อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563

อาถรรพณ์พรรคฝ่ายขวา เยอรมนีผวาเงาอดีต

“จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ” กลายเป็น “สึนามิทางการเมือง” สร้างแรงกระเพื่อมระลอกใหญ่อย่างต่อเนื่องให้กับทุกพรรคในเยอรมนี อาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 09.30 น.


ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ก.ย. 2473 เยอรมนีจัดการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งแม้พรรคสังคมประชาธิปไตย (เอสพีดี) ได้รับการเลือกตั้งเข้ามามากที่สุด 143 ที่นั่งจากทั้งหมด 577 ที่นั่ง แต่ยังห่างไกลจากเกณฑ์ขั้นต่ำของการครองเสียงข้างมากพรรคเดียวในสภา คืออย่างน้อย 289 ที่นั่ง

อย่างไรก็ตาม ที่น่าจับตามากกว่าคือการที่พรรคกรรมกรชาติสังคมนิยมเยอรมัน หรือพรรคนาซี ภายใต้การนำของนายอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ สามารถก้าวขึ้นมาเป็นพรรคการเมืองอันดับ 2 จากการเลือกตั้งครั้งนั้นได้ แม้เพิ่งก่อตั้งพรรคได้เพียง 10 ปี โดยได้รับการเลือกตั้งเข้ามามากถึง 107 ที่นั่ง ทั้งที่ในการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้าเมื่อปี 2471 พรรคนาซีได้รับชัยชนะเพียง 12 ที่นั่ง


       
แม้ตอนนั้นฮิตเลอร์ดำรงตำแหน่งผู้นำพรรคนาซีแล้ว แต่ยังไม่ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและ “ท่านผู้นำ” แห่งเยอรมนี กระนั้นในช่วงรอยต่อเพียงไม่กี่ปีก่อนฮิตเลอร์ขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมืองระดับประเทศ การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในรัฐทือริงเงิน รัฐซึ่งไม่ได้มีขนาดใหญ่มากและตั้งอยู่ทางตอนกลางของเยอรมนี ได้ปูทางให้กับพรรคนาซีในการเป็นรัฐแรกที่พรรคชาตินิยมขวาจัดของฮิตเลอร์สามารถคว้าชัยชนะ และสามารถตั้งรัฐบาลบริหารในระดับท้องถิ่น
       
เป็นที่ทราบกันดีว่าพรรคนาซีล่มสลายไปหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ชัยชนะระดับท้องถิ่นครั้งแรกของพรรคนาซีที่รัฐทือริงเงินในวันนั้น ได้กลายเป็นการวางรากฐานฝังลึกในระบบการเมืองท้องถิ่นของรัฐแห่งนี้ให้มี “ความซับซ้อนและเปราะบาง” มากที่สุดในเยอรมนีจนถึงปัจจุบัน ซึ่งความยุ่งยากนั้นยังคงเป็นสถานการณ์ที่ทุกขั้วการเมืองซึ่งมีบทบาทในรัฐทือริงเงินหารือกันต่อไป “ตามปกติ”
        
จนกระทั่งเกิด “จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ” กลายเป็น “สึนามิทางการเมือง” สร้างแรงกระเพื่อมระลอกใหญ่อย่างต่อเนื่องให้กับทุกพรรคในเยอรมนี โดยเฉพาะบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนนี้ เมื่อนายโธมัส เคมเมอริช ตัวแทนจากพรรคเสรีประชาธิปไตย (เอฟดีพี) ซึ่งเป็นพรรคสายกลาง-ขวา ได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมสภาแห่งรัฐทือริงเงิน ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐคนใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนจากพรรคทางเลือกเพื่อเยอรมนี (เอเอฟดี) ที่เป็นพรรคชาตินิยมขวาจัด และเป็นพรรคใหญ่อันดับ 2 ในรัฐทือริงเงิน เป็นรองเพียงพรรคฝ่ายซ้าย ซึ่งมีนโยบายนิยมซ้ายตามชื่อพรรค อีกทั้งยังนิยมอุดมการณ์คอมมิวนิสต์



ทั้งนี้ ประชาคมการเมืองในเยอรมนี “มีสัตยาบันอันแน่วแน่” ระหว่างทุกพรรคไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน ในการต้องร่วมกันโดดเดี่ยวพรรคเอเอฟดี กระนั้นเรื่องนี้ยังไม่น่ามีอิทธิพลทางจิตวิทยามากไปกว่าการที่ทุกฝ่ายหวนระลึกไปถึงประวัติศาสตร์เมื่อ 90 ปีที่แล้ว ซึ่งพรรคนาซีสร้างฐานอำนาจที่รัฐทือริงเงินเป็นแห่งแรก ยิ่งไปกว่านั้นภาพของนายบีเยิร์น เฮิกเคอ หัวหน้าพรรคเอเอฟดีสาขารัฐทือริงเงิน เข้ามาแสดงความยินดีกับเคมเมอริช ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ แต่เฮิกเคอค้อมศีรษะให้อีกฝ่าย ส่งผลให้มีการเปรียบเทียบกับภาพ “วันแห่งพอตสดัม” ซึ่งเป็นวันเปิดทำการรัฐสภาแห่งใหม่ ที่เมืองพอตสดัม ชานกรุงเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2476 ซึ่งฮิตเลอร์ต้อนรับประธานาธิบดีพอล ฟอน ฮินเดนบัวร์ก โดยก้มศีรษะให้ระหว่างจับมือกับอีกฝ่าย

นอกจากนี้ นายโบโด ราเมโลว์ อดีตผู้ว่าการรัฐทือริงเงินก่อนหน้าเคมเมอริช ยังยกถ้อยแถลงตอนหนึ่งที่ฮิตเลอร์กล่าวในวันที่พรรคนาซีชนะการเลือกตั้งในรัฐแห่งนี้ ว่า “ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นแล้วในรัฐทือริงเงิน เพราะวันนี้มีพรรคการเมืองซึ่งมีอำนาจชี้ขาดแล้ว” แม้พูดเพียงเท่านี้ แต่มีหรือที่นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล จะนิ่งเฉยได้ ผู้นำหญิงของเยอรมนีประกาศกร้าวว่ารัฐบาลกลางในกรุงเบอร์ลินไม่มีทางร่วมงานกับรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐทือริงเงิน ตราบใดที่พรรคเอเอฟดียังเป็นส่วนหนึ่ง คำกล่าวของแมร์เคิลประหนึ่งเป็น “วาจาสิทธิ์” จนทุกพรรคออกมาประสานเสียงกดดันเคมเมอริชจนเจ้าตัวขอลาออกในที่สุด ยกเว้นพรรคเอฟดีพีซึ่งเป็นต้นสังกัดของเคมเมอริช พรรคเอเอฟดีและพรรคฝ่ายซ้าย

สถานการณ์ที่จะตามมาหลังจากนี้แน่นอนคือการเลือกตั้งซ่อมที่รัฐทือริงเงิน อย่างไรก็ดี แทบทุกฝ่ายเชื่อว่าการครองเสียงข้างมากจะยังคงเป็นการผสานขั้วอำนาจระหว่างพรรคฝ่ายซ้ายกับพรรคเอเอฟดีต่อไป และไม่ว่าอันดับพรรคจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ แต่สถานการณ์การเมืองในรัฐทือริงเงินกลายเป็นชนวนสุมไฟแห่งความตึงเครียดและวุ่นวายครั้งใหม่ให้กับการเมืองของเยอรมนี และน่าจะลากยาวไปจนถึงการเลือกตั้งแห่งชาติ ที่มีกำหนดเกิดขึ้นในเดือนต.ค. 2564 แล้วตอนนี้พรรคเอเอฟดีอยู่ในอันดับ 3 ของการเป็นพรรคการเมืองระดับประเทศ

หลังการลาออกของเคมเมอริชได้ไม่กี่วัน แมร์เคิลปลดนายคริสเตียน เฮียร์เทอ ออกจากตำแหน่ง รมช.เศรษฐกิจ หลังเจ้าตัวออกมาแสงความยินดีกับการได้รับเลือกตั้งของเคมเมอริช ซึ่งการพ้นจากตำแหน่งของเฮียร์เทอ “มีประเด็น” ตรงที่ว่าเจ้าตัวเป็นรองหัวหน้าพรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียนแห่งเยอรมนี (ซีดียู) พรรคแกนนำรัฐบาลเยอรมนีชุดปัจจุบันประจำรัฐทือริงเงิน บ่งชี้การขาดเอกภาพภายในพรรคซีดียู ภายใต้การบริหารของนางอันเนเกรต ครัมป์-คาร์เรนเบาเออร์ รมว.กลาโหมคนปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังเพิ่มความสงสัยมากขึ้นอีกว่า คาร์เรนเบาเออร์ “มีศักยภาพมากเพียงใด” และเธอ “เหมาะสมจริงหรือไม่” ที่ได้รับความไว้วางใจจากแมร์เคิลให้เป็น “ทายาทการเมือง” ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งปีหน้า แต่การประเมินคุณสมบัติเหล่านั้นยังไม่ทันเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพราะคาร์เรนเบาเออร์ประกาศถอนตัวและเตรียมลงจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคซีดียู ยิ่งก่อให้เกิดคำถามที่สะท้อนความอึมครึมภายในพรรค และ “ความหวาดหวั่น” ต่อพรรคเอเอฟดี

อย่างไรก็ดี เมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงทางการเมืองของเยอรมนีแสดงท่าทีเช่นนี้ มองได้ในอีกมุมหนึ่งเช่นกันว่า หนทางยังอีกยาวไกล ที่เยอรมนีจะเป็นเหมือนออสเตรีย ซึ่งเมื่อไม่กี่ปีที่แล้วพรรคสายกลางสามารถทำงานร่วมกับพรรคขวาจัดได้ ต่อให้ไม่นานนักแต่แสดงถึง “การพยายามก้าวไปข้างหน้า” ในขณะที่การเมืองภายในของเยอรมนียังขาดการบูรณาการอย่างแท้จริง โดยไม่ว่าอย่างไรการเป็นรัฐบาลยังคงผูกขาดระหว่างพรรคซีดียูกับพรรคเอสพีดี “บทเรียนครั้งใหญ่หลวง” ซึ่งเกิดขึ้นในอดีตเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายเข้าใจและยอมรับได้ แต่ดูเหมือนการอยู่บนความหวั่นวิตกนั้นนานมากขึ้นเท่าไหร่ หนทางของเยอรมนีทั้งในและต่างประเทศ หลังการวางมือของแมร์เคิล “เป็นงานช้าง” ของว่าที่ผู้นำคนต่อไป.


.........................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

บอกต่อ : 70