อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563

ตกหลุมเสน่ห์..โลกแห่งสัตว์ตัวจิ๋ว "กานต์ รมยาสัย - นักเลี้ยงมด"

บ้าหรือเปล่า??” เป็นคำบอกเล่าจากบทสนทนา เมื่อ “ทีมวิถีชีวิต” ถามไถ่ผู้ชายคนนี้ “ความคลั่งไคล้” ที่เขามีต่อสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋ว ๆ อย่าง “มด” ที่ต่อมานำสู่ “ธุรกิจเลี้ยงมดขาย” “กานต์ รมยาสัย” เจ้าของเฟซ บุ๊กเพจ คนเลี้ยงมด : Ant Keeping Thailand อาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 10.30 น.


   บ้าหรือเปล่า??” เป็นคำบอกเล่าจากบทสนทนาช่วงต้น ๆ เมื่อ ทีมวิถีชีวิตถามไถ่ผู้ชายคนนี้ เป็นคำบอกเล่าถึงการที่คนใกล้ตัวเขาต้องตกใจในความคลั่งไคล้ ที่เขามีต่อสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋ว ๆ อย่างมด ที่ต่อมานำสู่ ธุรกิจเลี้ยงมดขายซึ่งวันนี้ เรามีเรื่องราวของเขาคนนี้มานำเสนอ... กานต์ รมยาสัย เจ้าของเฟซ บุ๊กเพจ คนเลี้ยงมด : Ant Keeping Thailand อันโด่งดัง...

   e e e e
      
     กานต์ รมยาสัย เจ้าของเพจดังกล่าว เล่าให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟังว่า เขาเกิดและโตที่กรุงเทพฯ โดยเป็นลูกชายคนโตของ คุณพ่อ-กิตติพัฒน์ รมยาสัย กับ คุณแม่-มลฤดี นบนอบ  ซึ่งเขายังมีน้องสาวอีก 1 คน ทั้งนี้ เขาบอกเราว่า ชอบเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่เด็ก จำได้ว่าช่วงวัยเด็กคนงานที่บ้านเขาจะชอบไปจับ กิ้งก่า มาให้เขาเลี้ยง และนอกจากจะเลี้ยงกิ้งก่าแล้ว เขายังเลี้ยง หนูแฮมสเตอร์แคระ ไว้ 1 คู่ แต่ต่อมาวันหนึ่งเมื่อเขาตื่นเช้ามาดูหนูในตู้ที่เลี้ยงไว้ ปรากฏว่ามีหนูตัวหนึ่งถูกกัดตาย ทำให้เขาเสียใจมาก จนต้องอุ้มหนูที่ตายไปร้องไห้กับคุณพ่อ แต่เมื่อกลับมาจากโรงเรียนตอนเย็น ก็พบว่าคุณพ่อไปซื้อหนูมาให้เลี้ยงใหม่ถึง 10 ตัว เพราะสงสารที่เห็นเขาเศร้ามากที่หนูที่เลี้ยงไว้ตายไป ...กานต์เล่าถึงความทรงจำในวัยเด็กเรื่องนี้ให้เราฟัง


     
      จนเมื่ออายุได้ 12 ขวบ ตอนนั้นเขามีเงินเก็บราว 2,000 บาท เขาจึงนำไปซื้อ หนู แกสบี้ มาเลี้ยงไว้ 1 คู่ และพบวิธีที่จะทำให้หนูผสมพันธุ์กันบ่อย ๆ จนได้ลูกหนูแกสบี้ออกมาจำนวนหนึ่ง เขาจึงนำลูกหนูที่เพาะพันธุ์ได้ไปขายที่ตลาดนัดสวนจตุจักร โดยตัวผู้จะขายอยู่ที่ตัวละ 500 บาท ส่วนตัวเมียจะขายที่ตัวละ 600 บาท และต่อมาเขาก็เริ่มคิดการใหญ่ ด้วยการตั้งใจที่จะเพาะพันธุ์หนูขายแบบเป็นเรื่องเป็นราว เนื่องจากเขามองว่า ช่วงนั้นในไทยเริ่มนิยมเลี้ยงสัตว์แปลกจากต่างประเทศ จึงมีความคิดว่าน่าจะทำเป็นธุรกิจได้ เหมือนกับหนูแกสบี้ เขาจึงไปขอเงินทุนจากคุณพ่อเพื่อมาสานต่อความฝันนี้  อย่างไรก็ตาม แต่ยังไม่ทันจะลงมือก่อร่างสร้างธุรกิจนี้ ก็พอดีกับที่เจ้าของร้านเกมที่เขามักจะไปขลุกอยู่เป็นประจำ ตัดสินใจเลิกกิจการ ทางคุณพ่อของเขาจึงมาถามว่า สนใจจะเปิดร้านเกมไหม เพราะร้านเกมร้านนี้มาเช่าที่ของบ้านเขาอยู่ เขาจึงตอบแบบไม่ต้องคิดว่า อยากทำ เพราะคิดว่าถ้าเป็นเจ้าของร้านเกมเอง ก็คงจะได้เล่นเกมทั้งวัน ตอนนั้นผมอายุ 15 ปีเอง พอคุณพ่อยื่นข้อเสนอนี้มา ผมก็ตอบรับแบบไม่ต้องคิดเลย ที่สุดความคิดที่จะทำธุรกิจเพาะพันธุ์สัตว์เลี้ยงก็เลยยุติไปโดยปริยาย กานต์บอกเรา


      
       อย่างไรก็ตาม แต่เขาก็ยอมรับว่า ตอนที่เป็นเจ้าของร้านเกม ตอนนั้นเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เลย จึงต้องจ้างคนให้มาช่วยดูแลร้าน โดยเขาทำหน้าที่เก็บเงินอย่างเดียว แต่ต่อมาคนที่จ้างให้มาช่วยทะเลาะกับที่บ้าน จนตัดสินใจลาออกไป ทำให้เขาต้องมารับภาระนี้เอง โดยอาศัยหาความรู้จากกูเกิล และสอบถามจากช่างซ่อมคอมพิว เตอร์ที่รู้จักคุ้นเคยกัน จนเขาสามารถซ่อมคอมพิวเตอร์ได้เอง แต่ทั้งนี้ เขาได้ยอมรับว่า ชีวิตตอนนั้น สำหรับเด็กอายุ 15 ปี ถือว่าเป็นภาระหน้าที่ที่หนักมาก ๆ เพราะเรียนก็ต้องเรียน ธุรกิจก็ต้องดูแล ประกอบกับยังมีวุฒิภาวะไม่มากพอ ทำให้เมื่อต้องเจอปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต ทำให้ตัวเขากลายเป็นคนขี้หงุดหงิด อีกทั้งยังชอบใช้ชีวิตคนเดียว จนไม่ค่อยมีเพื่อนสนิทมากนัก
     
       
ตอนนั้นผมเรียนอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา และก็ต้องดูแลร้านเกมคนเดียวอีก ก็ถือว่าหนักมากกับเด็กวัยนั้น ทำให้ผมกลายเป็นคนขี้หงุดหงิด เข้ากับเพื่อนวัยเดียวกันไม่ได้ จนต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียวเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าย้อนเวลากลับไปได้ จะไม่เปิดร้านเกม แต่จะใช้ชีวิตเหมือนเด็กคนหนึ่ง แต่เพราะมันย้อนเวลาไม่ได้ ก็ได้แต่ทำใจ แต่ประสบการณ์ 7 ปีที่ทำร้านเกม ก็เป็นหนึ่งในประสบ การณ์ที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของผมเช่นกัน ซึ่งไม่สามารถหาได้จากโรงเรียนที่ไหน กานต์กล่าวเรื่องนี้กับเรา




          หลังเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย เขาก็ตัดสินใจจะเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ที่มหา วิทยาลัยหอการค้าไทย เพราะคิดว่าอยากจะเก่งให้สุด ๆ และเมื่อเรียนจบปริญญาตรีแล้ว เขาก็ตั้งใจไปเรียนต่อปริญญาโท ที่ประเทศออสเตรเลีย โดยไม่คิดขอเงินจากทางบ้าน เพราะตั้งใจจะทำงานหาเงินเรียนเอง เนื่องจากอยากมีชีวิตของตัวเอง แต่สุดท้ายเพื่อนของคุณพ่อซึ่งเป็นคนไทยที่อยู่สหรัฐอเมริกา มาชวนให้เขาไปเรียนต่อที่นั่นเขาจึงเปลี่ยนไปเรียนที่สหรัฐ โดยเรียนภาษาอยู่ 1 ปี ก่อนจะสมัครเข้า
เรียนระดับ MBA ที่มหาลัย California State University Northridge (CSUN) แต่หลังเรียนไปได้เกือบ 1 ปี เขาก็เริ่มคิดที่จะย้ายสาขาไปเรียนด้าน Engineering Management แทน เพราะคิดว่าน่าจะเหมาะกับเขามากกว่า แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจอีก เมื่อได้ไปอ่านเจอข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรมชื่อ MAVNI ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับคนต่างชาติที่อาศัยในสหรัฐ แบบถูกกฎหมายครบ 2 ปี ว่าเมื่ออยู่จนครบกำหนดแล้วจะสามารถสมัครสอบเข้าเป็นทหารบกของกองทัพสหรัฐได้ โดยจะได้รับสวัสดิการเทียบเท่าทหารสัญชาติสหรัฐ แถมยังจะได้ทุนเรียนฟรีจนจบมหาวิทยาลัยด้วย เขาก็เลยตัดสินใจจะเป็นทหาร


      
   ตอนนั้นผมไปทำเอกสารและตรวจร่างกายไว้ล่วงหน้าก่อนเลย ที่เหลือก็แค่สอบให้ผ่าน ผมก็จะได้เซ็นสัญญาและสาบานตนเป็นทหารบกในกองทัพสหรัฐทันที แต่สุดท้ายก็สอบไม่ผ่าน และหลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เป็นประธานาธิบดี  โปรแกรมนี้ก็ถูกยุติลง ตอนแรกผมคิดว่าแค่ชั่วคราว จึงเรียนและอาศัยอยู่ที่นั่นเพื่อรอให้โปรแกรมเปิด แต่รออยู่นานก็ไม่มีวี่แวว จึงคิดว่าไม่มีอีกแน่ ๆ ที่สุดก็เลยตัดสินใจกลับไทย หลังจากเรียนจบปริญญาโท กานต์ระบุ
      
      ส่วน สาเหตุที่ทำให้สนใจการเลี้ยงมด นั้น กานต์บอกว่า เขาอยากเลี้ยง มด มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว เพราะเขาชอบนั่งดูมดเดินเรียงแถว และสงสัยมาตลอดว่ารังใต้ดินของมดเป็นอย่างไร หรือมดใช้ชีวิตยังไง อย่างไรก็ตาม ตอนนั้นเขายังไม่มีแหล่งข้อมูลด้านนี้เลย จนเขาได้มาเจอข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มคนเลี้ยงมดในสหรัฐ เขาจึงตัดสินใจสั่งซื้อมดมาเลี้ยงเอง 2 รัง ทว่าราคาขายมดที่สหรัฐแพงมาก โดยราคาต่ำสุดคือขาย รังละ 1,500 บาท ส่วนพวก Honeypot ก็จะแพงขึ้นไปอีก โดยจะขายอยู่ที่ รังละ 3,000 บาท จนเขาคิดว่าทำไมขายแพงขนาดนี้ จึงเริ่มคิดหามดมาเลี้ยงเอง โดยได้ไปค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต และพาคนขายมดไปเลี้ยงข้าวบ่อย ๆ เพื่อตีสนิทและหลอกถามข้อมูล (หัวเราะ) สุดท้ายเขาก็จับจุดได้ว่า มดจะออกบินเวลาไหน ที่ไหน อย่างไร


        
     “
ตอนที่ผมออกไปหามดเอง เลยเข้าใจว่าทำไมถึงขายกันแพงนัก เพราะไม่ได้หาได้ง่าย ๆ และข้อดีของการออกไปหามดเองอีกเรื่องก็คือ การได้ขับรถไปตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นเสมือนการผจญภัยอย่างหนึ่งของผมด้วยกานต์กล่าว พร้อมบอกว่า หลังจากเขากลับมาเมืองไทยก็เริ่มเลี้ยงมดอย่างจริงจัง ซึ่งตอนที่เริ่มเลี้ยงมดที่ไทยนี้ ก็มีคนมาพูดกับเขาบ่อย ๆ ว่า สัตว์เลี้ยงมีตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องเลี้ยงมด ซึ่งเขาได้แต่ยิ้มรับ เพราะคิดว่าเถียงไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะคนอื่นไม่ได้มองมดเหมือนอย่างที่เขาเห็น ส่วนที่ตัดสินใจทำ ธุรกิจเลี้ยงมดขาย อย่างจริงจังนั้น เพราะเขาเชื่อว่าที่ไทยน่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่อยากเลี้ยงมดเป็นสัตว์เลี้ยง แต่ปัญหาคือไม่รู้จะเลี้ยงอย่างไร เพราะที่ไทยไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อน ...เขาเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเลี้ยงมดและทำธุรกิจมดที่ไทย ก่อนจะกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้เปิดเฟซบุ๊ก คนเลี้ยงมด ขึ้นมา
      
       จุดประสงค์แรกเลยที่ทำเพจ คือ แค่อยากอัพโหลดรูปมดที่เลี้ยงเก็บไว้เฉย ๆ (หัวเราะ) ซึ่งตอนเปิดเพจใหม่ ๆ ก็มีคนติดตามไม่กี่คน ส่วนใหญ่เป็นคนที่อยากเลี้ยงมด แต่ไม่รู้ว่าจะเลี้ยงอย่างไร ก็เลยเขียนแนะนำวิธีเลี้ยงลงไป ซึ่งผมน่าจะเป็นคนแรก ๆ ในไทยที่เขียนเกี่ยวกับวิธีเลี้ยงมด แต่หลัง ๆ พอมีคนติดตามเพิ่มขึ้น ก็เริ่มมีคำถามเชิงลึกมากขึ้น เช่น มดหายใจทางไหน มดเกิดอย่างไร หรือไม่ก็ทำไมมดต้องกัด ซึ่งบางเรื่องก็ตอบได้ แต่บางเรื่องก็ไม่รู้ ทำให้ต้องไปค้นข้อมูลมาเขียนตอบ นอกจากนี้ผมยังเขียนบันทึกเกี่ยวกับชีวิตมดลงไปด้วย ซึ่งก็มีคนสนใจติดตามอ่านไม่น้อย
  
        กานต์เล่าถึงที่มา-ที่ไปของเพจ คนเลี้ยงมดของเขา อย่างไรก็ดี แม้จะมีแฟนคลับไม่น้อยที่ชื่นชอบและติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับมด แต่ก็มีอีกหลายคนที่รู้สึกฉงนกับ ความหลงใหลในโลกของมดของเขาเช่นกัน โดยเขาบอกว่า...
       
       ช่วงที่เริ่มเลี้ยงมดจริงจัง แถมคิดจะทำเป็นธุรกิจอีก คน  รอบ ๆ ตัวก็มองว่าเขาบ้าหรือเปล่า ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะคนอื่น ๆ ไม่ได้มองเห็นความสวยงามของมด เหมือนอย่างที่เขาเห็น อีกทั้งการเลี้ยงมดก็เป็นความฝันอีกเรื่องของเขามาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว เพราะตั้งแต่จำความได้ ก็หลงใหลการนั่งมองดูชีวิตมดมาตลอด อย่างตอนเด็ก ๆ ผมนี่สามารถนั่งดูมดได้ทั้งวันเลยนะ จำได้ว่าผมจะชอบนั่งดูมดคันไฟเดินเรียงแถวขนอาหารเข้ารัง ซึ่งตอนนั้นผมสงสัยมาตลอดว่า มดใช้ชีวิตใต้ดินอย่างไร และภายในรังของมด ซึ่งเปรียบได้กับอีกประเทศของมดนั้น ข้างในจะเป็นอย่างไร อยู่กันยังไง ซึ่งตอนนั้นผมไม่รู้ว่ามดทุกรังจะต้องมีนางพญามดด้วยซ้ำ แต่พอสนใจ ก็เริ่มศึกษาค้นคว้า จนทำให้เข้าใจในโลกของมด และวิถีของมด ที่สุดก็เลยตกหลุมเสน่ห์ของมดแบบถอนตัวไม่ขึ้นจนถึงตอนนี้

    e e e e
        
     อะไรคือเสน่ห์ของมด? เรื่องนี้ กานต์ อธิบายให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟังว่า การเลี้ยงมดไว้หลากหลายทำให้พบว่าชีวิตของมดน่าสนใจมาก และยิ่งเลี้ยงหลาย ๆ ชนิด ก็ทำให้รู้ถึงความแตกต่างของมดแต่ละชนิด เช่น มดบางชนิดดุร้ายมาก หรือบางชนิดก็ไม่ดุร้ายเลย และบางชนิดก็มีนิสัยชอบเก็บตัว แต่บางชนิดก็เป็นมดขี้สงสัย เป็นต้น ...เขาพูดถึงเรื่องนี้ด้วยแววตาเป็นประกาย ก่อนจะย้ำทิ้งท้ายกับเราก่อนจากกันว่าอยากฝากถึงคนที่สนใจจะเลี้ยงมดว่า การเลี้ยงมดเป็นเหมือนการเปิดพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต เพราะเราจะได้ศึกษาพฤติกรรมของสัตว์อีกชนิดที่มีห่วงโซ่ทางสังคมสูงมาก ที่สำคัญ ประโยชน์ของการเลี้ยงมดนั้น...
         ทำให้ชีวิตเพลิดเพลิน...
         แถมคลายเครียดด้วย”.


มดไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก!!

  ใครจะเชื่อ เลี้ยงมด ก็เป็นอาชีพได้??? แต่ก็เป็นไปแล้ว ดูตัวอย่างได้จาก กานต์ รมยาสัย คนนี้ โดยเรื่องนี้เขาได้บอกกับเราว่า ธุรกิจเลี้ยงมดเป็นสัตว์เลี้ยงยังไม่เคยมีในไทยมาก่อน แม้แต่ในต่างประเทศก็มีคนที่เลี้ยงมดไม่มากนัก ไม่เหมือนกับแมลงชนิดอื่น ๆ ที่มีการเพาะเลี้ยง หรือถึงขั้นทำฟาร์มเพาะพันธุ์ขายอย่างจริงจัง เช่น ด้วง แมงมุม ตั๊กแตน ทั้งที่มดมีความน่าสนใจไม่แพ้แมลงชนิดอื่น ที่สำคัญ มดในไทย มีมากมายหลากหลายสายพันธุ์และมีเสน่ห์ไม่แพ้แมลงชนิดอื่น ๆ โดยจากชนิดของมดทั่วทั้งโลกที่มีอยู่มากกว่า 12,000 ชนิดนั้น เป็นมดที่มีในไทยที่เดียวมากถึงกว่า 1,000 ชนิดเข้าไปแล้ว แต่คนส่วนใหญ่จะรู้จักแค่ไม่กี่ชนิดเท่านั้น ยังไม่นับรวมมดที่ยังไม่ถูกค้นพบหรือยังไม่ถูกตั้งชื่ออีกมาก



        
    กานต์ย้ำว่า...หลังทำธุรกิจนี้ ทำให้ผมค้นพบว่าแต่ละปีมีคนสนใจอยากเลี้ยงมดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเมื่อมีคนสนใจติดต่อมา ผมจะจัดหาทุกอย่างให้ อาทิ สายพันธุ์ของมด รังที่จะใช้เลี้ยง อาหารของมด รวมถึงจัดหาหนังสือเกี่ยวกับมด และอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการเลี้ยงมดให้ ซึ่งมดที่จะเลี้ยงก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน เพราะมดแต่ละสายพันธุ์ก็มีความสวยงาม มีความพิเศษ แตกต่างกันไป แต่เรื่องแบบนี้ถ้าใครไม่เคยลองเลี้ยง หรือไม่เคยนั่งดูอย่างจริงจัง ก็คงยากที่จะจินตนาการถึงเสน่ห์ของมดได้เขาระบุ.

..........................................................
บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 37