรคที่พบได้บ่อย ปกติเราจะเข้าใจว่าโรคเบาหวานต้องเป็นในผู้สูงอายุเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วเราพบว่าเบาหวานสามารถเป็นได้ตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่นเลยทีเดียว ผู้เป็นเบาหวานอาจมีอาการแสดงทางระบบ อื่น ๆ เช่น ตา ไต รวมทั้งผิวหนังได้ด้วย อาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 08.30 น.

     
      โรคเบาหวานเป็นโรคที่พบได้บ่อย ตามปกติเราจะเข้าใจว่าโรคเบาหวานต้องเป็นในผู้สูงอายุเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วเราพบว่าเบาหวานสามารถเป็นได้ตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่นเลยทีเดียว นอกจากค่านํ้าตาลในเลือดที่สูงแล้ว ผู้เป็นเบาหวานอาจมีอาการแสดงทางระบบ    อื่น ๆ เช่น ตา ไต รวมทั้งผิวหนังได้ด้วย
      
      รองศาสตราจารย์นายแพทย์วาสนภ วชิรมน สาขาวิชาโรคผิวหนัง คณะแพทย ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศ ไทย ได้ให้ความรู้ด้วยบทความนี้ โดยจะขอกล่าวถึงอาการทางผิวหนังที่พบในผู้เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นอาการที่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก โดยปัญหาผิวหนังในผู้เป็นโรคเบาหวานอาจแบ่งได้เป็นกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้
      
     กลุ่มแรก เป็นการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังที่เกิดจากภาวะดื้ออินซูลินของตัวโรคเบาหวานเอง เช่น คราบหนาสีดำนํ้าตาลบริเวณซอกพับ เช่น คอ รักแร้ ขาหนีบ หลังมือ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบผิวหนังหนาตัวและแข็ง โดยมักเป็นที่หลังส่วนบน การควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือดให้ดีและการลดนํ้าหนักอาจช่วยให้รอยโรคลักษณะดังกล่าวดีขึ้นได้
       
      กลุ่มที่สอง คือปัญหาผิวหนังที่เกิดจากการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงบริเวณผิวหนังไม่ดี ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าผู้เป็นโรคเบาหวาน โดยเฉพาะหากเป็นนานและควบคุมโรคไม่ดี จะมีปัญหาการไหลเวียนของเลือดตามมาได้ อาการที่พบได้บ่อยได้แก่ ผิวหนังแห้ง มักเกิดบริเวณขา หากเป็นมากจะทำให้มีอาการคันตามผิวหนัง ในเพศหญิงอาจมีอาการคันบริเวณก้นและอวัยวะเพศ การดูแลเบื้องต้นสามารถทำได้โดยการอาบนํ้าอุณหภูมิปกติ หลีกเลี่ยงการอาบนํ้าอุ่น ทาครีมบำรุงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นของผิว อีกภาวะหนึ่งที่พบได้บ่อย คือแผลที่บริเวณขาช่วงล่าง ข้อเท้า และปลายนิ้วเท้า ภาวะนี้ยิ่งเกิดได้ง่ายหากมีปลายประสาทไม่ดีร่วมด้วย ภาวะนี้สามารถป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงการสวมรองเท้าหรือถุงเท้าที่คับแน่นเกินไป นอกจากนี้ยังสามารถพบรอยโรคผิวหนังอื่น ๆ เช่น ปื้นสีนํ้าตาลอมเหลืองบริเวณหน้าแข้ง เป็นต้น ปัญหาชนิดนี้พบได้ไม่บ่อยแต่รักษาค่อนข้างยาก
      
     กลุ่มที่สาม คือปัญหาแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ ทั้งเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคอย่างฝี รูขุมขนอักเสบ ตุ่มหนอง และการติดเชื้อกลุ่มราและยีสต์ซึ่งมักเจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้น เช่น ซอกพับ ใต้ราวนม ขาหนีบ เป็นต้น ทำให้เกิดผื่นแดง เป็นขุย ผิวลอก แสบคัน นอกจากนี้ในเพศหญิงอาจมีการติดเชื้อยีสต์ที่ช่องคลอดได้ ส่งผลให้เกิดการตกขาว การป้องกันปัญหาติดเชื้อต่าง ๆ นี้ สามารถทำได้โดยให้ความสำคัญกับการรักษาความสะอาด โดยเฉพาะการทำความสะอาดบริเวณซอกหลืบในร่างกายที่อับชื้นได้ง่าย และเช็ดให้แห้งสนิททุกครั้ง สำหรับการดูแลรักษาแนะนำให้พบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เนื่องจากผู้เป็นโรคเบาหวานเมื่อเกิดการติดเชื้อแล้ว จะมีโอกาสลุกลามได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
    
       กลุ่มที่สี่ หรือเรียกว่ากลุ่มอื่น ๆ เช่น โรคด่างขาว ซึ่งมักพบร่วมกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลิน โรคตุ่มนํ้าพองของผิวหนังซึ่งอาจเป็นได้เองหรือเป็นผลจากยารักษาโรคเบาหวานบางชนิด โรคตุ่มคันตามแขนขาที่มีก้อนสีขาวตรงกลางอันเกี่ยวข้องกับภาวะเบาหวานลงไต ภาวะผิวหนังสีเหลืองโดยที่ตาไม่เหลืองซึ่งเกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึมของสารแคโรทีนที่ตับลดลง โรคสะเก็ดเงินที่ปัจจุบันพบร่วมกับภาวะโรคอ้วนและเบาหวานได้บ่อย เป็นต้น
        


      การดูแลผิวหนังเพื่อป้องกันโรคผิวหนังแทรกซ้อนต่าง ๆ รวมทั้งการรักษาเบื้องต้น มีข้อควรปฏิบัติดังนี้
         1. หมั่นดูแลทำความสะอาดร่างกาย โดยใช้สบู่อ่อน ๆ ทำความสะอาด ไม่ควรทำการขัดผิวด้วยแปรงหรือหินขัดผิว
         2. ควรอาบนํ้าด้วยนํ้าอุณหภูมิปกติ หลีกเลี่ยงการอาบนํ้าร้อนจัด และไม่ควรอาบนานเกินไป หมั่นทาโลชั่นหลังอาบนํ้าทันทีเพื่อให้ผิวชุ่มชื้น จะช่วยลดอาการแห้งคันของผิว
         3. อย่าให้บริเวณข้อพับ รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ อับชื้น พยายามเช็ดให้แห้งหลังอาบนํ้า หากเหงื่อออกมากควรเช็ดทำความสะอาดและซับแห้งเช่นกัน อาจโรยแป้งบาง ๆ เพื่อดูดซับความชื้น
         4. หากมีบาดแผลตื้น ๆ อาจทำแผลด้วยตนเองโดยใช้นํ้าเกลือ ทายากลุ่มโพวิโดนไอโอดีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อซํ้าซ้อน และปิดแผลให้สะอาด หากบาดแผลลึก ควรรีบไปพบแพทย์
         5. หากมีผื่นคัน พยายามอย่าแกะเกา เนื่องจากจะยิ่งทำให้อาการเป็นมากและรักษายากขึ้น
         6. เลี่ยงการเดินเท้าเปล่า รวมทั้งหลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าที่เปิดเท้า พยายามเลือกรองเท้าที่ปิดปลายนิ้ว พื้นนุ่ม พอดีเท้า
         7. หมั่นสำรวจแผล ผื่น หรือสิ่งแปลกปลอมบริเวณผิวหนัง โดยเฉพาะที่เท้า
         หากมองในทางกลับกัน อาการทางผิวหนังหลาย ๆ ชนิด อาจเป็นอาการแสดงหนึ่งของโรคเบาหวานได้ ดังนั้นผู้ที่มีอาการทางผิวหนังดังต่อไปนี้ และยังไม่เคยทราบว่าเป็นโรคเบาหวาน ควรไปตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่ามีภาวะโรคเบาหวานร่วมด้วยหรือไม่
         1. ผิวแห้ง คันตามผิวหนังโดยไม่ทราบสาเหตุ
         2. ติดเชื้อราหรือยีสต์ที่ผิวหนัง เป็นบ่อย ๆ หรือเป็น ๆ หาย ๆ รวมทั้งการติดเชื้อยีสต์ที่บริเวณช่องคลอด
         3. เป็นแผลเรื้อรัง หายช้า ไม่ว่าจะแผลหกล้ม มีดบาด เพราะระดับนํ้าตาลในเลือดที่สูงเกินกว่าปกติของผู้เป็นเบาหวานจะไปสร้างความเสียหายในหลอดเลือด ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณที่มีบาดแผลได้ไม่เต็มที่ แผลจึงหายช้า
         4. มีคราบหนาสีดำนํ้าตาลบริเวณซอกพับ เช่น คอ รักแร้ ขาหนีบ หลังมือ เป็นต้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากการดื้ออินซูลินในร่างกาย
         โรคเบาหวานอาจไม่สามารถทำให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมดูแลระดับนํ้าตาลให้ดีได้ ปัญหาผิวหนังที่เกิดจากโรคเบาหวานก็เช่นกัน หากรู้จักที่จะดูแลผิวหนังอย่างถูกวิธี ก็จะไม่มีโรคผิวหนังแทรกซ้อนได้
    
        ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์นายแพทย์วาสนภ วชิรมน สาขาวิชาโรคผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยา ลัยมหิดล และสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ.

......................................................
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 41