อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563

ถอดรหัสอดีตที่เกือบถอดใจ "ลุงหมึก-ชำนาญ มณีวงษ์"

เมื่อตกงานตอนอายุ 50 คุณจะทำอะไร???” เป็น “ปุจฉาชีวิต” ที่ผู้ชายคนนี้ตั้งขึ้นกับตัวเอง จากชีวิตมนุษย์เงินเดือน ต้องตกงานตอนอายุมาก ชายคนนี้เลือก “เดินหน้าสู้ชีวิต” จนกลายเป็น “ไอคอนชีวิต” ให้อีกหลาย ๆ คน “ทีมวิถีชีวิต” ไปทำความรู้จัก...กับ “ลุงหมึก-ชำนาญ มณีวงษ์”                อาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 10.30 น.


    เมื่อตกงานตอนอายุ 50 คุณจะทำอะไร???” เป็น ปุจฉาชีวิต ที่ผู้ชายคนนี้ตั้งขึ้นกับตัวเอง หลังเส้นทางชีวิตพลิกผันตอนอายุ 50 ปี จากที่เคยชินกับการใช้ชีวิตมนุษย์เงินเดือน กลับต้องตกงานตอนอายุมาก แต่แทนที่เขาจะตีอกชกตัวหรือกล่าวโทษโชคชะตาหรือโทษใคร ชายคนนี้กลับเลือก เดินหน้าสู้ชีวิตจนกลายเป็น ไอคอนชีวิต ให้อีกหลาย ๆ คน ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปทำความรู้จักกับเขาคนนี้...กับ ลุงหมึก-ชำนาญ มณีวงษ์คนนี้...
              
             e e e e
        
    ลุงหมึก-ชำนาญ วัย 68 ปี ในวันนี้ เป็นทั้งเจ้าของและพนักงานประจำคนเดียวของ ภูผาตาด โฮมสเตย์ บ้านพักและสวนเกษตรอินทรีย์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เขาเล่าเรื่องราวของตัวเองให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟังว่า เป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เดิมรับราชการ แต่ช่วงจังหวะที่รัฐวิสาหกิจเปิดใหม่ เจ้านายก็มาชวนให้ออกไปทำงานที่องค์การเหมืองแร่ในทะเล โดยทำงานอยู่ที่นี่นานถึง 18 ปี จนมาถึงช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ต่อเนื่องถึงปี 2541 ก็มีมติจากรัฐบาลขณะนั้นให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจเล็ก ๆ และขาดทุนถูกยุบไป ซึ่งนี่ก็รวมถึงองค์การเหมืองแร่ในทะเลที่เขาทำงานอยู่ด้วย จนทำให้ต้องตกงานในวัยเกือบ 50 ปี แต่ด้วยพื้นฐานที่เป็นคนสู้ชีวิต ลุงหมึกบอกว่า หลังตกงานก็ได้ดิ้นรนออกไปหางานทำอย่างไม่เกี่ยงอาชีพอยู่หลายปี ซึ่งเขาเคยทำงานเป็นทั้งพีอาร์และเซลส์แมน โดยทำแค่ช่วงสั้น ๆ ซึ่งสาเหตุที่ทำ
ไม่ยืดนั้น ลุงหมึกบอกว่า อาจเพราะทำงานในระบบราชการมานาน พอเจองานบริษัทจึงรู้สึกไม่คุ้นเคย หรือไม่ก็เพราะอายุมากแล้ว ที่สุดก็ไม่ได้ทำงาน ใช้ชีวิตอยู่บ้าน โดยทำหน้าที่ดูแลบ้านแทนภรรยา


        
     ทีนี้พออยู่บ้าน คนก็จะถามว่า... อ้าวพี่เป็นอะไร? ไม่ทำงานเหรอ? เราก็รู้สึกว่า... เอ๊ะมายุ่งอะไรกับกูเนี่ย (หัวเราะ) ลำพังตัวเองก็เครียดอยู่แล้ว พอเจอถามบ่อย ๆ ก็รู้สึก
ไร้ค่า จากความเบื่อก็เป็นความเครียด และความรำคาญ และอยากออกจากบ้าน พอทำงานบ้านเสร็จ เราก็เลยจะแต่งตัว นั่งรถเมล์ไปเรื่อยไม่มีจุดหมาย โดยส่วนใหญ่ก็ไปนั่งดูคนที่สวนลุมพินีเพื่อฆ่าเวลาให้หมดไปวัน ๆ ชีวิตเป็นอย่างนี้ทุกวัน เพราะอยู่บ้านมันอึดอัด ไม่อยากตอบคำถามเพื่อนบ้าน อีกอย่างคืออายที่ตกงานตอนแก่ ซึ่งภรรยาทำงานอยู่ที่แบงก์กรุงไทย เขาก็ให้เงินเราไว้ใช้วันละ 100 บาท
        
     ลุงหมึกเล่าเรื่องนี้ให้เราฟัง พร้อมยอมรับว่าชีวิตช่วงนั้นเคว้งคว้างมาก เพราะมาตกงานตอนอายุใกล้จะ 50  จนมองไม่เห็นอนาคตตัวเอง เงินเก็บก็ไม่มี ตอนที่ยังทำงานอยู่ก็ไม่เคยคิดว่าเกษียณแล้วจะอยู่ยังไงด้วยซ้ำ แถมช่วงนั้นเศรษฐกิจตกต่ำ ไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครรับ จนมองว่าสำหรับคนวัยขนาดนี้คงยากที่จะเริ่มต้นใหม่ ชีวิตเป็นแบบนี้ทุกวันจนละอายใจ คือครอบครัวเรามี 4 คน มีผม ภรรยา และลูกชายอีก 2 คนซึ่งเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนทั้งคู่ จริง ๆ ก็เคยสังเกตนะว่าลูกก็มอง แต่ไม่เคยพูดอะไร ส่วนภรรยาดีที่สุด เรียกว่าสุดยอดภรรยาจริง ๆ (หัวเราะ) ผมโชคดีมาก พูดได้ว่าตายอีก 10 ชาติก็หาอย่างนี้ไม่ได้ เพราะเขาไม่เคยพูดให้ต้องเจ็บช้ำหรือแสดงสีหน้าไม่พอใจเลย แถมตอนตกอับ เขามีแต่จะให้กำลังใจเรา ลุงหมึกเล่าถึงภรรยา ระคนเรื่องราวที่พบพานมาในชีวิต พร้อมน้ำตาที่เอ่อท้น



       ส่วน เส้นทางความรัก ของลุงหมึก กับ ภรรยา-ลัดดาวรรณ มณีวงษ์ เป็นมาอย่างไรนั้น เรื่องนี้เขาเล่าว่า พบรักตอนทำงานที่องค์การเหมืองแร่ในทะเล เพราะสมัยนั้นทุก ๆ เดือนเขาจะต้องเอาเช็คไปขึ้นเงินเดือนที่ธนาคารกรุงไทย สาขาสุรวงศ์ ทำให้ได้เจอกันทุก ๆ เดือน ที่สุดก็ปิ๊งกัน (หัวเราะ) ทั้งที่ภรรยาเองก็รู้ตลอดว่า เขาคงไม่มีเวลาพาเธอไปเที่ยวที่ไหนเหมือนกับคู่รัก
คู่อื่น ๆ เนื่องจากเขาต้องทำงานเสิร์ฟอาหารที่ซอยสุขุมวิท 32 หลังจากเลิกจากงานประจำ เพราะขณะนั้นอยู่ในช่วงสร้างเนื้อสร้างตัว ซึ่งผลของความอุตสาหะทำให้ลุงหมึกในวัยไม่ถึง 30 ปี ก็มีทรัพย์สินเป็นบ้านขนาด 56 ตารางวาในซอยอุดมสุข
         
      ผมกำพร้าแม่ตั้งแต่เกิด ส่วนพ่อทำงานมหาวิทยาลัยตรงสนามหลวง แต่พ่อมีภรรยาใหม่ พอผมมีงานทำผมก็เลยออกจากบ้านมาเพราะอยากมีบ้านของตัวเอง ตอนนั้นทำงานอยู่องค์การเหมืองแร่ฯ กินเงินเดือน 1,000 กว่าบาท จึงไปกู้เแบงก์ แต่ก็ไม่ได้ เพราะแบงก์บอกว่าต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท ทำให้ผมต้องไปทำงานเสิร์ฟอาหารเพื่อจะมีรายได้มากพอที่จะกู้แบงก์ ก็ทำอยู่ 2 ปีกว่าจนกระทั่งแต่งงาน ภรรยาจึงขอให้เลิกทำ เพราะเธอเลิกงานก็ต้องกลับมาอยู่คนเดียว สุดท้ายก็ทำงานที่องค์การเหมืองแร่ฯ  อย่างเดียวเขาเล่าถึงชีวิต ณ ช่วงนั้น


    
        ทว่า ต่อมามีความจำเป็นจะต้องซื้อรถ เนื่องจากลูกเรียนอยู่ที่โรงเรียนสายน้ำผึ้ง ย่านสุขุมวิท 22 ทำให้ต้องกลับไปทำงานเสริมอีกครั้ง ทำที่เบเคอร์ แม็คเคนซี่ ซึ่งเป็นสำนักงานให้คำปรึกษาทางกฎหมายอันดับหนึ่งของโลก โดยเขาทำหน้าที่คิดค่าปรึกษาคดี เป็นนาที ซึ่งจะทำตั้งแต่ 5 โมงเย็นจนถึงเที่ยงคืน ทั้งนี้ ลุงหมึกบอกว่า ตอนแรกชีวิตดูเหมือนจะดี เพราะภรรยาได้ขึ้นเงินเดือน
แต่กลับสวนทาง เพราะองค์การเหมืองแร่ฯ ที่เขาทำอยู่ถูกยุบ ทำให้เขาต้องออกไปหางานใหม่ โดยเขาไปทำงานที่บริษัทเอกชนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งอยู่ระยะหนึ่ง
จนมีเพื่อนที่เคยเรียนโรงเรียนพณิชยการเชตุพนด้วยกันชวนให้ไปเป็นเซลส์แมนขายโครงการที่ จ.เชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม ลุงหมึกบอกว่า แต่พอเห็นโครงการที่เชียงใหม่ ก็เครียดทันที เพราะโครงการร้างมานาน ชนิดเสาปูนยังมีตะไคร่ขึ้น แต่ด้วยความที่ไม่อยากถอย ก็เลยเดินหน้าลุยและคิดว่าคงดีกว่าอยู่บ้านแน่นอน เชื่อไหม เดือนเดียว ผมขายได้ถึง 2 ห้อง เป็นเงิน 6 ล้านกว่าบาท ซึ่งจะได้ค่าคอมมิสชั่นราว 3 เปอร์เซ็นต์ ลุงหมึกคุยโวถึงเรื่องนี้ให้ฟัง
        
      ก่อนบอกว่า ตอนนั้นเศรษฐกิจย่ำแย่มาก มีนักธุรกิจฆ่าตัวตายเยอะแยะ ซึ่งพอรับปากจะช่วยขายโครงการที่ถูกทิ้งร้างนี้ ช่วงแรก ๆ เขายอมรับว่ามืดแปดด้านไปหมด จนตัดสินใจไปเสนอขายโครงการนี้กับทาง อาจารย์ปิง ดาว้องก์ซึ่งไปครั้งแรกอาจารย์ท่านนี้ก็สนใจ แต่ยังไม่ซื้อ พอไปเสนอขายครั้งที่ 2 ปรากฏซื้อเลย พอเดินพ้นออฟฟิศมาได้เท่านั้น ผมกระโดดตัวลอยเลย ตะโกนร้องเสียงดังเพราะดีใจมาก เหมือนต้นไม้ที่เหี่ยวเฉาใกล้ตาย พอได้น้ำเติมมาก็มีพลังขึ้น จนมีแรงเดินหน้าต่อ ซึ่งในเวลา 6 เดือน ผมขายไปเป็นเงินกว่า 20 ล้านบาท จากกลุ่มติวเตอร์ เพราะเป็นกลุ่มที่มีเงินเยอะและไม่เสียภาษี แต่ตอนหลังผมมาโดนเพื่อนโกงเงิน โดยเพื่อนมาบอกว่าเจ้าของบอกให้ผมลาออก ผมก็งงสิ เราขายได้อยู่คนเดียว แต่ทำไมให้ออก จึงบอกเพื่อนว่าขอคุยกับเจ้าของก่อน เพื่อนก็ขู่ว่าถ้าคุยกับเจ้าของเงินค่าคอมมิสชั่นที่ค้างอยู่จะไม่ได้ เพราะค่าคอมมิสชั่นจะต้องผ่านเพื่อนผม ตอนหลังถึงได้รู้จากเจ้าของว่า เขาเองก็ไม่รู้เรื่อง
      
      ลุงหมึกเล่าต่อไปว่า เมื่อต้องมาเจอกับความผิดหวังซ้ำซาก ที่สุดความคิดดิ่ง ๆ ก็หวนกลับมาอีกหน และขณะนั้นเขาก็เหลือเพียงแค่เงินก้อนสุดท้าย ซึ่งถ้าวันใดวันหนึ่งเงินก้อนนี้หมดไป เขาก็คงต้องกลับกลายเป็นคนไร้ค่าอีก และเขาเองก็ไม่อยากกจะหวนกลับไปมีชีวิตเช่นนั้น จึงพยายามคิดว่าจะทำยังไงจึงจะหลุดพ้นจากวงจรดังกล่าวได้ เพราะยิ่งสตาร์ทตัวเองช้า ก็ยิ่งอายุมากขึ้น จึงตัดสินใจที่จะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างจังหวัด โดยขอที่จะไปสู้คนเดียว ตอนนั้นก็คุยกับภรรยาว่า ขอเอาเงินก้อนนี้ไปซื้อที่นะ อยากทำสวน วันต่อมาผมก็ไปที่ทองผาภูมิเลย โดยมีคนพาไปดูที่ดิน ไปดูแล้วก็ชอบ จึงกลับไปเล่าให้ภรรยาฟัง เขาก็ถามว่าผมจะอยู่ได้หรือ ผมบอกว่ายังไงก็ต้องอยู่ให้ได้ เพราะใจเราไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ แล้วเขากล่าว
    
       พร้อมเล่าอีกว่า พอตัดสินใจเด็ดขาด จากนั้นก็ไปหาคุณป้าเจ้าของที่ดิน จนตกลงซื้อขายกันเรียบร้อย และก็นัดเจอกันที่หน้า อบต. เพื่อให้ผู้ใหญ่บ้านเซ็นเอกสาร แต่ก็เกิดปัญหาเพราะผู้ใหญ่ไม่เซ็นให้ เพราะจะเอาเงินค่านายหน้า ซึ่งคุณป้าเจ้าของที่ไม่ยอมให้ และบอกว่าไม่ได้ติดป้ายบอกขาย ไม่ได้ให้ใครมาเป็นนายหน้า แต่คนซื้อไปหาเอง ถ้าผู้ใหญ่จะเอาเงิน คุณป้าก็จะไม่ขาย ซึ่งพอเกิดปัญหา เขาก็ตัดสินใจว่าจะเตรียมตัวกลับ แต่ก็มาคิดว่า...แล้วถ้าเขาจะจ่ายค่านายหน้าเองล่ะ เพราะที่ดินตรงนี้คุณป้าเจ้าของที่แบ่งให้ลูก 2 คน คนละ 12 ไร่ เขาจึงบอกกับคุณป้าท่านนั้นว่า ขอซื้อแปลงเดียวก่อน แล้วอีกแปลงจะมาซื้อภายหลัง ที่สุดก็ได้ที่ดินมาครอบครอง ทว่าใช่ว่าปัญหาจะหมด เพราะเมื่อมาอยู่ก็เจอกับปัญหามากมาย เช่น มีเจ้าถิ่นมาบุกรุกที่ดิน ทำให้ต้องสู้กันอยู่นาน ซึ่งระหว่างนั้นลุงหมึกก็เข้ากรุงเทพฯ เพื่อหาเงินด้วยการรับจ้างส่งปูสด หรือไม่ก็ทำกะหรี่ปั๊บขาย จนเมื่อได้เงินเก็บมากพอ ก็จะนำเงินกลับไปปรับปรุงพื้นที่ ซึ่งลุงหมึกบอกว่าทำเช่นนี้อยู่หลายปี จนมีเงินไปทำถนน ซื้อต้นไม้ และปลูกบ้านได้ 
    
        ปัญหามีรอบด้าน แต่ที่ทำให้เครียดคือผู้ใหญ่บ้านเอาคนมอญมาปลูกกระท่อมขวางทางไม่ให้ผมเข้า-ออก ผมก็กะจะสู้ตายนะ ดับเครื่องชน เพราะถ้าปล่อยหรือทำเฉยมันก็จะขยับมาเรื่อย ๆ พอดีว่าเจอเพื่อนเก่าซึ่งเป็นข้าราชการอยู่ปักษ์ใต้ ก็เลยเล่าให้เขาฟัง เขาก็ถามว่านายอำเภอทองผาภูมิชื่ออะไร เพื่อนก็บอกว่าเป็นลูกน้องเก่าเขา จากนั้นเขาก็โทรศัพท์คุยกัน นายอำเภอถามว่าจะเอาไง ผมก็บอกอยากไกล่เกลี่ย อยากให้เลิกแล้วต่อกัน ที่สุดเรื่องจึงจบ
       
      หลังจากปัญหาคาราคาซังยุติลง มาในปี 2521 ลุงหมึกก็สามารถซื้อที่ดินที่เหลืออีกแปลงมาได้สำเร็จ และเริ่มเปิดธุรกิจที่พัก พร้อมกับทำสวนเกษตรอินทรีย์ควบคู่ไปด้วย แต่ด้วยความไม่เคยทำเกษตรมาก่อน จึงต้องลองผิดลองถูกอยู่ 3-4 ปี กว่าจะปรับปรุงดินให้ปลูกพืชได้ ก็อาศัยหาความรู้เอง ไม่ก็ถามจากผู้รู้เอา จนปลูกข้าว ผักผลไม้ ได้อย่างที่หวัง จากเดิมที่หวังแค่ปลูกไว้กินเอง ปัจจุบันพืชผักผลไม้ที่ขายก็สร้างรายได้ให้เราไม่น้อยเลยนะลุงหมึกกล่าว พร้อมเล่าให้ฟังอีกว่า หลังบุกเบิกเรื่องการเกษตรจนเลี้ยงตัวเองได้แล้ว ก็มีโอกาสได้พบกับเพื่อนใหม่ชาวไต้หวัน ซึ่งคุยกันถูกคอ ลุงหมึกจึงชวนเพื่อนคนนี้มาเที่ยวที่บ้าน ซึ่งเพื่อนคนนี้ชอบมาก ลุงหมึกจึงเกิดไอเดียทำบ้านพักโฮมสเตย์ โดยค่อย ๆ เพิ่มบ้านทีละหลังตามแต่ไอเดียและวัสดุที่หาได้ โดยตั้งชื่อตามถิ่นที่ตั้งว่าภูผาตาด โฮมสเตย์ ซึ่งจะมีบ้านพักเพียง 5 หลัง แต่เปิดรับแขกแค่ 4 หลัง โดยแต่ละหลังจะตั้งชื่อไทย ๆ ว่า... พะเน้าพะนอ, พระเพื่อน-พระแพง, ออดอ้อนฉอเลาะ, ระริกระรี้ ชีวิตที่นี่ผมเป็นตั้งแต่ผู้จัดการยันพ่อครัว ส่วนหลักบริการคือ ดูแลเหมือนคนในครอบครัว ทำให้ลูกค้าที่มาแล้วกลับมาพักอีกเยอะมาก แถมแนะนำเพื่อนให้อีก ทั้งที่เราไม่มีกิจกรรมอะไรเลยลุงหมึกบอกเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงภูมิใจ
                    
       e e e e
      
      ก่อนจากกัน ทีมวิถีชีวิตถามถึง หลักไมล์ชีวิตจากนี้ ซึ่งลุงหมึกบอกว่า ตั้งแต่ทำที่พักนี้ขึ้น ทำให้ได้เจอคนดีมากมาย ทั้งคนไทยคนต่างชาติ แถมหลายคนที่เป็นลูกค้า พอได้รู้จักกันมากขึ้นก็กลายเป็นเพื่อนกันในที่สุด ดังนั้นธุรกิจที่ทำอยู่จึงไม่ได้เป็นเพียงแหล่งรายได้เลี้ยงชีวิต แต่เป็นเสมือนบ่อน้ำที่ชุบชีวิตซึ่งเคยแห้งเฉาให้ฟื้นกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งด้วย โดย
ลุงหมึก-ชำนาญ มณีวงษ์ ไม่ได้ตอบเราถึงหลักไมล์ชีวิตที่คาดคิดหลังจากนี้ ซึ่งเขาเพียงทิ้งท้ายว่า...
       
         “
ผมก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ชีวิตจะยังไง...
         ถ้าผมไม่ได้เริ่มก้าวแรกในวันนั้น”.

จากใจ... ‘ซูเปอร์ภรรยา’



    ป้าแอ๊ด-
ลัดดาวรรณ หรือซูเปอร์ภรรยาของลุงหมึก เล่าว่า เธอกับลุงหมึกเจอกันสมัยเธอทำงานที่ธนาคารกรุงไทย ซึ่งตอนแรกที่เจอ ลุงหมึกคุยเก่ง อารมณ์ดี และขยัน ทำให้ป้าแอ๊ดชื่นชมมาก และถึงแม้จะรู้ว่าหากเป็นแฟนกัน ก็คงไม่ได้มีชีวิตเหมือนกับคู่รักคู่อื่น ๆ  เพราะลุงหมึกต้องการทุ่มทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว แต่ก็เป็นเรื่องนี้ที่ทำให้ป้าแอ๊ดตกลงจะใช้ชีวิตคู่กับ ซูเปอร์สามีอย่างลุงหมึก ซึ่งเธอบอก ความในใจถึงลุงหมึกว่า ป้ากับลุงแต่งมาเกือบ 40 ปี ไม่เคยทะเลาะกัน แต่ที่อยากขอคือ เวลามีปัญหาให้บอก ลุงไม่ค่อยบอก นอกจากเรื่องใหญ่จริงถึงคุยกัน ถามว่าให้กำลังใจไหม ก็ไม่นะ แต่เวลาเห็นเขาเงียบป้าจะชอบแซวให้อารมณ์ดีขึ้น ซึ่งพอลุงหมึกต้องไปอยู่ทางโน้นคนเดียว ก็ห่วงนะ ก็โทรฯคุยไลน์คุยกันทุกวัน ก็คลายความคิดถึงและความเป็นห่วงได้บ้าง... แม้ลุงหมึกจะบอกว่าโชคดีที่ได้ป้า...
        
      แต่ป้ารู้สึกโชคดีกว่าที่ได้ลุงหมึก”.

...........................................................................
เชาวลี ชุมขำ : รายงาน



 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 44