อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563

จีนระส่ำบู๊สู้เชื้อไวรัส'โคโรนา' ไทยต้องสร้างความเชื่อมั่น

สัปดาห์นี้จับตาสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดไวรัสโคโรน่า 2019 ในจีน ส่วนไทยต้องสร้างความน่าเชื่อถือด้านมาตรการเตรียมพร้อมรับมือ และสร้างความมั่นใจอย่างเป็นรูปธรรม อาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 10.00 น.


จากการรายงานตัวเลขของสติติช่วงสัปดาห์ทองของการเดินทางในช่วงตรุษจีนในปีนี้ที่ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญหากเทียบกับปีก่อน (2019) ซึ่งในปีนี้ในช่วงวันหยุดยาวมีการเดินทางทั่วทั้งประเทศเพียง 450,000,000 คน/เที่ยว

ซึ่งการเดินทางไปท่องเที่ยวนั้นเป็นการกระตุ้นให้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โรงแรม สถานบันเทิง ร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม รวมจนถึงห้างร้านค้า เป็นต้น

ในขณะที่เหตุการณ์การระบาดของไข้หวัดไวรัสโคโรน่า 2019-nCoV (ชื่อชั่วคราวที่องค์การอนามัยโลกใช้) ที่เริ่มต้นจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลเหอเป่ย ประเทศจีนนั้น ไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในช่วงตรุษจีน แต่หากในกระแสในจีนนั้นเริ่มต้นตั้งแต่เดือนธันวาคม แต่ยังเป็นการระบาดในเขตเมือง ผู้คนในจีนจะทราบว่ามีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ชนิดหนึ่งที่เป็นกันจำนวนมาก คนส่วนมากคิดว่าคงเป็นการติดเชื้อหวัดใหญ่เช่นในช่วงหน้าหนาวปกติ และไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นไข้หวัดที่ระบาดรุนแรงเช่นสถานการณ์ปัจจุบัน

ซึ่งคนจีนจำนวนหนึ่งก็พยายามเลี่ยงที่จะเดินทางไปในบริเวณเมืองอู่ฮั่น เพราะรับทราบข่าวลือกันบ้าง แต่มีอีกส่วนที่มีเพื่อนที่อยู่ในเมืองอู่ฮั่นที่ได้พยายามส่งสัญญาณบอกเพื่อนที่จะกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดที่อู่ฮั่นในช่วงตรุษจีนว่า “หากปีนี้ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องกลับมาอู่ฮั่นนะ” ซึ่งการส่งสัญญาณเพียงเท่านี้ก็ทำให้คนจำนวนหนึ่งงดที่จะเดินทางไปฉลองตรุษจีนที่บ้าน ด้วยคำพูดที่เพื่อนพยายามเตือนมาโลกโซเชียล ที่ปกติเพื่อนไม่เคยจะพูดอะไรเช่นนี้ การพูดเพียงเท่านี้ก็น่าจะเป็นการเตือนในทางอ้อมๆแล้ว เพียงแต่ไม่สามารถเขียนออกมาอย่างาชัดเจนได้ในเวลานั้น เพราะยังไม่มีการยืนยันจากทางภาครัฐ หากแชร์อะไรที่ทำให้สังคมแตกตื่นก็อาจจะผิดกฎหมายจนถึงกับโดนลงโทษได้



อย่างไรก็ตาม เมื่อการระบาดของไวรัสรุนแรงถึงขนาดที่ทางการจีนต้องประกาศออกมาต่อสู้กับไวรัสในขั้นสูงสุดก็ตาม ทำให้คนจำนวนมากไม่ออกมาทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อลดการติดเชื้อ ทางการออกมาปิดสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อไม่ให้คนออกมารวมตัวกัน ด้านการทำงานหลังหยุดยาว ก็เริ่มมีหลายบริษัทขยายเวลาหยุดออกไปอีก หรือแนะให้ทำงานที่บ้าน ส่วนด้านการศึกษานั้น ในระดับมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งออกมาประกาศว่า มหาวิทยาลัยนั้นจะหยุดต่อไปจนกว่าจะแจ้งเปิดอย่างเป็นทางการ ในขณะที่การเรียนระดับประถม-มัธยมบ้างก็ออกมาแจ้งว่า โรงเรียนหยุดต่อแต่ไม่ได้หยุดการสอน จะให้นักเรียนทำการเรียนออนไลน์ที่บ้าน ซึ่งนับเป็นการออกมาตรการอย่างชัดเจนและทันท่วงที

ในขณะเดียวกัน ในหลายๆ เมืองก็มีมาตรการการดูแลคนและชุมชนของตนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ในกรุงปักกิ่ง แต่ละชุมชนจะปิดประตูให้เข้าออกได้เฉพาะคนในชุมชนนั้นเท่านั้น และการเข้าออกแต่ละครั้งยังต้องมีการวัดไข้ รวมถึงทุกครัวเรือนจะต้องแจงอุณหภูมิร่างกายและอาการของคนในครอบครัวให้กับหัวหน้าเขตหรือตึกที่ตนอยู่ทุกวัน แต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่สามารถออกไปซื้อหาอาหารได้ ซุปเปอร์มาร์เกตยังคงเปิดให้บริการ เพียงแต่ไม่ได้ต้องการให้คนไปพร้อมกันมากมาย เพื่อเลี่ยงการติดเชื้อ คนส่วนมากก็รู้สึกว่าการอยู่ใน “บ้าน” ปลอดภัยในระดับหนึ่ง มีอาหารกิน เป็นการพักผ่อนอย่างมีความสุขกับคนใน “ครอบครัว” และใน “บ้าน” อย่างมีความหมาย เพียงแต่ปีนี้คงเป็นปีที่บรรยากาศของการเฉลิมฉลองตรุษจีนหายไปเท่านั้นเอง

ในขณะที่คนจีนที่ออกมาก่อนตรุษจีนเพื่อไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศ จำนวนหนึ่งก็กลัวที่จะกลับ จำนวนหนึ่งก็บอกว่ากลับไม่ได้ไม่มีไฟล์ทบินกลับ อีกจำนวนหนึ่งถือเป็นโอกาสเที่ยวให้สบายใจ อย่างไรก็ตาม จะสังเกตว่าคนจีนจำนวนมากกลับเดินเข้าห้างร้าน โดยเฉพาะร้านขายยา เพื่อจับจ่ายซื้อหน้ากากเท่าที่ตนจะสามารถหาได้ แอลกอฮอล จนในบางประเทศต้องออกมากำหนดจำนวนการซื้อหน้ากาก เพื่อไม่ให้เกิดการขาดตลาด จนทำให้เกิดความไม่มั่นคงในสังคมได้

ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่คนจีนจำนวนมากมาท่องเที่ยว ซึ่งในโลกโซเชียลออกมาพูดว่า ถ้าอยากเที่ยวให้มาประเทศไทย เพราะประเทศไทยไม่มีการปิดที่เที่ยวหรือกักกันอะไรทั้งนั้น ส่วนคนส่วนหนึ่งที่อยู่ในไทยก็จะไปตามร้านค้า ร้านขายยาเพื่อซื้อหน้ากากและยาฆ่าเชื้อ จนในขณะนี้เราแทบจะหาซื้อหน้ากากไม่ได้เพราะขาดตลาด ร้านค้าจำนวนมากบอกว่าคนจีนมากว้านซื้อไปหมด ซึ่งเราเองก็เห็นความจำเป็นของคนจีนที่ต้องการหน้ากาก แต่การซื้อที่มากเกินไปก็อาจจะเกินความพอดีไป



อย่างไรก็ตาม เราทราบกันดีว่าตามโรงพยาบาลในจีนมีความขาดแคลนอุปกรณ์ที่ใช้ในการปกป้องการติดต่อของโรค ไม่ว่าจะเป็นหน้ากาก ชุดปลอดเชื้อ ไทยเรานำโดยกลุ่มคน สมาคมต่างๆ เช่น สมาคมศิษย์เก่านักศึกษาเป่ยต้า นักธุรกิจจำนวนหนึ่ง สมาคมพ่อค้าไทยประจำประเทศจีน ก็ได้พยายามติดต่อหาซื้อเวชภัณฑ์เหล่านี้ทยอยส่งไปให้เร็วที่สุด แม้ว่าการทำงานภายใต้การติดต่อผ่านหน่วนราชการอาจจะทำให้ยิ่งล่าช้า บ้างก็ส่งตรงไปเอง บ้างก็พยายามหาช่องทาง เช่น สมาคมพ่อค้าจีนไทยในประเทศไทยได้รวบรวมจัดซื้อเวชภัณฑ์ได้มากถึง 146 กล่องชุดปลอดเชื้อในการรักษาพยาบาล 4150 ชุด เพื่อเตรียมจัดส่งไปยังโรงพยาบาลแนวหน้าที่รักษาโรคในขณะนี้ แต่ติดปัญหาว่าจะส่งอย่างไรให้เร็วและทันต่อความต้องการนี้ เมื่อทราบว่ามีคณะนักท่องเที่ยวจีนจากหนันทงจำนวน 13 คนในไทยจะบินกลับจีนในวันที่ 30 มกราคมตอนบ่ายด้วยเที่ยวบิน DD3116 โดยบินจากกรุงเทพ – หนันทง มณฎลเจียงซู ก็เลยได้พยายามติดต่อขอความช่วยเหลือในการฝากเวชภัณฑ์เหล่านี้กลับไป ซึ่งทันทีที่นักท่องเที่ยวเหล่านี้ทราบก็ตอบรับทันที และทุกคนได้จัดกระเป๋าเดินทางของตนใหม่ อะไรที่ไม่จำเป็น ก็เอาออก เพื่อลดสัมภาระของตนให้น้อยที่สุด และเพื่อจะได้ให้น้ำหนักที่จะขนกล่องเวชภัณฑ์เหล่านี้กลับไปได้หมด ซึ่งหากส่งไปโดยการขนส่งอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 10 วัน จากความช่วงเหลือของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ จนเมื่อไปเช็คอินที่สนามบินก็ได้แจ้งข่าวนี้กับผู้โดยสารท่านอื่นในไฟล์ทนี้ แม้ว่าทุกคนจะมีน้ำหนักจำกัดในสัมภาระเพียง 20 กิโลกรัมเท่านั้น แต่ผู้โดยสารทุกคนต่างก็ยินดีมาช่วยกันเฉลี่ยน้ำหนัก โดยแบ่งเป็นกล่องใหญ่ 10 กิโลกรัม กล่องเล็ก 5 กิโลกรัม ช่วยกันคนละไม้คนละมือในการยกส่งกันไป ในที่สุดภารกิจนี้ก็ลุล่วงไปอย่างดีในเวลาอันรวดเร็ว โดยใช้เวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น นับเป็นจิตสาธารณะที่ควรค่าแก่การชื่นชมอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่าคนไทย คนจีน ความสัมพันธ์แนบแน่นไม่ทิ้งกัน

กลับมาที่สถานการณ์ในประเทศไทย ที่ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อคนไทยในประเทศแล้ว ทางการควรจะออกมาทำการประชาสัมพันธ์และมีมาตรการอย่างชัดเจนและเข้มแข็ง ที่ผ่านมาคนจีนบางส่วนที่มาไทยได้มีการพูดคุยกันในโซเชียลว่า มาตรการในการตรวจคนเข้าเมืองของไทยดูจะน่ากลัว เพราะเขาเดินมาได้อย่างสบายไม่มีเครื่องหรือการตรวจอย่างที่ควรได้เจอเลย?? แม้แต่องค์การอนามัยโลกก็ยังออกมาแถลงถึงสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายที่จะป้องกันและลดการแพร่ระบาดข้ามพรมแดน และขอความเข้าใจว่า การประกาศนี้ไม่ใช่การโหวตไม่ไว้วางใจจีน

ไม่อยากให้เรามองแต่เรื่องเศรษฐกิจที่จะได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่ลดลง ยังไงการท่องเที่ยวคงลดลงอย่างแน่นอนเพราะรัฐบาลจีนและประเทศต่างๆ พยายามประกาศมาตรการในการเดินทางออกมาอย่างชัดเจน หากเราออกมาตรการที่เข้มงวด จัดการกับการควบคุมดูแลสถานการณ์ได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น การท่องเที่ยวก็คงกลับมาเหมือนเดิมได้ หากเรามัวแต่ปิดข่าวเพราะกังวลกับบางเรื่อง อาจจะไม่คุ้มกับการจัดการกับสถานการณ์ที่อาจะเกิดขึ้นในภายหลังได้ การงดกิจกรรม การรณรงค์เรื่องความสะอาด การดูแลตนและคนรอบข้าง ล้วนแต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญ นอกจากการออกมาพูดด้วยท่าทีที่หงุดหงิดไม่พอใจ อยากให้คำเตือนที่ออกมาจากทุกฝ่ายเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ และคิดว่าทุกความเห็นล้วนแต่มีความปรารถนาดี ทุกคนล้วนอยากให้เราผ่านวิกฤติได้อย่างดี อยากเห็นเศรษฐกิจดี เราต้องการผู้นำในทุกระดับที่มีการจัดการที่ดี มีการเตรียมการดี มีนโยบายดี นอกเหนือไปจากนั้นคือการมีวุฒิภาวะการเป็นผู้นำ โดยเฉพาะวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่ดี ที่จะไม่ทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม และเป็นผู้ใหญ่ที่จะเป็นแบบอย่างให้กับคนรุ่นใหม่ในอนาคต

“เอาอยู่” หรือไม่ “ยังตอบไม่ได้” แต่จะต้องสร้างความน่าเชื่อถือแก่บรรดาประชาชนว่าเราได้มีการมาตรการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ และสร้างความมั่นใจอย่างเป็นรูปธรรม.
……………………………
คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน
โดย “อ.ดร.ศิริเพ็ชร ทฤษณาวดี”
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 86