อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563

"เจมส์-จอมพล อุ้มมีเพชร" สู่ "คนเกษตร"

รายได้ที่เข้ามาแต่ละเดือนจะไม่ได้มากเท่ากับตอนทำงานเดิม แต่เป็นความสุขที่เราได้ทำ” เสียงจาก “เจมส์-จอมพล อุ้มมีเพชร” หนึ่งในอดีตสมาชิก “กลุ่มเฟดเฟ่” กลุ่มยูทูบเบอร์แนว ห่าม ๆ กวน ๆ หลังสมาชิก“ปิดตำนาน” กลุ่มลง โดยเจมส์ผันตัวเองเป็น “เกษตรกร” “ทีมวิถีชีวิต” จะไปพูดคุยกับเขา อาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 10.30 น.


แม้รายได้ที่เข้ามาแต่ละเดือนจะไม่ได้มากเท่ากับตอนทำงานเดิม แต่มันเป็นความสุขที่เราได้ทำตรงนี้ครับ” ...เสียงจากเจมส์-จอมพล อุ้มมีเพชรหนึ่งในอดีตสมาชิก กลุ่มเฟดเฟ่ กลุ่มยูทูบเบอร์แนว ห่าม ๆ กวน ๆ ของเมืองไทย บอกเราถึงเส้นทางที่เลือก หลังจากสมาชิกของกลุ่มดังกล่าวตัดสินใจ ปิดตำนาน ของกลุ่มลง เพื่อแยกย้ายกันไปตามเส้นทางชีวิตที่แต่ละคนได้เลือกไว้ โดยเจมส์นั้นเลือกผันตัวเองเป็น เกษตรกร ที่วันนี้ ทีมวิถีชีวิตจะพาไปพูดคุยกับเขาคนนี้...

เจมส์-จอมพล หรือที่แฟนคลับของ กลุ่มเฟดเฟ่คุ้นเคยดีในชื่อ เจมส์ 500” นัดหมายกับ “ทีมวิถีชีวิต” ให้พบกันที่หมู่บ้านสัมมากร ซึ่งเป็นที่ตั้งฟาร์มของเขา ที่เขาใช้ชื่อว่า James500 Organic Farm Style โดยหลังจากเราเดินทางไป เราก็มีโอกาสได้เดินสำรวจพื้นที่ และพบว่าฟาร์มผักของเขาปลูกในพื้นที่บ้านซึ่งเขาเช่าอยู่ ซึ่งแปลงปลูกผักก็อยู่ในบริเวณเดียวกับบ้าน แม้จะมีพื้นที่ไม่มากนัก แต่ก็มีการดีไซน์เอาไว้ได้อย่างลงตัว ตรงทางเข้าผมเปิดเป็นคาเฟ่ขายกาแฟสด และเป็นที่รวบรวมสินค้าของกลุ่มเพื่อน ๆ ที่เป็นเกษตรกรในหลาย ๆ จังหวัดนำมาจำหน่ายครับ เจ้าของบ้านและเจ้าของสวนบอกกับเรา


        
พร้อมเล่าให้เราฟังว่า เขาเป็นลูกชายของ คุณพ่อ-สุนาท อุ้มมีเพชร และ คุณแม่-วรรณภรญ์ ม่วงศรีตอง โดยตัวเขาแต่งงานแล้ว ซึ่ง ภรรยา ชื่อ พิชยา อุ้มมีเพชร ทั้งนี้ เจมส์ อดีตยูทูบเบอร์ชื่อดังที่ผันตัวมาทำอาชีพเกษตร บอกว่า จริง ๆ แล้วเขาเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ไปใช้ชีวิตและเติบโตที่ จ.นนทบุรี เนื่องจากว่าคุณพ่อคุณแม่มีอาชีพค้าขาย จึงไม่ค่อยได้อยู่บ้าน เพราะต้องเดินทางไปขายของตามต่างจังหวัดตลอด คุณพ่อคุณแม่จึงนำเขาไปฝากให้คุณยาย ซึ่งอยู่ จ.นนทบุรี ช่วยดูแลเขา
       
ผมใช้ชีวิตอยู่กับคุณยายตั้งแต่เด็ก จนเรียนจบ ป.6 ผมก็ใช้โควตาเด็กดุริยางค์สอบเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนศรีบุณยานนท์ จึงต้องย้ายจากบ้านคุณยายมาอยู่กับคุณลุงคุณป้าแถวซอยสามัคคีเพราะอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน เจมส์เล่าให้ฟัง ก่อนจะบอกอีกว่า สมัยเด็ก ๆ เขาก็ค่อนข้างเป็นเด็กแก่นเซี้ยว เปรี้ยวซ่า แต่ก็รักการทำกิจกรรมมาตั้งแต่เด็ก โดยถ้าโรงเรียนมีกิจกรรมอะไร เขาก็จะเข้าร่วมทุกครั้ง เนื่องจากต้องการหาอะไรทำฆ่าเวลาและเพื่อแก้เหงา เพราะกลับบ้านไปก็ไม่มีอะไรทำ นอกจากนั้น เขายังชอบวาดรูปมาก โดยเขามักจะส่งผลงานวาดรูปเข้าประกวดในเวทีของโรงเรียนอยู่ประจำ แถมฝีไม้ลายมือก็ไม่ธรรมดา ได้รับรางวัลจากการประกวดอยู่เนือง ๆ



อย่างที่บอกว่าชอบทำกิจกรรม ยิ่งพอมาเรียน ม.ต้น ก็ได้อยู่วงโยธวาทิตของโรงเรียนด้วย ซึ่งชีวิตช่วงนั้นเรียกว่าใช้ชีวิตอยู่ที่โรงเรียนเสียเป็นส่วนใหญ่ และด้วยความที่บ้าทำกิจกรรมมาก เกรดการเรียนจึงตกลงไปมาก จนคุณลุงบอกว่าไม่สงสารพ่อแม่บ้างเหรอ ผมก็เลยกลับมาตั้งใจเรียนมากขึ้น จนผลการเรียนก็ดีขึ้น โดยจากที่เคยอยู่บ๊วย ๆ ของห้อง ก็ขึ้นมาอยู่ที่ 3 ตอนนั้นจำได้ว่าเกรดเฉลี่ยที่ได้ก็อยู่ที่ประมาณ 3.7 กว่า ๆ เขาระบุ
        
ทั้งนี้ หลังเรียนจบ ม.ต้น เจมส์ก็ต่อชั้น ม.ปลาย ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ร่มเกล้าฯ แถมเลือกเรียนสายวิทย์-คณิต แต่การเรียนสายวิทย์นั้นก็ไม่ง่าย ซึ่งจากที่เคยได้เกรดเฉลี่ย 3.7 แต่พอมาเรียนที่โรงเรียนแห่งใหม่ แถมเป็นสายวิทย์-คณิต เกรดของเขาก็ร่วงกราวลงมาเหลือเพียง 0.7 เท่านั้น ซึ่งตอนนั้นคิดว่าคงเรียนไม่รอดแน่ ๆ ที่สำคัญเขาเองก็กลัวว่าคะแนนรวมจะไม่พอไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย ดังนั้น พอขึ้นชั้น ม.5 ก็เลยตัดสินใจย้ายกลับมาที่โรงเรียนศรีบุณยานนท์ ซึ่งเป็นโรงเรียนเดิมสมัย ม.ต้น และเริ่มลดการทำกิจกรรมลง ทำให้เกรดดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยหลังเรียนจบ ม.ปลาย เขาไปสอบเรียนต่อโดยเลือกมหาวิทยาลัยและคณะที่อยากเรียน แต่ปรากฏสอบไม่ติด สุดท้ายจึงตัดสินใจลงเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชนวิทยุและโทรทัศน์


       
ใจลึก ๆ ที่อยากเข้ามหาวิทยาลัย แค่เพราะจะได้ใส่เสื้อขาว กางเกงขายาว มีกลุ่มเพื่อนให้ได้สนุกสนานเฮฮา หรือบ้าผู้หญิงเท่านั้น (หัวเราะ) แต่พอเรียนจริง ๆ กลับไม่เป็นอย่างที่คิด โดยปี 1 ผมไปนั่งเรียนในห้องกับจอทีวีที่มีคนเรียนอยู่ไม่กี่คน และก็ไม่รู้จักใครด้วย จึงทำให้ไม่อยากไปเรียน เพราะไม่สนุกอย่างที่คิด ที่สุดเลยตัดสินใจไม่ไปเรียน และเลือกไปทำงานพาร์ทไทม์ คือเรียนด้วยทำงานไปด้วย ไม่เน้นไปเข้าห้องเรียน แต่จะใช้วิธีอ่านหนังสือแล้วไปสอบ จนขึ้นปี 3 ซึ่งจะต้องเลือกวิชาเอก ผมก็เลยเลือกเรียนสายวิทยุโทรทัศน์ และลองกลับไปเข้าห้องเรียนดูว่าจะมีอะไรใหม่ไหม ซึ่งพอไปเรียน อาจารย์ก็เริ่มให้จับกลุ่มกับเพื่อน ๆ ซึ่งตัวเรากำลังโหยหากลุ่มเพื่อนอยู่แล้ว ช่วงนั้นก็เลยเข้าไปเรียนบ่อยขึ้น จนเริ่มซี้กับกลุ่มเพื่อนใหม่มากขึ้น ซึ่งเพื่อนก็กลุ่มนี้แหละที่เป็นกลุ่มเฟดเฟ่ เจมส์บรรยาย ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ของเขาให้เราฟัง ที่แม้ช่วงต้น ๆ ชีวิตมหาวิทยาลัยจะไม่เป็นอย่างที่เขาเคยคิดไว้ แต่ที่สุดก็ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไป เมื่อได้พบกับเพื่อนกลุ่มใหม่ ที่ต่อมาก็ได้กลายเป็น กลุ่มเฟดเฟ่ อันโด่งดังนั่นเอง
        
เจมส์เล่าต่อว่า เริ่มจากเป็นกลุ่มเพื่อนเรียน แต่พอได้คุยกันมากขึ้น ก็จึงทำให้ได้รู้ว่าเพื่อน ๆ ในกลุ่มนี้ต่างก็มีความคิดที่เหมือนกันหลายเรื่อง ที่สุดก็เลยกลายมาเป็นกลุ่มเพื่อนที่สนิทกัน ซึ่งเวลาไปเที่ยวด้วยกัน ก็มักจะมีการแกล้งกันอยู่เป็นประจำ และด้วยความที่เรียนสายวิทยุโทรทัศน์ ก็จะถ่ายคลิปตอนแกล้งกันแล้วเอากลับมาให้เพื่อน ๆ ที่ไม่ได้ไปดู เพื่อน ๆ ที่ได้ดูก็บอกชอบ บอกดูแล้วตลกดี ฮาดี ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีแนวคิดที่จะทำกลุ่มเฟดเฟ่ขึ้นมา จนเมื่อใกล้เรียนจบ ทุกคนก็เริ่มเดินสายประกวด เพื่อล่ารางวัลเอาไว้เป็นโปรไฟล์สมัครงาน โดยกลุ่มของเขาจะลงประกวดแทบทุกเวที ทั้งหนังสั้น-หนังยาว เพื่อจะมีผลงาน...
     
จนได้มาประกวดเกี่ยวกับหัวข้อการนำเพลงมาทำเป็นหนัง ซึ่งทางกลุ่มเขาได้เลือกทำหนังชื่อเรื่องว่า กำแพงโดยเอาเพลงกำแพงของสไปเดอร์มังกี้มาทำเป็นหนัง และสุดท้ายก็ได้รางวัลที่ 1 มาครองจากเวทีประกวดนั้น จากนั้นต่อมามีเพื่อน ๆ ในกลุ่ม 3 คนคือ กอล์ฟ-ต้า-ยัดได้มีโอกาสไปฝึกงานที่ค่ายจีทีเอช ค่ายหนังชื่อดัง ทำให้เพื่อน ๆ 3 คนนี้พยายามที่จะดึงเพื่อน ๆ ในกลุ่มที่เหลือให้ได้มีโอกาสเข้าไปฝึกงานที่นี่ด้วย จนที่สุดเขาก็ได้เข้าฝึกงานที่จีทีเอชในทีมอาร์ต โปรดักชั่น โดยหนังที่กำลังถ่ายทำอยู่ตอนนั้นคือ สายลับจับบ้านเล็กจนเมื่อการฝึกงานสิ้นสุดลง แต่พี่ ๆ ในบริษัทหลายคนเห็นแวว ที่สุดเขาก็จึงได้ทำงานที่ค่ายนี้
     
พี่ ๆ คงเห็นว่าเราขยัน พอฝึกงานจบ ก็เลยชวนให้ทำงานต่อเลย จนเมื่อทำงานเบื้องหลังไปได้สัก3 ปี ก็มีพี่ ๆ ในวงการมาบอกว่าโซเชียลกำลังมา และแนะนำให้กลุ่มเราลองทำยูทูบเสนอ แต่ด้วยเรามีงานประจำกันอยู่ ตอนนั้นจึงยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่ก็คุยกันว่า ถ้าทำ จะทำอะไร ก็สรุปว่าจะทำแนวกวน ๆ ห่าม ๆ แบบแจ็คแอส ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ชอบเล่นแอ๊คชั่นแบบเจ็บตัวของต่างประเทศ ซึ่งในไทยยังไม่มีใครทำแนวนี้  แต่ก็ไม่ได้ทำเสียที จนถึงปี 2554 ที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ เพื่อน ๆ ไม่ได้ทำงาน ก็เลยชวนให้มาช่วยผมย้ายของหนีน้ำ แล้วก็เกิดความคิดว่าน่าจะถ่ายคลิปกัน ที่สุดจึงเกิดคลิปแรกของเฟดเฟ่ นั่นคือคลิปกินพริก และตามมาด้วยคลิปยิงพลุ ซึ่งเป็นคลิปที่ 2”
  
เจมส์เล่าต่อไปว่า ตอนนั้นรู้สึกสนุกมาก พอถ่ายคลิปเสร็จก็ตัดต่อ แล้วโพสต์ลงยูทูบ โดยไม่ได้คิดอะไร แต่หลังคลิปเผยแพร่ไปปรากฏมีคนติดตามถึง 2-3 หมื่นในเวลาไม่นาน ทำให้พอมีเวลาว่างตรงกันทางกลุ่มก็จะทำคลิปออกมา จนตอนหลังเริ่มมีสปอร์นเซอร์เข้ามา ที่สุดเพื่อนก็ค่อย ๆ ลาออกจากงานประจำมาทำคลิปกันจริงจัง จนมาถึงจุดหนึ่ง หลังทำกันมานานถึง 9 ปี ที่สุดทุกคนก็ตัดสินใจกันว่าจะขอแยกย้ายออกไปทำตามเป้าหมายชีวิตของตัวเองกัน โดยเขาเองเลือกที่จะผันชีวิตตัวเองมาทำเกษตร
        
จริง ๆ ผมไม่ได้เบื่อหรืออิ่มตัวกับการทำงานด้านเดิม แต่แค่อยากหาสิ่งแปลกใหม่ทำ ซึ่งช่วง 2-3 ปี ก่อนหน้าที่เราจะแยกย้ายกัน ช่วงนั้นผมชอบปลูกต้นไม้มาก อย่างต้นกระบองเพชรนี่ ช่วงหนึ่งผมบ้ามากเลย จากนั้นก็ชอบเฟิน และก็ชอบไปเรื่อย ๆ คืออะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับต้นไม้ ผมจะชอบหมด ทีนี้พอเฟดเฟ่ยุติลง ผมก็เลยคิดว่าถ้าทำอะไรเกี่ยวกับต้นไม้แล้วได้เงินก็น่าจะดี ประกอบกับผมได้ศึกษาเกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็เลยเลือกที่จะมาทำเกษตร เขาเล่าถึง จุดเริ่มต้นในเส้นทางใหม่ของเขา กับ อาชีพเกษตรกร
           
เมื่อตัดสินใจจะลงหลักชีวิตด้วยการเลือกเดินบนเส้นทางในอาชีพเกษตรกร เขาก็นำเงินเก็บราว 300,000 บาท ที่เป็นเงินรายได้ส่วนแบ่งจากตอนที่ทำกลุ่มเฟดเฟ่มาลงทุน พร้อมกับนั่งคิดว่าถ้านำเงินก้อนนี้มาลงทุน เขาจะอยู่ได้กี่เดือน ที่สุดจึงตัดสินใจแบ่งเงินออกเป็น 2 ก้อน โดยก้อนแรกราว 200,000 บาทนำมาเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อให้ใช้ชีวิตต่อไปได้ 5 เดือน  ส่วนอีก 100,000 บาท เขาลงทุนทำฟาร์มผักของเขา ทั้งนี้ หลังตัดสินใจแน่วแน่แล้ว เจมส์บอกว่า ช่วง 1 เดือนแรก เขาได้ศึกษาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตว่ามีการทำเกษตรแบบไหนบ้าง และหาตัวตนว่าเขาอยากทำการเกษตรแนวไหน พอเข้าเดือนที่ 2-3 ก็เริ่มรู้แล้วว่าน่าจะชอบแนวทางการทำเกษตรแบบอินทรีย์ และเกษตรแบบพอเพียง จึงตัดสินใจไปเรียนรู้ที่ศูนย์การเรียนหลายแห่ง เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ จากนั้นก็เริ่มลงมือทำ ด้วยการเตรียมพื้นที่ปลูกผักปลอดสารพิษ โดยใช้พื้นที่บริเวณบ้านมาทำ แต่ด้วยพื้นที่มีจำกัด เขาก็เลยไม่ได้ทำเกษตรแบบเตรียมดินยกร่อง แต่ใช้การปลูกในภาชนะต่าง ๆ แทน
        
ช่วงแรก ๆ ที่ทำฟาร์ม ผมจะปลูกผักขายเพื่อประทังชีวิตไปก่อน (หัวเราะ) แต่รายได้จากการปลูกผักได้ไม่มาก ผมจึงเปิดคาเฟ่เพื่อสร้างรายได้เสริมควบคู่ไป เพราะคิดว่า ถ้ามีหน้าร้านจะช่วยดึงคนได้ ซึ่งผมตั้งใจไว้ว่าอยากจะให้ฟาร์มนี้เป็นโมเดลให้อีกหลาย ๆ คนเกิดแรงบันดาลใจว่า บ้านใครก็ทำได้ นอกจากนั้นก็เปิดพื้นที่ให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่เป็นเกษตรกรแนวเดียวกันได้นำสินค้าออร์แกนิกมาวางขายที่ร้านได้ด้วย ถือเป็นการช่วยเหลือกัน หรือที่เราเรียกว่าเป็นการสร้างเครือข่ายนั่นแหละครับ เจมส์เล่าเส้นทางชีวิตที่เขาเลือกนี้ด้วยแววตาเป็นประกายอย่างมีความสุข
      
ทั้งนี้ ก่อนจากกันวันนั้น เจมส์-จอมพล อดีตสมาชิกกลุ่มเฟดเฟ่ ย้ำถึงความมุ่งมั่นของเขาต่อ เส้นทางใหม่ ที่แตกต่างจากเส้นทางเดิมนี้กับ “ทีมวิถีชีวิต” ว่า ผมคิดเอาไว้แล้วว่า ชีวิตเกษตรกรคงไม่ง่าย ยิ่งถ้าเทียบรายได้ที่เข้ามา ซึ่งก็จริง เพราะตั้งแต่ทำฟาร์ม รายได้ที่เข้ามาแต่ละเดือนช่างแตกต่างจากตอนทำงานประจำชนิดฟ้ากับเหว แต่ถ้าคิดมุมกลับ ไม่เอารายได้มาเป็นตัวชี้วัด แต่ใช้ความสุขมาเป็นเกณฑ์ ผมพูดได้เต็มปากเลยว่า... การที่ผมได้ลุกขึ้นมาทำตรงนี้... ทำให้ผมสุขที่สุด”.

ค่อย ๆ ฝ่าไปทีละด่าน..

แม้จะไม่ง่ายกับการพลิกผันจากฐานะ คนเบื้องหน้า-คนเบื้องหลัง ในวงการบันเทิง มาเป็น ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรแต่ เจมส์ บอกว่า แม้ตอนนี้เขาจะเป็นน้องใหม่ในวงการนี้ เพราะเพิ่งเริ่มเดินได้ไม่ถึง 1 ปี แต่ก็มั่นใจว่า ธุรกิจนี้ของเขาจะค่อย ๆ เติบโตอย่างมั่นคงได้ในสักวันหนึ่ง เพราะเชื่อมั่นว่าถ้าขยันและอดทน สักวันอาชีพนี้ก็จะเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่างแน่นอน พร้อมกับย้ำว่า ไม่ว่าจะธุรกิจอะไรก็ตาม ผมมองว่ามันเป็นเหมือนเกม ที่เราต้องเล่นให้ผ่านด่านต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งด่านที่ง่ายและยาก กว่าที่เราจะไปเจอกับบอสใหญ่ ซึ่งก็คือความสำเร็จ ทำให้ผมพยายามย้ำกับตัวเองว่า...ค่อย ๆ เล่น  ค่อย ๆ ผ่านไปทีละด่าน อย่ารีบร้อน เพราะถ้ารีบเร่งเกินไป ในขณะที่ยังไม่พร้อม... ก็อาจสะดุดหกล้มได้”.



....................................................................
บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : เรื่อง
พีรายุ อุ้ยตยกุล : ภาพ


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 35