อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 15 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 15 กรกฎาคม 2563

ข้อห้ามใช้กับผู้ป่วยโคโรนา ยาต้านเอดส์ผลข้างเคียงอื้อ

สัปดาห์นี้พาไปอัปเดตความรู้ ไขปมสงสัยคนไทยตื่นยาต้านไวรัสโคโรนา 2019 แพทย์แนะต้องระวังหากจะใช้ “ยาโลพินาเวียร์-ริโทนาเวียร์” ที่ใช้ต้านเอชไอวีมารักษาผู้ป่วยติดเชื้อโคโรนา เหตุผลกระทืบอื้อ เสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 12.00 น.


กลายเป็นเรื่องที่ยังถกเถียงกันในแวดวงวิชาการ ว่าจริง ๆ แล้ว ตอนนี้มียารักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 แล้วจริงหรือไม่ ภายหลังจากทีมแพทย์ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง คิดสูตรยาโดยใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวี ซึ่งเป็นสูตรผสม ร่วมกับยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ รักษาผู้ป่วยหญิงชาวจีนให้หายภายใน 48 ชม. หลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019
 
ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล กรรมการราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย เลขาธิการสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทยและสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความรู้เตือนว่า ขอแนะนำข้อระวังหากจะใช้ “ยาโลพินาเวียร์” หรือ “ยาริโทนาเวียร์” ในการรักษาการติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019



โดยยาดังกล่าวเป็นยาต้านไวรัสที่ได้รับรองให้ใช้รักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2543 ใช้ร่วมกับยาต้านเอชไอวีอีก 1-2 ชนิดในการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี แต่ว่าปัจจุบันถูกใช้น้อยลง เพราะเป็นยาที่มีผลข้างเคียงมาก โดยที่พบได้บ่อย คือ คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย


ในขณะที่ผลข้างเคียงอื่นอาจพบได้ก็คือ...ตับอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ผื่น ไขมันในเลือดสูง และมีความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ นอกจากนี้การทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานานมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ และภาวะไตวายเรื้อรัง
 


ศ.พญ.ศศิโสภิณ บอกว่า มีหลักฐานว่ายาดังกล่าวมีฤทธิ์ต่อไวรัสโคโรนาที่ทำให้เกิด “โรคซาร์ส” ในหลอดทดลอง และมีข้อมูลในสัตว์ทดลองว่า ใช้รักษา “ลิงที่เป็นโรคซาร์ส” ได้ผล ทั้งมีการศึกษาย้อนหลังในผู้ป่วยที่เป็นโรคซาร์สแบบรุนแรงพบว่า กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาดังกล่าวตั้งแต่แรก อัตราการเสียชีวิตจะน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ยาหรือได้ยาช้า เนื่องจากข้อจำกัดของกระบวนการศึกษาวิจัยในปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่ายาดังกล่าวได้ผลในรักษาการติดเชื้อติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 ขณะนี้กำลังมีการศึกษาในประเทศจีน ประมาณว่าจะมีข้อสรุปเกี่ยวกับประสิทธิภาพของยาดังกล่าวในการรักษาการติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 ในอีกประมาณ 6 เดือน
 
แต่อย่างไรก็ดี ถ้าจะมีการนำยานี้มาใช้รักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 สิ่งที่แพทย์ ผู้ป่วยและญาติต้องทราบและพึงระวังมีดังต่อไปนี้
 
1.เป็นยาควบคุม ไม่มีขายตามร้านขายยาทั่วไป ต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น
 
2.ในปัจจุบัน ยาได้รับการรับรองสำหรับเป็นหนึ่งในสูตรยาเฉพาะการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีเท่านั้น ยังไม่มีการรับรองให้ใช้รักษาการติดเชื้อไวรัสชนิดอื่น
 
3.ควรมีการตรวจว่า มีการติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ในผู้ป่วยที่จะใช้ยา หากติดเชื้อเอชไอวีอยู่ก่อน การได้รับยาดังกล่าวเพียงตัวเดียวก่อให้เกิดเชื้อเอชไอวีดื้อยาได้ เนื่องจากได้รับยาเพียงชนิดเดียวไม่เพียงพอในการยับยั้งเชื้อเอชไอวี
 
4.มีข้อห้ามในการใช้ คือ ผู้ที่ความบกพร่องของตับอย่างรุนแรง
 
5.ที่สำคัญ คือ การมีปฏิกิริยาระหว่างยาดังกล่าวกับยาทั่วไปที่อาจพบได้บ่อยและมีผลร้ายแรง
 


สำหรับยาที่ห้ามใช้ร่วมกันเด็ดขาด คือ ยาลดไขมันชนิด “ซิมวาสแตติน” และยากลุ่ม “เออร์กอต” ที่รักษาไมเกรน เพราะการให้ยาดังกล่าวร่วมกับ “ซิมวาสแตติน” จะทำให้ระดับยาซิมวาสแตตินสูงขึ้น เกิดภาวะการสลายตัวของกล้ามเนื้อลาย อาจมีอาการปวดกล้ามเนื้อ พบเอนไซม์กล้ามเนื้อสูง อาจรุนแรงจนทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้
 
ส่วนการให้ยาดังกล่าวร่วมกับยากลุ่ม “เออร์กอต” จะทำให้ระดับยากลุ่มเออร์กอตสูงขึ้น ส่งผลให้หลอดเลือดส่วนปลาย เช่น แขนหรือขาหดตัวอย่างรุนแรง เกิดภาวะขาดเลือด ปลายนิ้วมือและเท้าเขียวคล้ำ เนื้อเน่าตาย จนอาจต้องตัดนิ้วหรือถึงแก่กรรม ถ้าเป็นที่สมองทำให้ชักหรืออัมพาต หรือไม่รู้สึกตัวได้
 
ฉะนั้นหากจะมีการใช้ “ยาโลพินาเวียร์” หรือ “ยาริโทนาเวียร์” เพื่อรักษาการติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 แพทย์ ผู้ป่วยและญาติต้องรับทราบ และมีความรู้เกี่ยวกับประสิทธิภาพการรักษาและอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้.
......................................
คอลัมน์ : Healthy Clean  
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”
ขอบคุณภาพจาก : Pixabay 

คลิกติดตามอ่านการดูแลสุขภาพได้ทั้งหมดที่นี่   





คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 282