อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563

สิ้นสุดกันทีเบร็กซิต อังกฤษหย่าขาดอียู

การพ้นสถานภาพสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ที่ยาวนาน 47 ปี หรือนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2516 ของสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์เหนือ มีผลอย่างเป็นทางการเมื่อเวลา  23.00 น. ตามเวลามาตรฐานสากลของวันศุกร์ที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมา (06.00 น. วันที่ 1 ก.พ. ตามเวลาในประเทศไทย ) อาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 09.30 น.


   การพ้นสถานภาพสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ที่ยาวนาน 47 ปี หรือนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2516 ของสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์เหนือ มีผลอย่างเป็นทางการเมื่อเวลา  23.00 น. ตามเวลามาตรฐานสากลของวันศุกร์ที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมา (06.00 น. วันที่ 1 ก.พ. ตามเวลาในประเทศไทย ) ถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน นับตั้งแต่การลงประชามติเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2559 ซึ่งหลังจากนั้นตามมาด้วยความซับซ้อนและวุ่นวาย
     
    เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังผลการลงประชามติออกมาอย่างเป็นทางการ ว่าชาวสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่ต้องการออกจากอียู  นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีในเวลานั้นซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบจัดการลงประชามติ ลาออกจากตำแหน่ง ตามด้วยศึกชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม ที่ทำให้สหราชอาณาจักรมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ คือนาง เทเรซา เมย์
      

     รัฐบาลสหราชอาณาจักรพยายามจัดการสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศให้เป็นไปอย่างราบรื่น และมีเสถียรภาพที่สุด เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเบร็กซิต ที่ตามกำหนดการแรกซึ่งเดิมทีหลายฝ่ายเชื่อว่าน่าจะเป็นไปตามนั้น คือภายใน 2 ปี หมายความว่าการพ้นจากสหภาพคือปี 2561 แต่การเจรจาที่มีหลายขั้นตอน และความยิบย่อยของประเด็นการหารือ ยิ่งไปกว่านั้นคือจุดยืนของทั้งสองฝ่ายที่ไม่ต้องการ “เสียเชิง” ด้วยการเป็นฝ่ายประนีประนอมมากกว่า ส่งผลให้การดำเนินการในทางปฏิบัติยากลำบากกว่าที่ระบุไว้เป็นทฤษฎีหลายเท่านัก
        
    ขณะที่แรงเสียดทานจากหลายภาคส่วนในสหราชอาณาจักรเองก็เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมย์ขอลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งมีผลอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน ก.ค. 2562 เพียงวันเดียวหลังผู้นำคนปัจจุบันคือนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ชนะศึกหยั่งเสียงภายในพรรคอนุรักษนิยม เพื่อชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ต่อจากเมย์ และนำพรรคอนุรักษนิยมชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว ด้วยผลคะแนนที่เป็นประวัติศาสตร์ “ถล่มทลายที่สุด” นับตั้งแต่อดีตนายกรัฐมนตรีมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ นำพรรคอนุรักษนิยมชนะการเลือกตั้งเมื่อ    ปี 2530
       


     ในแง่หนึ่งมองได้ว่า ชาวสหราชอาณาจักร “เหนื่อยหน่ายเต็มทน” กับการอยู่บนเส้นทางเบร็กซิตที่ยืดเยื้อกว่าที่คาด และเชื่อมั่นว่าจอห์นสันจะสามารถนำพาบ้านเมืองให้ออกจากเส้นทางดังกล่าวโดยเร็ว และสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว “อย่างน้อยที่สุด” คือการออกจากสหภาพ และเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อให้ทั้งสหราชอาณาจักรและอียู ปรับตัวและสร้างความสัมพันธ์กันใหม่ แต่การที่จอห์นสันบีบคั้นกรอบระยะเวลาให้อยู่ที่เพียง 11 เดือน คือทุกอย่างต้องเสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธ.ค. นี้ สร้างบรรยากาศของความไม่แน่นอนครั้งใหม่ ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร และยิ่งเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างทั้งสองฝ่าย
      
      ย้อนกลับไปเมื่อปี 2489 เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรในเวลานั้น เคยเสนอแนวคิด “สหรัฐยุโรป”  ต่อจากนั้นในปี 2496 ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้ายุโรปถือกำเนิดขึ้น แต่สหราชอาณาจักรไม่ได้เป็นสมาชิกตั้งต้นด้วย โดยองค์กรดังกล่าวที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการบูรณาการอุตสาหกรรมถ่านหินและเหล็กกล้า มีเบลเยียม ฝรั่งเศส อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนีตะวันตก เป็น 6 ประเทศสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง
        
     เวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 2500 การบูรณาการระหว่างประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้ายุโรป กับประชาคมพลังงานปรมาณูยุโรป ตามหลักการของสนธิสัญญาโรม นำไปสู่การก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (อีอีซี)  มีเป้าหมายของความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจชัดเจนยิ่งขึ้น จากการกำหนดนโยบายเรื่องตลาดเดียวและสหภาพศุลกากร ตลอดจนกรอบความร่วมมืออื่น เพื่อเสริมสร้างเอกภาพทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก แน่นอนว่าในช่วงเวลาหลังผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่สองได้ไม่นาน ทุกประเทศบนโลกล้วนได้รับผลกระทบ ยิ่งกับสหราชอาณาจักรซึ่งเคยได้รับฉายาว่า “พระอาทิตย์ไม่เคยตกดินที่จักรวรรดิอังกฤษ” นัยว่าเพื่อยกย่องอดีตอันเคยรุ่งโรจน์ของการเป็นเจ้าอาณานิคม สหราชอาณาจักรย่อมไม่ต้องการ “ตกขบวน” ออกจากเส้นทางสายนี้ ที่น่าจะนำไปสู่การมีเศรษฐกิจที่เรืองรอง
       
      นายกรัฐมนตรีฮาโรลด์ แมคมิลแลน จากพรรคอนุรักษนิยม ยื่นเอกสารในนามรัฐบาลและประชาชนสหราชอาณาจักร ขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกของอีอีซีครั้งแรกเมื่อปี 2506 แต่ประธานาธิดีชาร์ล เดอ โกล ผู้นำฝรั่งเศสในตอนนั้น ใช้สิทธิคัดค้าน ซึ่งการที่อีอีซีมีกฎว่ามติใดก็ตามของสมาชิกต้องเป็นเอกฉันท์เท่านั้นจึงจะมีการรับรอง ส่งผลให้ความพยายามของสหราชอาณาจักรมีอันต้องตกไป
        
     อีก 4 ปีต่อมาในปี 2510 สหราชอาณาจักรเปลี่ยนมาอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลพรรคแรงงาน โดยนายกรัฐมนตรีฮาโรลด์ วิลสัน ยื่นใบสมัครขอรับการพิจารณาเป็นสมาชิกอีอีซีอีกครั้ง อย่างไรก็ดี ฝรั่งเศสยังคงมี เดอ โกล เป็นประธานาธิบดี จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายมากนัก ที่สหราชอาณาจักรจะถูกปฏิเสธอีกเป็นครั้งที่ 2 ด้วยการคัดค้านของฝรั่งเศสเช่นเดิม เดอ โกล ให้เหตุผลสำคัญประกอบการปฏิเสธ ว่าสหราชอาณาจักร “มีความเป็นหัวขบถแบบฝังรากลึก” ต่อการบูรณาการยุโรปให้เป็น “ตลาดร่วม” คือเขตการค้าและศุลกากรเสรีสำหรับประเทศที่เป็นสมาชิก
        
     นอกจากนี้ “หากอยู่ในยามคับขัน” หรือ “ภาวะวิกฤติ” เดอ โกล กล่าวว่า “มีความเป็นไปได้สูง” ที่สหราชอาณาจักรจะหันไปหาประเทศนอกภูมิภาค โดยเฉพาะสหรัฐ ซึ่งคำกล่าวของ เดอ โกล แม่น ยำราวกับสามารถหยั่งรู้อนาคตล่วงหน้าได้ เมื่อสหราชอาณาจักรร่วมมือกับสหรัฐ ละเมิดมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ประกาศสงครามกับอิรัก เมื่อปี 2546 แม้เยอรมนีและฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศยุโรปเหมือนกัน คัดค้านอย่างหนัก
      
      อย่างไรก็ตาม สหราชอาณาจักรเข้าเป็นสมาชิกอีอีซี ที่ต่อมา กลายเป็นอียูได้สำเร็จอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2516 ซึ่ง เดอ โกล ถึงแก่อสัญกรรมไปแล้ว และรัฐบาลฝรั่งเศสหลังจากนั้น “ไม่แข็งแกร่งและเถรตรงเพียงพอ” ที่จะคัดค้านการไม่ให้สหราชอาณาจักรเข้ามาเป็นสมาชิก และตอนนี้หลายประเทศในยุโรปอาจอดนึกถึงเดอ โกล ไม่ได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เพราะการที่สหราชอาณาจักรออกจากอียูไม่ใช่เพียงการทำให้ความแบ่งแยกทางการเมืองในสหราชอาณาจักรเด่นชัดขึ้นเท่านั้น แต่ได้สร้าง “คลื่นใต้น้ำ” ภายในสหภาพที่มีธงสัญลักษณ์สีน้ำเงิน และมีดาว 12 ดวงเรียงล้อมกันเป็นวงกลม ที่ในทางทฤษฎีบ่งบอกความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และความสมบูรณ์แบบครบถ้วน เช่น 12 เดือนเป็น 1 ปี หรือ 1 รอบนาฬิกามี 12 ชั่วโมง ทว่าในทางปฏิบัติไม่ได้เป็นตามนั้นเสมอไป.

.........................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 84