อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2563

กลับมาแล้ว!อาสาสมัครนักอ่านเพื่อการบำบัด

สัปดาห์นี้ไปดูโครงการอาสาสมัครนักอ่านเพื่อการบำบัด ช่วยเติมคุณค่าเด็กสภาวะพิเศษ พัฒนาทางอารมณ์และสมาธิ จันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 10.00 น.


ผมเคยเข้าร่วมโครงการอาสาสมัครนักอ่านเพื่อการบำบัด 8-9 ปีมาแล้วครับ ผมจับคู่และมีบัดดี้ที่เป็นเด็กที่มีสภาวะดาวน์ซินโดรม ชื่อ “น้องพราว” เธอน่ารักและรักการฟังนิทานมาก จนผมได้รับแรงบันดาลใจในการแต่งนิทานจากเด็กคนนี้และนิทานเรื่อง ‘กระต่ายขี้อาย’ ได้รางวัลชมเชยหนังสือดีเด่นแห่งชาติ ปี พ.ศ.2556

โครงการนี้ทำต่อเนื่องกันมาราว 4-5 ปี หลังจากนั้นก็หายไป จนล่าสุดผมได้ข่าวว่าโครงการอาสาสมัครนักอ่านเพื่อการบำบัดกลับมาแล้ว เพิ่งเริ่มครั้งแรกปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมจึงอยากจะประชาสัมพันธ์ให้ท่านได้ทราบ ทั้งผู้ปกครองที่มีบุตรหลานของท่านที่มีสภาวะต้องการพิเศษ (ดาวน์ซินโดรม หรือออทิสซึม) สามารถพาลูกของท่านมาได้ หรือถ้าท่านไหนอยากทำความดี ช่วยเหลือเด็กๆ ก็มาสมัครเป็นอาสาสมัครนักอ่านเพื่อการบำบัดได้ที่สถาบันราชานุกูลกันครับ



ผมได้สัมภาษณ์คุณปรารถนา รัตนถิรวรรณ หรือ “ครูจิ๊บ” นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ สถาบันราชานุกูลถึงการเข้าร่วมโครงการนี้ ครูจิ๊บบอกว่า ทางสถาบันราชานุกูลคัดเลือก 25 ครอบครัวที่ยังไม่เคยเข้าโครงการฯ มาก่อน มีทั้งเด็กนอกและเด็กที่อยู่ในสถาบันราชานุกูล มาร่วมกิจกรรม 4 เดือน (เดือนละครั้ง) ทุกวันอาทิตย์ที่ 4 ของแต่ละเดือน โดยใช้เวลาครึ่งวันเช้า โดยเด็กที่มาจะได้รับนิทานเล่มใหม่ครั้งละ 2 เล่ม

ส่วนอาสามาจากหลากหลายที่ อาทิเช่น สมัครจากสถาบันราชานุกูลเอง จากมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก และจากพนักงานของสตาร์บัคส์ ตอนนี้มีจำนวนประมาณ 40 คน หมุนเวียนกันมา โดยจับคู่ 1 ครอบครัวต่ออาสา 2 คน และจะเป็นคู่เดิมจนจบ ซึ่งอาสาจะได้รับการอบรมก่อนเริ่มกิจกรรม

จากประสบการณ์ที่ผมเคยไปร่วมในกิจกรรมนี้ จะมีผู้เชี่ยวชาญการเล่านิทานอย่าง “ลุงตุ๊บปอง” คุณเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป และ “พี่มู” คุณชัยฤทธิ์ ศรีโรจน์ฤทธิ์ มาสอนอาสาสมัครและคุณพ่อคุณแม่ในการอ่านนิทานให้ลูกฟัง ยกตัวอย่างเช่น การอ่านชื่อเรื่องบนปกหนังสือ อ่านชื่อผู้แต่งและชื่อนักวาดภาพประกอบ การถือหนังสือ พลิกหน้า การใช้เสียงสูงต่ำ การอ่านเป็นจังหวะ บางครั้งมีการตบมือ หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกับการอ่านนิทาน



ผมมีตัวอย่างเรื่องราวของ “แม่สาว” ที่พาลูกชาย “น้องพลาย” มาเป็นสมาชิกโครงการอาสาสมัครนี้มาก่อน แล้วไปต่อยอดทำโครงการนิทานสร้างได้ ผมอยากให้ท่านลองอ่านดูว่าทำไมครอบครัวนี้ึถึงมาร่วมโครงการครับ

คุณนฏชมน นิลอ่อน หรือที่รู้จักกันดีในนามคุณแม่สาว เริ่มสังเกตเห็นปัญหาที่เกิดกับลูกคนเล็ก (น้องพลาย) ช่วง 2 ขวบ 8 เดือน ซึ่งแสดงอาการต่างๆ ออกมาให้เห็นอย่างการไม่สบตา เล่นคนเดียว กระตุ้นตัวเองสะบัดมือ เขย่งเท้า ไม่พูด ได้แต่ส่งเสียงกรี๊ด เวลาไม่ได้ดังใจ หรือต้องการอะไรจะไม่บอก และเวลาออกข้างนอกก็จะเดินไม่หยุด ไม่ฟังใคร กลัวสิ่งที่ไม่ควรจะกลัว ทำอะไรเองไม่ได้ แม่สาวเปิดอกเล่าเพื่อเป็นกำลังใจให้ครอบครัวอื่นว่าเคยจมความทุกข์ราว 3 เดือนแรกที่ทราบ เกิดปัญหาการทะเลาะและความไม่เข้าใจของสามี เพราะรับไม่ได้ ต้องใช้ความอดทน ปรับความคิดใหม่ให้เป็นบวกและยอมรับสิ่งที่เกิด ตั้งหลักอีกครั้งเพื่อหันหน้าเลี้ยงเขาด้วยความเข้าใจ และใจเย็น ปรึกษาร่วมกัน สุดท้ายเขาสามารถปรับตัวยอมรับ ทุกวันนี้กลายเป็นผู้ช่วยในการเลี้ยงลูกเป็นอย่างดี ทำให้ครอบครัวกลับมามีความสุขอีกครั้ง

ความรักความอบอุ่นเกิดกับน้องพลายที่มีพัฒนาการดีขึ้นมาก เห็นผลทั้ง 3 ด้าน คือ 1.ทางร่างกายใช้การออกกำลังกายแก้ปัญหากล้ามเนื้อข้อต่อหลวม แขนขาไม่แข็งแรง 2.อารมณ์ และสังคมฝึกทุกอย่างตามสถานการณ์จริงจากการเข้าร่วมกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นบ่อยครั้ง และ 3.ด้านการสื่อสาร การพูด การเรียนรู้ โดยใช้หนังสือเป็นสื่อสำคัญ เป็นหัวใจที่ทำให้เป็นคนรักการอ่านไปโดยปริยาย อ่านออกเขียนได้ ทั้งที่ยังไม่เข้าเรียน ตลอดจนช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางด้านทักษะสิ่งแวดล้อมรอบด้าน เช่น ฝึกการอ่านป้ายห้ามต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ทำในสิ่งที่ห้ามโดยเราไม่ต้องคอยเตือนซ้ำได้อีกด้วย



“ลูกกลายเป็นพลังวิเศษ ซึ่งทำให้ครอบครัวเราคิดแบ่งปันวิธีการฝึกสำหรับเด็กกลุ่มนี้ไปยังครอบครัวอื่น ตั้งเฟซบุ๊กในนาม แม่สาว น้องพลายขึ้น เพื่อส่งต่อวิธีที่เราใช้กับลูก ตั้งกลุ่มกับแม่ ๆ ที่มีแนวทางเดียวกัน แบ่งปัน ชื่อกลุ่ม ศักยภาพพลังบวกออทิสติก และเริ่มทำเพจนิทานสร้างได้ขึ้น เพื่อบอกต่อกิจกรรมการใช้นิทานกับเด็กๆ กลุ่มพิเศษ ตามกำลังและเวลาที่มี โดยต้องให้ความสำคัญกับการดูแลลูกเป็นหลักก่อน โครงการนิทานสร้างได้จึงเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม โดยการส่งความสุขและพัฒนาการแก่เด็กๆ ทั้งในโรงเรียน และศูนย์บริการต่างๆ ที่มีเด็กกลุ่มนี้เรียนร่วม ผ่านคุณครูและผู้ปกครองเพื่อนำหนังสือไปใช้ฟื้นฟูน้องๆ ลดปัญหาสังคม ได้รับการสนับสนุนจากแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. สำนักพิมพ์ประภาคาร มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ร่วมกันจัดกิจกรรมมอบหนังสือ และอุปกรณ์ส่งเสริมพัฒนาการแก่เด็กๆ บ้างแล้ว ล่าสุดแม่ยังเขียนโครงการของบประมาณผ่านไปยังชมรมของสถาบันราชานุกูล ซึ่งมาทำกิจกรรมนี้ด้วย” แม่สาวเล่าให้ฟัง

อยากฝากให้คนในสังคมได้โปรดเข้าใจเด็กกลุ่มนี้มากขึ้น เพื่อจะได้มีที่ยืนและแสดงศักยภาพที่มี ตลอดจนส่งเสริมกำลังใจให้ครอบครัวว่าอย่าเพิ่งท้อแท้ อย่ากลัว อย่ากังวล เปิดใจให้กว้าง ทุ่มเท เสียสละตนเองดูแลลูกด้วยหนังสือ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสร้างพัฒนาการได้เป็นอย่างดี การมีกิจกรรมนิทานวิเศษเพื่อเด็กพิเศษไปทั่วประเทศจะเติมคุณค่าชีวิตเด็กเหล่านี้ให้ดีขึ้นได้



นั่นเป็นเรื่องราวจริงๆ ของคนที่เคยร่วมโครงการอาสาสมัครนักอ่านเพื่อการบำบัด ผมเองก็เคยเป็นอาสาฯ มาก่อนและได้เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นในแต่ละเดือนของเด็กๆ ทั้งในเรื่องของอารมณ์และสมาธิ เด็กนิ่งขึ้น ตั้งใจจดจ่อฟังนิทานมากขึ้น หรือในด้านของสังคม เด็ก (รวมถึงครอบครัว) เปิดรับเพื่อนใหม่ จำได้ ทักทาย พูดคุยและเล่นด้วย ดังนั้นไม่ว่าท่านจะมีลูกหลานที่มีความต้องการพิเศษ หรือท่านอยากจะมาเป็นอาสาช่วยอ่านนิทานใหักับเด็กๆ ติดต่อขอเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้เลยครับ ส่งผลดีให้กับทั้งสองฝ่าย โครงการนี้จัดไปหนึ่งครั้งแล้ว ครั้งที่ 2 จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 23 ก.พ. 2563 เวลา 9 โมงเช้าที่สถาบันราชานุกูล...แล้วเจอกันครับ.

..........................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
https://facebook.com/cloudbookfanpage


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 263