อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563

เมื่อโลกไม่สำราญเรือใหญ่ มหาภัย"โควิด-19"

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ “โรคโควิด-19” เป็นภาวะวิกฤติด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศที่ชาวโลกเผชิญร่วมกันตั้งแต่เข้าสู่ปี 2563 และสถานการณ์ของโรคมีความหมายตรงตามชื่อ นั่นคือแม้เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนา แต่เป็น “สายพันธุ์ใหม่”  ที่มนุษย์ไม่เคยรู้จักมาก่อน อาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 09.30 น.


การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ “โรคโควิด-19” เป็นภาวะวิกฤติด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศที่ชาวโลกเผชิญร่วมกันตั้งแต่เข้าสู่ปี 2563 และสถานการณ์ของโรคมีความหมายตรงตามชื่อ นั่นคือแม้เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนา แต่เป็น “สายพันธุ์ใหม่”  ที่มนุษย์ไม่เคยรู้จักมาก่อน ทำให้ตอนนี้มนุษย์ยังเป็นฝ่ายวิ่งตามเชื้อโรคตัวนี้อยู่ก้าวหนึ่ง
        
ในขณะที่ทุกฝ่ายพยายามศึกษาและหาทางเอาชนะโรคโควิด-19 แต่ในความล้ำหน้าของเชื้อโรคนั้นยังคงมี “ความเหมือนเดิม” คือรูปแบบการแพร่กระจายและการติดต่อของโรค ซึ่งเป็นโรคติดต่อผ่านระบบทางเดินหายใจ ดังนั้นการสัมผัสกับสารคัดหลั่งและการสูดละอองสารคัดหลั่งของผู้ป่วยย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อ ยิ่งอยู่ในสถานที่แออัดซึ่งมีผู้คนรวมตัวเป็นจำนวนมาก หรือสถานที่ซึ่งอากาศถ่ายเทไม่สะดวกด้วยแล้ว


        
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2562 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติของสหรัฐ (ซีดีซี) บันทึกการแพร่ระบาดของโรคบนเรือสำราญเอาไว้ 10 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นการแพร่ระบาดของโนโรไวรัสซึ่งทำให้เกิดท้องเสีย และเป็นอาการท้องเสียที่ไม่ได้มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรียซึ่งเกิดขึ้นบ่อยที่สุดบนโลก
        
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ซึ่งชาวโลกกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งด้วยการเฝ้าระวังและความตื่นตระหนก กำลังเป็น “ภัยคุกคาม” ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวด้วยเรือสำราญ ซึ่งการใช้บริการส่วนใหญ่ต้องมีการจองล่วงหน้า และราคาของบริการที่อยู่ในระดับสูง นับตั้งแต่ต้นปีนี้มีรายงานเรือสำราญ
อย่างน้อย 5 ลำต้องผ่านขั้นตอนการกักบริเวณเพื่อควบคุมโรคได้แก่ “ไดมอนด์ ปรินเซส” “เวิลด์ ดรีม” “แอนเธอ ออฟ ซีส์” “คอสตา สเมรัลดา” และ “เวสเตอร์ดัม” โดยสถานการณ์ของเรือแต่ละลำแตกต่างกันออกไป มีทั้งพบผู้ติดเชื้อจำนวนมาก และแนวโน้มต้องสงสัยอาจมีผู้ติดเชื้อบนเรือ
        
ขณะที่บริษัทประกอบการเรือสำราญทั่วโลกพร้อมใจกันปรับเปลี่ยนกำหนดการเดินทาง หรือยกเลิกรายการท่องเที่ยวไปเลย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่บนเรือของตัวเอง ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลของหลายประเทศปฏิเสธให้เรือสำราญจอดเทียบท่าในทุกกรณี หรือบางประเทศอนุญาตให้เข้าจอดเมื่อได้รับการยืนยันว่าเรือลำนั้นไม่ได้จอดเทียบท่าในจีน ฮ่องกง และมาเก๊า ตลอดจนไม่มีผู้โดยสารชาวจีนอยู่บนเรือ จากการที่แทบทุกฝ่ายตั้งสมมุติฐานว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีต้นกำเนิดที่เมืองอู่ฮั่น เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย์ ในภาคกลางของจีน



อนึ่ง ในบรรดาเรือสำราญทั้ง 4 ลำซึ่งต้องเข้ารับการกักบริเวณนั้น มีอยู่ 2 ลำซึ่งชาวโลกให้ความสนใจมากที่สุด ลำแรกคือเรือไดมอนด์ ปรินเซส ถูกกักบริเวณที่ท่าเรือในเมืองโยโกฮามาของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 5 ก.พ. หลังผู้โดยสารชายชาวฮ่องกงอายุ 80 ปี ซึ่งลงจากเรือที่ฮ่องกงเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ล้มป่วยด้วยโรคโควิด-19 เรียกได้ว่าญี่ปุ่น “งานเข้า” ครั้งใหญ่ เพราะมีผู้เดินทางมากับเรือลำนี้มากถึง 3,711 คน แบ่งเป็นผู้โดยสาร 2,666 คน และเจ้าหน้าที่บนเรือ 1,045 คน
        
ทั้งนี้ มาตรการกักบริเวณเรือไดมอนด์ ปรินเซส ครบ 14 วัน เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นตรวจพบผู้ติดเชื้อมากกว่า 600 คน และทยอยให้ผู้โดยสารลงจากเรือ แต่ยังคงยกเว้นผู้ที่พักอยู่ห้องเดียวกับผู้ป่วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ขอกักบริเวณไว้เฝ้าดูอาการอีกระยะ อนึ่ง สถิติผู้ป่วยบนเรือไดมอนด์ ปรินเซส และสัญชาติของผู้ป่วยซึ่งมาจากหลายประเทศ หมายความว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโรคโควิด-19 บนเรือลำนี้ “มีความวิกฤติที่สุด” นอกเหนือจากสถานการณ์ในจีนแผ่นดินใหญ่ ด้านบริษัทปรินเซส ครูซ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐ ระงับบริการของเรือไดมอนด์ ปรินเซส “อย่างไม่มีกำหนด” หลังเกิดเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่น
        
ทว่าจะเป็น “จังหวะประจวบเหมาะ” ก็ว่าได้ เมื่อปรินเซสครูซ อยู่ในเครือของคาร์นัล คอร์ปอเรชัน ที่รัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของผู้ประกอบการเรือสำราญอีกแห่งหนึ่ง คือเนเธอร์แลนด์ อเมริกา ซึ่งดำเนินการเรือเวสเตอร์ดัม ออกเดินทางจากฮ่องกงเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่ผู้โดยสาร 1,455 คน และลูกเรือ 802 คนต้องเคว้งคว้างกลางทะเลนานเกือบ 2 สัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลของหลายประเทศในเอเชียซึ่งปฏิเสธให้เรือลำนี้เข้าจอดเทียบท่า ด้วยความวิตกกังวลต่อสถานการณ์โรคโควิด-19
        
อย่างไรก็ดี เรือเวสเตอร์ดัมสามารถเทียบท่าได้ในที่สุด เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่เมืองสีหนุวิลล์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกัมพูชา โดยในช่วง “นาทีสุดท้าย” ก่อนเข้าจอด เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐบาลพนมเปญตรวจพบผู้ต้องสงสัยป่วย 20 คน แต่ผลการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ปรากฏว่า “ไม่พบ” เรือจึงได้จอดเทียบท่าในที่สุด
        
กระนั้นอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของมาเลเซียตรวจพบหนึ่งในผู้โดยสารของเรือเวสเตอร์ดัมซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวอเมริกัน วัย 83 ปี ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ระหว่างอยู่ในขั้นตอนตรวจโรคก่อนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง แม้สามีของหญิงรายนี้ซึ่งเป็นชาวอเมริกันเช่นกัน และมีอายุ 85 ปี ยังมีผลตรวจเป็นลบ แต่เจ้าหน้าที่กักบริเวณฝ่ายชายเอาไว้ก่อนด้วย เพื่อสังเกตอาการ
        
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเรือไดมอนด์ ปรินเซส และเรือเวสเตอร์ดัม กระตุ้นให้สมาคมเรือสำราญนานาชาติ (ซีแอลไอเอ) ซึ่ง 90% ของผู้ประกอบการเรือสำราญทั่วโลกเป็นสมาชิก ประกาศแนวทางปฏิบัติในเบื้องต้นให้สมาชิกต้องปฏิบัติตาม ด้วยมาตรการที่รวมถึงการปฏิเสธให้ขึ้นเรือ ในกรณีที่ผู้โดยสารเดินทางท่องเที่ยวหรือเดินทางผ่านจีน ฮ่องกง และมาเก๊า ภายในระยะเวลา 14 วันก่อนกำหนดการออกเรือ ขณะที่บุคคลซึ่งมีประวัติใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือผู้ต้องสงสัยติดเชื้อในช่วงฟักตัวของโรค จะไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นเรือเช่นกัน นอกจากนี้ เรือสำราญทุกลำที่เป็นสมาชิกของซีแอลไอเอต้องเพิ่มมาตรการคัดกรองโรค “อย่างเข้มงวด” และการรักษาความสะอาดทุกซอกทุกมุมบนเรือ “ในระดับสูงสุด”
        
พัฒนาการของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ยังเป็นเรื่องที่คาดเดาว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด ในขณะที่ทุกภาคส่วนเร่งมือค้นหาแนวทางรักษาและป้องกันที่เป็นมาตรฐาน ผลกระทบทางเศรษฐกิจซึ่งขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องรับมือและกำหนดมาตรการแก้ไขแต่เนิ่น ๆ เช่นกัน เพราะสถานการณ์นี้ไม่ใช่เป็นเพียงวิกฤติด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นปัจจัยที่จะมีผลเชิงลบต่อเศรษฐกิจโลกตอนนี้ด้วย.


..................................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 71