อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563

มังกรป่วยไวรัสโคโรนา โรคาภิวัตน์ระดับโลก

วิกฤติสาธารณสุขโลกจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งมีถิ่นกำเนิดที่เมืองอู่ฮั่น ในมณฑลหูเป่ย์ ทางตอนกลางของจีน ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงในทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ เมื่อจีน “กำลังป่วย” ทั่วโลกจึงติดโรคตามไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ อาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 09.30 น.


    วิกฤติสาธารณสุขโลกจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งมีถิ่นกำเนิดที่เมืองอู่ฮั่น ในมณฑลหูเป่ย์ ทางตอนกลางของจีน ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงในทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ แต่การที่รัฐบาลปักกิ่งใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการจำกัดการเดินทางออกนอกประเทศของพลเมืองซึ่งมีมากถึง 1,400 ล้านคน เศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในเวลาเดียวกันการที่จีนต้องมุ่งมั่นใส่ใจกับสถานการณ์เลวร้ายด้านสาธารณสุขในประเทศ  ของตัวเองก่อน บ่งชี้ว่ารูปแบบของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ “จะเปลี่ยนไป” สะท้อนว่าจีนคือตลาดเกิดใหม่ผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอย่างแท้จริง ดังนั้นเมื่อจีน “กำลังป่วย” ทั่วโลกจึงติดโรคตามไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้
     
      ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถือเป็นธุรกิจข้ามชาติที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 10.4% ของเศรษฐกิจโลก และสร้างงานในตลาดแรงงานโลกมากถึง 10% ตามการวิเคราะห์โดยสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (ดับเบิลยูทีซีซี) ขณะที่องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดับเบิลยูทีโอ) ประเมินว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกจะขยายตัวอีก 3% ถึง 4% ในปีนี้
  

    
    อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ดังกล่าวของดับเบิลยูทีซีซีและยูเอ็นดับเบิลยูทีโอเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการยืนยันการกำเนิดขึ้นบนโลกของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่จีนและนานาประเทศกำลังเร่งมือหาทางยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคให้รวดเร็วที่สุด หลังได้รับบทเรียนมาแล้วจากวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสซึ่งก่อให้เกิดกลุ่มอาการทางเดินหายใจรุนแรงเฉียบพลัน หรือซาร์ส ซึ่งเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนา และแพร่ระบาดระหว่างปลายปี 2545 ถึงกลางปี 2546 สร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกมากถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวที่หายไปประมาณ 9.4 ล้านคน ตามการประเมินของดับเบิลยูทีซีซี
        
     จริงอยู่ที่โรคซาร์สและเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีจีนเป็นศูนย์กลางการแพร่กระจายของเชื้อโรคเช่นกัน แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวโลกจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ “กำลังเลวร้ายกว่ามาก” โดยประมาณ 20 ประเทศรวมถึงสหรัฐ รัสเซีย และเกาหลีใต้ ใช้มาตรการควบคุมโรคด้วยการระงับเข้าเมืองและผ่านแดนของ “ผู้ถือหนังสือเดินทางจีน” และ “ผู้มีประวัติเยือนจีน” ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค สายการบินชั้นนำหลายแห่งระงับให้บริการเส้นทางระหว่างจีน หรือลดความถี่ของการให้บริการเที่ยวบินลง ขณะที่ฮ่องกงซึ่งเป็นหนึ่งในเขตบริหารพิเศษของจีนระงับบริการระบบขนส่งสาธารณะข้ามพรมแดนทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ


  
       ในเวลาเดียวกัน บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่หลายแห่งซึ่งมีสาขาอยู่ในจีนต่างระงับให้บริการร้านค้า และพักสายงานการผลิตเป็นเวลานาน ด้วยความวิตกกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคที่ “ยังไม่มีความแน่นอน” เพราะแม้เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นเมื่อเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว แต่จำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อแซงหน้าโรคซาร์สภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน จริงอยู่ที่อัตราการเสียชีวิตจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ยังต่ำกว่าโรคซาร์ส และห่างไกลจาก   เชื้อไวรัสอีโบลามาก แต่ความรวดเร็วในการแพร่กระจายของเชื้อโรค “ที่ไม่ธรรมดา” ยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลให้กับมนุษย์ โดยเฉพาะผู้อยู่ในพื้นที่เสี่ยง
        
     ย้อนกลับไปเมื่อปี 2562 สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเยือนจีนอยู่ที่ประมาณ 142 ล้านคน นักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปยังต่างประเทศราว 134 ล้านคน และการเดินทางไปมาภายในประเทศสูงถึงประมาณ  5,500 ล้านครั้ง ซึ่งสถิติการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศที่คับคั่ง สอดคล้องกับรายงานของยูเอ็นดับเบิลยูทีโอ ว่าพลเมืองจีนถือหนังสือเดินทางราว 10% เท่านั้น จากจำนวนประชากรราว 1,400 ล้านคน และจุดหมายการเดินทางเยือนต่างประเทศของนักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่ไม่ไกลมากนัก คือยังวนเวียนอยู่ในทวีปเอเชียด้วยกัน ส่วนใหญ่คือฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม และไทย
       
       ด้านประเทศยอดนิยมสูงสุดในทวีปยุโรปสำหรับนักท่องเที่ยวจีนคือฝรั่งเศส และสถิติการใช้จ่ายในต่างแดนของนักท่องเที่ยวจีนสูงถึง 1,850 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน (ราว 57,436 บาท) เมื่อคำนวณรวมกันแล้วสูงถึง 277,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.6 ล้านล้านบาท) เฉพาะเมื่อปี 2561 “การหายไป” ของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงนี้และไม่รู้จะนานแค่ไหน จึงสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก และมีแนวโน้มหนักหน่วงยิ่งกว่าสมัยวิกฤติโรคซาร์ส เนื่องจากจีนมีอิทธิพลมากขึ้นทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจ
    
        นอกจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแล้ว ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์หลายชนิดได้รับผลกระทบกันอย่างถ้วนหน้า โดยเฉพาะน้ำมันดิบและทองแดงซึ่งจีนเป็นหนึ่งในผู้นำเข้ารายใหญ่ลำดับต้นของโลก เฉลี่ยแล้วราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงแล้ว 15% นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรค ซึ่งเป็นข่าวร้ายสำหรับองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออก (โอเปก) รัสเซียซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกโอเปก และอุตสาหกรรมหินน้ำมันของสหรัฐด้วย ขณะที่มีรายงานว่าซาอุดีอาระเบียจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด และกำลังพิจารณาว่าจะลดเพดานการผลิตหรือไม่ เพื่อพยุงไม่ให้ราคาน้ำมันทรุดลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่
        
      ส่วนสถานการณ์ในตลาดทองแดงโลกนั้น ประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดแน่นอนคือชิลี ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกทองแดงรายใหญ่ที่สุดของโลก นอกจากนี้ยังมีเปรู บราซิล และอินโดนีเซีย ตลอดตลาดทองแดงเกิดใหม่อย่างออสเตรเลียและแคนาดา ซึ่งหวังอาศัยช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวส่งออกสินค้าใหม่ของตัวเองให้มากขึ้น แต่ในที่สุดต้องเผชิญกับพิษสงของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
       
     แม้แต่สหรัฐในยุครัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังอดมองเรื่องนี้ด้วยความวิตกไม่ได้ เนื่องจากเกิดขึ้นเพียงไม่นานหลังทั้งสองประเทศลงนาม “ข้อตกลงการค้าชั่วคราวระยะที่หนึ่ง” ซึ่งกำลังจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 ก.พ.นี้ จริงอยู่ที่จีนยังไม่แสดงความจำนงให้เลื่อนเวลาการเริ่มข้อตกลงออกไป แต่รัฐบาลวอชิงตันเริ่มแสดงท่าทีมากขึ้นว่า “เสียดาย” ที่การเดินตามแผนของข้อตกลง “อาจได้ผลล่าช้า”
       
      ผลกระทบจากการถือกำเนิดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ก่อให้เกิดภาวะ “ช็อก” ในหลายแวดวง นโยบายรับมือร่วมกันอย่างเหมาะสมและครอบคลุม บนความเป็นเอกภาพของประชาคมโลกจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อต่อสู้กับ “การเล่นงานของธรรมชาติ” ที่เหมือนต้องการให้บทเรียนหลังถูกมนุษย์คุกคามมานาน.

.........................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 68